หน้าแรก บทความ จริยธรรมคืออะ...

จริยธรรมคืออะไร

30.08.24 | 12:18 น.

จริยธรรมคืออะไร

เราชาวพุทธนับถือพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าก็ทรงบัญญัติจริยธรรมนี่เองไว้ให้ชาวพุทธปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธเมืองไทยจำได้เฉพาะชื่อ คือจริยธรรม แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร ทางคณะสงฆ์ก็พยายามสร้างหลักสูตรที่เป็นหลักปฏิบัติที่จำเป็นต่อชีวิต ให้คนไทยบวชเรียนหนึ่งพรรษาให้รู้ไว้ในระดับนักธรรมตรี คือชั้นต้น หลักสูตรนั้นคือหนังสือนวโกวาท แต่ดูเหมือนไม่มีใครจำไปปฏิบัติเลย จึงขอรื้อฟื้นความรู้ของผู้ที่สอบผ่านนักธรรมตรีมาแล้วให้มันผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งดังต่อไปนี้ คำว่า จริยธรรม แปลว่าหลักปฏิบัติของมนุษย์ประจำวัน พูดง่ายๆ คือ การกระทำของคน ทางกาย ทางวาจา และทางความคิด พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า การกระทำของคนมีสามทางนี้เท่านั้น และการกระทำของคนทั้งสามทางนั้นทำได้สองแบบ คือการกระทำทางกายที่ดีและการ กระทำทางกายที่ชั่ว การพูดแบบที่ดีและการพูดแบบที่ชั่ว ความคิดแบบที่ดีและความคิดแบบที่ชั่ว

พระพุทธเจ้าบัญญัติจริยธรรมไว้ 10 ประการ คือ หนึ่ง กายกรรม คือการกระทำชั่วทางกาย มี 3 ได้แก่ หนึ่ง ฆ่าสัตว์ สอง ขโมย สาม ประพฤติผิดลูกเมียคนอื่น พฤติกรรมนี้มันทำได้เฉพาะทางกายเท่านั้น พระองค์เรียกว่า กายทุจริต แปลว่า ทำชั่วทางกาย สอง วจีกรรมคือการพูดทางวาจาที่ชั่ว มี 4 ได้แก่ หนึ่ง พูดโกหก สอง พูดยุยงให้เขาแตกร้าวกัน สาม พูดคำหยาบ สี่ พูดเพ้อเจ้อ พฤติกรรมนี้มันทำได้เฉพาะทางปากคือการพูดเท่านั้น พระองค์เรียกว่า วจีทุจริต แปลว่าความชั่วทางวาจา สาม มโนกรรม คือความนึกคิดในใจที่ชั่ว มี 3 ได้แก่ หนึ่ง คิดอยากได้ของของคนอื่น สอง คิดอาฆาตคนอื่น สาม มีความเห็นผิด พฤติกรรมนี้เป็นแต่ความนึกคิดของตนเท่านั้น พระองค์เรียกว่า มโนทุจริต แปลว่าความคิดชั่วทางความคิด จึงขอสรุปว่า การทำชั่วทางกายมี 3 การทำชั่วทางวาจา มี 4 การทำชั่วทางใจ มี 3 รวมเป็นพฤติกรรมทางชั่วของมนุษย์มี 10 นี่คือจริยธรรมฝ่ายชั่ว

