หน้าแรก บทความ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : ไขปริศนามัมมี่ ‘สตรีผู้กรีดร้อง’

5.08.24 | 13:35 น.
(ภาพ-Sahar Saleem)

เมื่อปี 1935 ระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีในพื้นที่นครธีบส์ (Thebes) ซึ่งเดิมเคยเป็นพื้นที่เมืองเก่ายุคอียิปต์โบราณที่เรียกกันว่าเมืองวาเซ็ต (Waset) นักโบราณคดีเจอศพสตรีรายหนึ่งในสภาพเป็นมัมมี่ ประเมินอายุด้วยหลักวิชาการแล้วเชื่อว่า เธอถูกฝังมาตั้งแต่เมื่อ 3,500 ปีมาแล้ว

สิ่งที่ทำให้มัมมี่ศพนี้ดึงดูดความสนใจ จนกลายเป็นปริศนามาช้านานก็เพราะสภาพใบหน้าของศพที่อ้าปากค้างอยู่ในท่าทางของคนกำลังกรีดร้องด้วยความตื่นตกใจ หรือเจ็บปวดสุดขีด

ทำให้มัมมี่ศพนี้ถูกขนานนามให้ในเวลาต่อมาว่าเป็นสตรีผู้กำลังกรีดร้องหรือ “Screaming Woman” และเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงอียิปต์โบราณศึกษา

บริเวณที่พบศพมัมมี่ปริศนานี้ก็คือบริเวณสุสานแห่งเซเนนมัท ซึ่งเป็นสถาปนิกและข้าราชสำนัก ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ที่ 18 (ช่วงตั้งแต่ 1550 ปีเรื่อยมาจนถึง 1292 ก่อนคริสต์ศักราช) อันเป็นช่วงแรกของยุคที่เรียกว่าอาณาจักรใหม่” (the New Kingdom) อันเป็นยุคที่อาณาจักรอียิปต์โบราณเรืองอำนาจถึงขีดสุด

สตรีผู้กรีดร้องไม่ได้ถูกพบในหลุมฝังศพของเซเนนมัทเสียทีเดียว แต่พบอยู่ในห้องที่แยกออกมาอีกต่างหาก ว่ากันว่า เป็นห้องสำหรับเก็บศพของ ฮัทนูเฟอร์ มารดาของเซเนนมัทแล้วก็เครือญาติอีกจำนวนหนึ่ง

Advertisement

สตรีผู้กรีดร้องถูกพบบรรจุอยู่ในโลงไม้ ที่น่าสนใจก็คือ เธอมีวิกหรือผมปลอมครอบศีรษะอยู่เหนือผมจริง เครื่องประดับเท่าที่พบก็คือ แหวนสองวงทำจากแจสเปอร์ หรือหินประดับสีแดงชนิดหนึ่ง

ปัจจุบันร่างของสตรีผู้กรีดร้องเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อียิปต์แห่งไคโรครับ

ตอนที่ค้นพบนั้น ทีมสำรวจพบว่ามัมมี่ศพนี้ไม่มีร่องรอยถูกกรีดผ่าแต่อย่างใด เพราะในร่างยังมีอวัยวะภายในอยู่ครบครัน ทั้งๆ ที่ โดยปกติแล้วอวัยวะภายในเหล่านี้มักถูกผ่าควักออกมาแยกเก็บไว้ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นสมอง ตับ และไต เป็นต้น

ในยุคอาณาจักรใหม่นั้น การควักอวัยวะออกก่อนทำมัมมี่ถือเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นประเพณี ควักออกมาแยกเก็บไว้ในเหยือกคาโนปิค (canopic jars) ยกเว้นอวัยวะเดียวคือ หัวใจ เพราะอียิปต์โบราณเชื่อว่า หัวใจ คือที่มาของบุคลิก ปัญญาและความทรงจำทั้งมวล

ภายใต้สภาพมัมมี่เช่นนั้นทำให้นักโบราณคดีในเวลานั้นสันนิษฐานว่า ศพของสตรีผู้นี้ถูกทำให้เป็นมัมมี่อย่างหยาบๆ ลวกๆ แล้วก็เป็นที่มาที่ว่า คนที่จัดทำลืมที่จะจัดท่าทางของศพให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม เลยได้มัมมี่ที่อยู่ในสภาพที่กรีดร้องคาค้างอยู่เช่นนี้

