มันก็แค่ฮันนีมูน
นาทีนี้ ไม่มีใครไม่กล่าวถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทย ที่อยู่ๆก็โดดขึ้นมากว่าร้อยจุด ใน เวลาเพียงประมาณ หนึ่งเดือน คือขึ้นมาร้อยละ 10 แต่ในเวลาเพียงห้าวัน ขึ้นมาร้อยละ 5 ก็คือมาจากปัจจัยหลักๆสองอย่างคือ ความคาดหวังในการลดอัตราคอกเบี้ยของสหรัฐที่มีสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ดอลล่าร์อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินในสกุลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แข็งขึ้นทั้งหมดในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินบาท
จึงเป็นที่มาของเงินทุนไหลเข้าที่จะต้องเข้ามา แสวงหาผลตอบแทนจากค่าเงินที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ตกต่ำ ถึงขีดสุด จนเข้าขั้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานเกินจริง เงินที่เข้ามาจึงเลือกที่จะมาจอดทิ้งที่ตลาดหุ้นมากกว่าตลาดตราสารหนี้ ที่ยังไม่มีท่าทีว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะลดอัตราดอกเบี้ยลงเมื่อไหร่ เพื่อจะทำให้ตลาดพันธบัตรได้ประโยชน์หุ้นจึงขึ้นเรื่อยมาจากการเหนี่ยวนำของค่าเงิน และราคาตลาดที่ต่ำกว่าเกินจริงไปมากมาย และเป็นตลาดที่ถอยหลังเมื่อเทียบกับตลาดประเทศอื่นๆใกล้เคียง ที่ผ่านมาก็คงจะมีตลาดไทย ก็ตลาดฮ่องกง ที่ผลการดำเนินงานในแง่ของราคาหุ้น ต่ำเตี้ยเรียดินมาก
หากพูดถึงตลาดฮ่องกงปัญหาหลักๆก็คงจะมาจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน ที่ท่านผู้นำ ประธานาธิบดีสี ไม่ขับเคลื่อนมาตรการเศรษฐกิจออกมาเสียที เพราะมัวแต่หมกมุ่นกับการแก้ปัญหาการเมือง กำจัดแกนนำผู้ต่อต้านเงียบ และการปฏิรูปโครงสร้างภายใน แต่ไม่เน้นการกระตุ้นและอัดฉีดระบบเศรษฐกิจจนทำให้ปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที ราคาอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง ก็ดึงตัวลง นักลงทุนต่างประเทศ ก็ลดการถือครองสินทรัพย์ต่างๆในฮ่องกงลงอย่างต่อเนื่อง
มันก็เป็นปัญหาคนละด้านกับประเทศไทย ที่ผู้นำสนใจอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถหาเงินมากระตุ้นได้สักที ควบคู่ไปกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ล้ำหลัง แต่ปัญหาของจีน คือผู้นำไม่ยอมผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เน้นการปฏิรูปโครงสร้างมากเกินไป ปฏิรูปแต่ไม่ช่วยเหลือ แต่ของไทยคืออยากช่วยเหลือแต่ไม่ปฏิรูปการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจถือเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป การกำจัดคนได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจ หรือคนที่เอาเปรียบเศรษฐกิจ มากเกินควร ก็คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถือเป็นการแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งที่ผ่านมาจีนเน้นทำเรื่องนี้ แต่ละเลยการกระตุ้นหรือผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต จึงเป็นการแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำ แต่ในอีกทางหนึ่งรายได้เข้าระบบเศรษฐกิจมันก็ชะลอลงจากการที่เศรษฐกิจโตช้าลง จริงๆแล้วมันก็ควรทำไปพร้อมๆกันไทย กับจิ๋น (ฮ่องกง) ก็เจอปัญหาซบเขาคล้ำกันๆกัน หากขึ้นไม่แก้ไขจริงจัง อีกหน่อยปัญหาในเรื่องความเหลือมล้ำทางเศรษฐกิจก็จะกลับมามากขึ้น ทั้งๆที่ปฏิรูปไปเยอะมาก ทั้งเศรษฐกิจ และการกระจายการปกครองลงสู่ท้องถิ่น และเป็นปัญหาเหมือนกับไทยที่มีปัญหานี้มาอย่างเรือรังผมเฉออกไปเรื่องอื่นอีกแล้วครับ