ต่อไปเป็นจริยธรรมฝ่ายดี หลักการก็คือการ กระทำตรงกันข้ามกับความชั่วนั่นเอง ดังต่อไปนี้ คือ หนึ่ง กายกรรมทางดี มี 3 คือ หนึ่ง ไม่ฆ่าสัตว์ สอง ไม่ลักขโมย สาม ไม่ประพฤติผิดในกาม พฤติกรรมนี้มันทำได้ทางกายเท่านั้น พระองค์เรียกว่า กายสุจริต แปลว่า ทำบุญหรือทำดีทางกาย สอง วจีกรรมทางดี มี 4 คือ หนึ่ง ไม่พูดโกหก สอง ไม่พูดยุยงให้เขาแตกแยกกัน สาม ไม่พูดคำหยาบ สี่ ไม่พูดเพ้อเจ้อ พฤติกรรมนี้มันทำได้ทางปากคือพูดเท่านั้น พระองค์เรียกว่า วจีสุจริต แปลว่าทำดีทางวาจา สาม มโนกรรมทางความคิดที่ดี มี 3 คือ หนึ่ง ไม่คิดโลภอยากได้ของของคนอื่น สอง ไม่คิดโกรธ อาฆาตคนอื่น สาม มีความเห็นถูก ขั้นต้นต้องรู้ก่อนว่า ความเห็นผิดคืออะไร ความเห็นผิดมีสิบประการ คือ เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณ เห็นว่าผลของความดีไม่มี ผลของความชั่วไม่มี เป็นต้น ดังนั้นความเห็นถูกก็คือ เห็นว่าพ่อแม่มีบุญคุณ เห็นว่าผลของการทำความดีมีอยู่ ผลของการทำความดีมีอยู่ พฤติกรรมนี้ทำได้เฉพาะทางความคิดเท่านั้น พระองค์เรียกว่า มโนสุจริต แปลว่าทำดีทางความนึกคิด

ณ ขณะนี้จึงขอสรุปว่า จริยธรรม คือ ความประพฤติสุจริต ทางกาย 3 ประพฤติสุจริตทางวาจา 4 และประพฤติสุจริตทางใจ 3 รวมเป็น จริยธรรม 10 ประการ ในจริยธรรมทั้งสิบประการนั้น มีทั้งพฤติกรรมที่มีโทษหนัก และพฤติกรรมที่มีโทษน้อย พฤติกรรมที่มีโทษหนักคือ คือ พฤติกรรมทางกาย คือ การฆ่า การขโมย และการทำผิดลูกเมียคนอื่น ส่วนพฤติกรรมทางวาจา ที่มีโทษมาก ก็คือการพูดโกหก การพูดนอกจากนั้นมีโทษเบา ส่วนพฤติกรรมทางความคิด เช่นความโลภอยากได้ของคนอื่น และความโกรธคนอื่นนั้นมีโทษน้อย เพราะเป็นเพียงความคิดยังไม่มีการกระทำ แต่ในความคิดข้อที่สาม คือ การมีความเห็นผิดนั้น กลับมีโทษหนัก เพราะอะไร? จึงมีโทษหนัก เพราะมันผิดความจริง คือในเมื่อความจริงมันมีอยู่ เช่นการทำดีมีผลดี การทำชั่วมีผลชั่ว แต่ถ้าเราคิดว่าไม่มี ไม่ว่าเราจะทำดีหรือทำชั่ว จะไม่มีผลอะไรทั้งนั้น ถ้าเรายึดความคิดนี้ไว้ตลอด แสดงว่าเรายึดความไม่รู้จริงไว้ในใจตลอด เมื่อเราจะตาย ความไม่รู้ความจริงนั้น มันจะพาเราไปเกิด บางคนคิดว่าคนเราตายแล้ว ก็ไม่มีความคิดอีกแล้ว ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอให้สังเกตดู คนเราแม้เราจะนอนหลับ ความคิดมันก็ฝัน หรือถ้าเราดำน้ำ ตา หู จมูก กาย ของเราไม่รับรู้อะไร แต่ความคิดของเราที่ดำอยู่ในน้ำยังมีอยู่ นั่นแสดงว่าแม้เราจะตายไปแล้ว ความคิดของเราก็มิได้หายไป ดังนั้นเมื่อคิดเชื่อว่า คนเราตายแล้วสูญ วิบากของความคิดนี้ มันจึงพาเราดิ่งไปเกิดในหมู่สัตว์ที่ไร้ปัญญา คือไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีความคิดอ่าน แต่ถ้ามีคนหวังดีไปชี้แจงเราว่า เราอย่าคิดอย่างนี้ อย่าเชื่ออย่างนี้ เพราะมันผิด เรากลับเถียงเขาว่า พวกคุณนี่งมงาย โง่เขลา การโต้ตอบผู้หวังดีอย่างนั้น เป็นความเห็นผิดที่หนักมาก ความเห็นผิดที่หนักมากนี้ มันจะพาไปเกิดในหมู่สัตว์ในโลกมืด คือสัตว์ที่ไม่มีตา เช่น หอย ทาก และสัตว์ที่ไม่มีตาอื่นๆ เป็นต้น นี่คือวิบากของความเห็นผิดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

Advertisement

ด้วยประการฉะนี้ จึงสรุปได้ว่า พฤติกรรมของคนที่มีโทษหนัก คือ พฤติกรรมทางกาย 3 คือการฆ่า การขโมยและการผิดลูกเมียคนอื่น และพฤติกรรมทางวาจา อีกหนึ่งคือ การพูดเท็จ เราจะเห็นว่า พฤติกรรมทางกาย และวาจา ที่ว่ามีโทษหนักนั้น เพราะมันให้ผลทั้งในปัจจุบันและหลังจากตายไปแล้ว เราจะเห็นว่าทุกประเทศเขาจะมีกฎหมายห้ามฆ่าคน ห้ามขโมย ห้ามละเมิดลูกเมียคนอื่น ทั้งห้ามเรื่องการพูดเท็จด้วย ดังนั้นในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์จึงสรุปเอาพฤติกรรมที่มีโทษหนักนั้นมาบัญญัติเป็นศีล 5 โดยเพิ่มการดื่มสุราเป็นข้อที่ห้า เพราะการดื่มสุราเป็นต้นเหตุให้ทำชั่วได้ทุกเรื่อง แล้วแนะนำให้นำศีลห้ามารักษา
ทุกวัน ดังนั้นจริยธรรม 10 ประการนั้น จึงสรุปได้ว่า จริยธรรมที่มนุษย์ต้องปฏิบัติมี 5 ประการ คือศีลห้านั่นเอง แต่นายกฯเศรษฐา ที่ถูกให้พ้นตำแหน่ง ไม่มีในจริยธรรม 10 ประการ เพราะในจริยธรรมสิบประการนั้นไม่มี ไม่มีคำว่าซื่อสัตย์อยู่เลย แต่มีอยู่ในทศพิธราชธรรมสิบประการ ซึ่งเป็นหลักธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง ถ้าปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต้องซื่อตรงต่อองค์พระประมุข แต่ถ้าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ต้องซื่อตรงต่อประชาชนที่เลือกเรามา และซื่อตรงต่อองค์พระประมุขด้วย แต่เผอิญในกฎหมายน่าจะใช้คำว่า ประพฤติผิดจริยธรรมคุณธรรมอย่างร้ายแรงอยู่ด้วย นายกฯเศรษฐาจึงโดนด้วย เพราะทศพิธราชธรรมเป็นคุณธรรมมิใช่จริยธรรม

จึงขอสรุปว่า ผู้ใดที่ประชาชนเลือกให้ไปปกครองบ้านเมือง ถ้าเขาไปแอบฆ่าศัตรูทางการเมืองของตน หรือจะฆ่าคนใดก็ตาม ถือว่าประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าคนใดที่ประชาชนเลือกให้มาเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ถ้าผู้นั้นมีอำนาจแล้วออกแบบโครงการอะไรก็ตาม แล้วคิดราคาเพิ่มจากงบที่ต้องจ่าย เข้าตัวเอง หรือรับสินบนจากผู้อื่น รวมทั้งผู้พิพากษาที่รับเงินจากจำเลย หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้ตนได้ยักยอกเงินของหลวงมาเป็นของตน ถือได้ว่าผู้นั้นประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผู้ใดที่ประชาชนเลือกให้เข้ามาเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองแล้วแอบไปเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผู้ใดที่ประชาชนเลือกให้เข้ามาปกครองบ้านเมือง แล้วพูดเท็จเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง และผู้ใดดื่มสุราจนครองตนไม่อยู่ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง นี่คือจริยธรรมที่นักการเมืองต้องปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้นักการเมืองที่มีอำนาจและประพฤติผิดจริยธรรมข้อที่สองอย่างร้ายแรง ไม่เห็นเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่มีใครฟ้องศาลลงโทษเขาเลย