เชื่อกันมาอย่างนั้น จนกระทั่งงานวิจัยใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ของ ศาสตราจารย์ ซาฮาร์ ซาลีม นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยไคโรของอียิปต์ เข้ามาตรวจสอบมัมมี่ศพนี้อีกครั้งอย่างถี่ถ้วน ด้วยวิธีการและเครื่องไม้เครื่องมือสมัยใหม่ ภายใต้การสนับสนุนและเห็นชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณคดีของอียิปต์

ศาสตราจารย์ซาลีมใช้ซีทีสแกนศึกษาสภาพของมัมมี่ศพนี้โดยละเอียดอีกครั้ง ควบคู่ไปกับการตรวจสอบกระบวนการจัดทำให้ศพกลายเป็นมัมมี่ โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า อิเล็กตรอน ไมโครสโคป หรือการใช้ลำอิเล็กตรอน กวาดไปตามพื้นผิวมัมมี่ เพื่อสร้างภาพความละเอียดสูง, บวกกับกระบวนการที่เรียกว่า เอกซเรย์ ดิฟแฟรคชัน อนาลิซิส ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุทั้งหลาย

ซาลีมชี้ให้เห็นว่าสตรีผู้กรีดร้องผ่านกระบวนการทำเป็นมัมมี่มาอย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอคงอยู่มาได้หลายพันปีให้หลัง และอาจเป็นการทำมัมมี่สไตล์ใหม่ที่แยกออกไปจากกระบวนการเดิมๆ ที่เราเคยเรียนรู้กันมา

ผลจากการตรวจสอบครั้งหลังสุดนี้ พบว่า สตรีผู้นี้สูงราว 5 ฟุต อายุ (ประเมินจากกระดูกเชิงกราน) ราว 45 ปีเมื่อตอนที่เสียชีวิต

ทีมวิจัยของซาลีมไม่ได้พบสาเหตุของการเสียชีวิต แต่พบว่าสตรีผู้กรีดร้องสุขภาพไม่ค่อยดีนักก่อนหน้าจะเสียชีวิต เพราะพบร่องรอยของการป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ พบว่ามีฟันหลุดร่วงหายไปหลายซี่ และอีกหลายซี่แตก บิ่น หรือกร่อน ด้วยอีกต่างหาก

แต่ในเวลาเดียวกันทีมวิจัยก็พบด้วยว่า ในกระบวนการทำให้ศพของเธอกลายเป็นมัมมี่นั้น มีการอบร่ำด้วยเครื่องหอมชั้นสูง จำพวก กำยาน และน้ำมันจากผลสนจูนิเปอร์ ซึ่งล้วนเป็นของสูง ราคาแพง เพราะต้องนำเข้ามาจากแอฟริกาตะวันออก หรืออาหรับทางตอนใต้

ดังนั้น เรื่องที่ว่าศพนี้ถูกนำมาทำเป็นมัมมี่อย่างลวกๆ เห็นทีจะไม่จริง

ถ้าอย่างนั้นแล้ว ทำไมมัมมี่ศพนี้ถึงถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพกรีดร้องได้เล่า?

ข้อสันนิษฐานของ ศาสตราจารย์ ซาฮาร์ ซาลีม ก็คือ เพราะตอนเสียชีวิตนั้น เธอกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จนเกิดสภาพที่มีศัพท์เรียกทางการแพทย์ว่า cadaveric spasm คือการสิ้นใจตายในขณะที่กรีดร้องเพราะเจ็บปวดสุดขีด

สภาพการตายเช่นนี้จะก่อให้เกิดอาการค้างเกร็งกะทันหัน แล้วก็แช่ค้างอยู่เช่นนั้น ยากที่คนอื่นๆ จะปรับแต่งให้สู่สภาพเดิมได้ ซึ่งแตกต่างจากการตายทั่วๆ ไปที่ค่อยเป็นค่อยไป เมื่อเสียชีวิตก็ยังสามารถปรับแต่งสภาพศพได้ไม่น้อย

ซาลีมบอกว่าสตรีผู้กรีดร้องคือแคปซูลแห่งกาลเวลาที่ยืนยาวมาบ่งบอกคนในอีกหลายพันปีให้หลังว่า เธอตายอย่างเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดนั่นเองครับ

ไพร้ตน์ พงศ์พานิชย์