ขอกลับมาที่ตลาดหุ้นไทยใหม่ เงินที่ไหลเข้ามาในตลาดไทยจึงเป็นเงินที่คาดหวังจากเงินคอลล่าร์ที่อ่อนค่า จากราคาตลาดที่ตำเกินจริงไปมาก และในห้าวันที่ผ่านมาการขึ้นของตลาดหุ้นยิ่งมีอัตราที่สูงเท่าตัวเทียบกับหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพราะมีความคาดหมายว่ากระทรวงการคลังจะนำเงินจากการขายกองทุนวายุภักษ์เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดเป็นเม็ดเงินระดับแสนล้าน ยิ่งจะทำให้ตลาดหุ้นได้รับอานิสงส์ จึงเป็นการไหลเข้าแบบดักทางก่อนที่กระทรวงการคลังจะนำเงินกองทุนมาลงทุนใหม่ ทั้งหมดทั้งปวงเกิดพอดีกับการเข้ามารับหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่
จึงเสมือนเป็นปัจจัยบวกให้กับรัฐบาลชุดใหม่ เสมือนเป็นความรู้สึกว่าตลาดและสังคมให้ความเชื่อมั่นกับรัฐบาลชุดใหม่ เสมือนการต้อนรับในเชิงบวกต่อรัฐบาลชุดใหม่ผมก็เชื่อว่าหุ้นน่าจะขึ้นไปต่อได้อีก
หากกองทุนวายุภักษ์เข้ามาลงทุนในตลาดจริง มันก็เป็นวิทยาศาสตร์ ของเงินไหลเข้า ไหลออก แต่ในระยะกลางและยาวต่อไป มันขึ้นอยู่ว่าการบริหารเศรษฐกิจจะสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบไตได้ดีขึ้นจริงหรือไม่ หากดูในระยะสั้นมากๆคือหนึ่งไตรมาส หรือสองไตรมาส ซึ่งจะมีเม็ดเงินจากกองทุนเข้ามา และการแจกเงินมาจากดิจิทัลวอลเล็ตจริง อัตราการเติบโตภายในประเทศ ย่อมตัวมีตัวเลขที่มากขึ้นแน่นอนครับ เพียงแต่ว่าภาระในการชำระหนี้ในงบประมาณก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ในปีหน้างบประมาณปี 2569 ก็จะก็จะมีข้อจำกัดในงบลงทุนที่มากขึ้น กล่าวคือ งบลงทุนก็จะถูกบีบตัวให้ลดลงเทียบกับจีดีพี
กล่าวคือหากรัฐบาลบริหารไปแล้วไม่สามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น หรือขยายฐานภาษีได้มากขึ้น ข้อจำกัดในงบลงทุนก็จะมากขึ้นแน่นอน ในขณะที่ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมยังดำเนินกิจกรรมในลักษณะประคองตัวเหมือนเดิมมุมมองที่ต้องพิจารณาต่อไป คือการลดลงของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ จะเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและมากขนาดไหน
ณ วันนี้ตลาดมีความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะลดดดอกเบี้ยในช่วงการประชุมวันที่ 17-18 กันยายน ศกนี้ ที่ร้อยละ 0.25 จากความหวังว่าจะลดประมาณ 0.50 ก่อนหน้านี้ และหวังว่าจะลดลงต่อไปในทุกๆ ไตรมาส จะลดลงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์การจ้างงาน และการเติบโตของค่าจ้างว่าเป็นอย่างไร
ผมบอกอย่างงึดรับว่า ณ วันนี้ตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐยังไม่ได้แย่มากเกินไป แม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะต่ำกว่าคาดการณ์บ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย ตัวเลขการว่างงานยังต่ำอยู่ ตัวเลขค่าจ้างยังเติบโตขึ้นอยู่ไม่น่าตกใจ หากอิงแค่ตัวเลขปัจจุบันตรงนี้ การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ก็คงเป็นไปตามคาดการณ์คือ 0.25หากตัวเลขสหรัฐ ไม่ได้ออกมาแย่เกินคาด ผมเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยสหรัฐ จะไม่น่าตกใจ
ในขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆก็จะลดดอกเบี้ยลงทั้งนั้น มันก็ขึ้นกับว่าดอกเบี้ยสหรัฐที่ลด จะยังมีดุลบวกเหนือประเทศอุตสาหกรรมอื่นหรือ ไม่อย่างไร มากเท่าใด คอลล่าร์สหรัฐก็จะทรงตัวได้ดีไม่อยู่ในภาวะตกใจจากสิ่งที่ตลาดกลัวจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือไม่หากธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยมากในคราวหนึ่ง ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจชะลอตัวมาก จึงต้องลดดอกเบี้ยประคองสถานการณ์มาก ยิ่งจะทำให้ตลาดและนักลงทุนทั่วโลกตกใจอาจนำไปสู่สภาวะเสื่อมถอยของตลาดทุนทั่วโลกต่อไปได้
ณ วันนี้การขับเคลื่อนของตลาดทุนทั่วโลก อาศัยความคาดหวังส่วนสำคัญมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ หรืออุตสาหกรรมขั้นสูง พวก AI และ Superchips ตลาดมีความคาดหวังในอนาคตของพวกอุตสาหกรรมนี้อย่างมากๆ แม้ว่าผลประกอบการจะออกมาดูดี แต่การคาดการณ์แนวโน้มข้างหน้า ถ้าไม่ถูกใจพอ ตลาดก็ลงโทษราคาหุ้นอย่างแสนสาหัสทันทีผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐก็จะเป็นอีกตัวหนึ่งที่มีผลต่อดอกเบี้ยสหรัฐด้วย เพราะการได้ประธานาธิบดีที่มีนโยบายกีดกันทางการค้ารุนแรง จะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น และเงินเฟื้อในสหรัฐจะลดตัวลงได้น้อยลง ย่อมทำให้ธนาคารกลางสหรัฐจะลดดดอกเบี้ยได้น้อยลงด้วย
หมายความว่าถ้าทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เราอาจเห็นดอกเบี้ยสหรัฐยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอื่นๆ เช่น อังกฤษ สหภาพยุโรป แคนาดา หรือแม้กระทั่งจีนที่ต้องประกาศลดดอกเบี้ยลงอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือภาคอสังหาริมทรัพย์ดอกเบี้ยจะกำหนดทิศทางของทุนไหลเข้าในภูมิภาคเรา และประเทศไทย แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยจะกำหนดว่าเราจะให้ความเชื่อมั่นในระยะปานกลางต่อตลาดหุ้นไทยได้ต่อไป หรือไม่ เพราะเงินเพียงแค่หนึ่งแสนล้าน สำหรับตลาดหุ้น มันคือจิ้บๆ นักลงทุนขาขออกวันละหนึ่งหมื่นล้าน สิบวันก็หมดแล้วครับ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจแน่นอนว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการกระตุ้นด้วยการแจกเงินให้คนนำเงินไปกินไปใช้ ในระดับเพียงแค่ หนึ่งแสนสองหมื่นล้านที่จะช่วยกลุ่มคนเปราะบางก่อน มันจะฟื้นตัวได้ ต้องเกิดจากอุตสาหกรรมที่ผลิตมากขึ้น สั่งสินค้ามากขึ้น จ้างงานมากขึ้น
วันนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในสามเดือน หกเดือนข้างหน้านี้เลย ทั้งหมดมันก็แค่ฮันนีมูน ที่มาพ้องกับภาวะดอลล่าร์อ่อน และการมาของกองทุนวายุภักษ์เท่านั้น อนิจจาก็เป็นประการฉะนี้

