Green Hotel โรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
จํานวนนักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและชาวไทยในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับสถิติในปี 2565 แม้ว่าจะยังไม่เท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2562 ก่อนสถานการณ์โควิด แต่ก็เป็นสัญญาณการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยสูงขึ้น แต่การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมในครั้งนี้ โรงแรมขนาดใหญ่มีอัตราการฟื้นตัวเร็วกว่าโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กด้วยหลายปัจจัย เช่น การปรับเปลี่ยนความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกสบายและความปลอดภัย เมื่อต้องจ่ายค่าที่พักในราคาเดียวกันทำให้โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีบริการหลากหลายมากกว่า (Complementary Services) จึงได้เปรียบโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็ก อีกทั้งโรงแรมขนาดใหญ่สามารถรองรับลูกค้าได้มาก จึงทำให้ต้นทุนห้องพักต่อลูกค้าต่ำกว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้โรงแรมขนาดใหญ่ได้เปรียบในการทำการตลาดแบบ Mass Market ทางรอดของโรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กจึงอยู่ที่การปรับตัว โดยหันมาเน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของการให้บริการเพื่อตอบสนองทิศทางการท่องเที่ยวใหม่และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ปี 2556 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกรมการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม) ได้พัฒนามาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Hotel ขึ้นจากที่เล็งเห็นว่าสถานประกอบการประเภทโรงแรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 50,000 แห่ง มีการใช้ทรัพยากร น้ำ และพลังงาน อีกทั้งยังทำให้เกิดน้ำเสียและขยะจากการให้บริการ จึงริเริ่มโครงการ Green Hotel ขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้แก่โรงแรมต่างๆ ให้สามารถใช้ทรัพยากรและพลังงานได้อย่างคุ้มค่ามีประสิทธิภาพ ยกระดับมาตรฐานการบริการและการจัดการสิ่งแวดล้อม ตลอดเวลากว่า 10 ปีของโครงการ มีโรงแรมที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่ง แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนโรงแรมทั้งหมดทั่วประเทศ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณของหน่วยงานทำให้ในแต่ละปีสามารถรับโรงแรมเข้าร่วมโครงการด้วยจำนวนจำกัด แต่ผลที่เกิดขึ้นกับโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ ปรากฏชัดเจนว่าได้ช่วยลดต้นทุนการบริการและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับโรงแรมสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับปัญหาสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม
Green Hotel ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือ ส่งเสริมการทำงานร่วมกันของทุกคนในสถานประกอบการภายใต้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานขององค์กร ที่ฝ่ายบริหารได้กำหนดไว้โดยมีเป้าหมายและแผนงานที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ มีตัวแทนจากส่วนงานต่างๆ มาร่วมเป็นแกนนำที่เรียกว่า “Green Team”
Green Hotel สนับสนุนและส่งเสริมการเพิ่มทักษะ ความรู้และประสบการณ์ให้แก่ “Green Team” ดังนั้น การอบรม การศึกษาดูงานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการพลังงานจึงเป็นตัวชี้วัดหนึ่งของมาตรฐาน Green Hotel เพื่อให้ Green Team นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปเผยแพร่ ส่งต่อแก่พนักงานทุกแผนก ทุกส่วนงาน ให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการทำงานด้วยความเข้าใจและมีประสิทธิภาพ โดยใช้สื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น การฝึกอบรมภายในองค์กร การติดตั้งบอร์ดข่าวสาร ประชาสัมพันธ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนั้น ยังสามารถขยายความรู้ความเข้าใจไปสู่ลูกค้าและผู้มาใช้บริการ รวมถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ของโรงแรมและชักชวนให้ลูกค้าและผู้มาใช้บริการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้น เช่น การประหยัดการใช้ทรัพยากรและพลังงาน กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชน
เนื่องจากโรงแรมต้องใช้สินค้าหลากหลายและจำนวนมากเพื่อให้บริการแก่ลูกค้า การเลือกใช้สินค้าหรือวัตถุดิบในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นแล้วยังเป็นการลดการใช้พลังงานจากการขนส่งอีกด้วย ดังนั้น เมื่อก้าวเข้าสู่ความเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โรงแรมก็ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น สินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน
ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของ Green Hotel และเป็นต้นทุนสำคัญในการบริหารจัดการของโรงแรม ดังนั้น มาตรฐาน Green Hotel จึงเข้มงวดกับตัวชี้วัดเหล่านี้ ผู้ประกอบการบางรายกังวลว่าการเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะต้องลงทุนหรือทำให้ต้นทุนการบริหารเพิ่มขึ้น มักลังเลใจไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ แต่ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น สำหรับโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากได้ช่วยยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานของโรงแรมได้ตามมาตรฐานแล้ว ยังสามารถลดต้นทุนการจัดการ ลดการสูญเสียทรัพยากรและพลังงานได้ด้วย ตัวอย่างเช่น กำหนดให้มีการตรวจสอบการใช้ปริมาณน้ำประปา การให้คำแนะนำวิธีการต่างๆ เพื่อประหยัดการใช้น้ำ การใช้ระบบบำบัดน้ำเสียที่ถูกต้องให้สามารถนำเอาน้ำจากการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ และตรวจสอบให้คุณภาพน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานตามกฎหมายหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น ลดภาระการใช้เครื่องปรับอากาศ การปรับปรุงให้ทำงานที่ถูกต้องตามหลักชีวอนามัย ตลอดจนการจัดการขยะเพื่อให้เกิดการนำกลับมาใช้ใหม่ให้มากที่สุด ช่วยลดปริมาณขยะที่เป็นภาระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับปริมาณน้ำใช้ พลังงานหรือปริมาณขยะที่เกิดขึ้น แม้ว่า Green Hotel ไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐานให้ปฏิบัติ แต่จะเน้นให้โรงแรมนั้นๆ เก็บรวบรวมข้อมูลรายปีเพื่อเปรียบเทียบการใช้ทรัพยากรและพลังงานต่อลูกค้า (สำหรับโครงการ Green Hotel จะใช้อัตราการใช้ทรัพยากรต่อลูกค้าที่เรียกว่า Guest Night เช่น อัตราการใช้น้ำเป็นลิตรต่อ guest night หรืออัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหน่วย หรือ KWhr ต่อ guest night) เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายในการลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานได้ซึ่งเท่ากับเป็นการกำหนดเป้าหมายในการลดต้นทุนดำเนินการนั่นเอง
สุดท้ายเมื่อโรงแรมสามารถประเมินการใช้ทรัพยากรและพลังงานต่อลูกค้าได้ ก็จะสามารถประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นต่อลูกค้าได้ ซึ่งก็คือ Carbon Footprint ของโรงแรมนั่นเอง Carbon Footprint จะเป็นข้อมูลที่สนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าในอนาคต
กระบวนการพัฒนาไปสู่ความเป็นโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากจะเกิดประโยชน์กับโรงแรมเองแล้ว ยังช่วยให้โรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถสร้างเอกลักษณ์และยกระดับมาตรฐานการให้บริการ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการและเกิดประโยชน์แก่ท้องถิ่นในที่สุด ทั้งจากการมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำหรือพลังงาน การจัดการน้ำเสียหรือขยะ และเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนขึ้นในท้องถิ่น
ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เก็บค่าธรรมเนียมจากผู้พักในโรงแรม จึงควรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการ Green Hotel โดยการสนับสนุนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเชิญชวนโรงแรมในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ

