ดีเบต ‘แฮร์ริส-ทรัมป์’
เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 2024
การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเข้มข้น แคนดิเดตทั้งสอง คามาลา แฮร์ริส และ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดการประชันวิสัยทัศน์ทางโทรทัศน์ “แฮร์ริส” ผลงานดีกว่าเป็นที่ประจักษ์ ไม่เพียงความเยือกเย็น ความมั่นใจสูง ยังใช้วิธี “รุกไล่” จนทรัมป์เกิดความสับสน ยิ่งพูดยิ่งเลอะ
ตั้งแต่การประชุมใหญ่ของพรรคเดโมแครตเมื่อเดือนสิงหาคม แฮร์ริสมีพลังอ่อนตัวลง แต่ทรัมป์ได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ความนิยมของทั้งสองใน 7 รัฐ Swing State ได้รับความนิยมสูสีกัน
การที่แฮร์ริสชนะดีเบต เสมือนได้ยาบำรุงหัวใจ แต่จะมีผลต่อการเลือกตั้งมากน้อย เป็นเรื่องน่าติดตาม
สหรัฐกำลังตกอยู่ในภาวะและสมัยที่ขาดความเชื่อมั่นและความเชื่อถือ การเลือกตั้งครั้งนี้ ความจริงก็คือการแข่งขันทางด้านความคิด โดยเดโมแครตกล่าวหาทรัมป์ทำลายประชาธิปไตยสหรัฐ ขาดความเชื่อถือ ส่วนทรัมป์วิจารณ์แฮร์ริสคือ “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ละอ่อนในการบริหารประเทศ
การเลือกตั้งสหรัฐจะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน จากการสำรวจประชามติ ทั้งแฮร์ริสและทรัมป์แข่งขันกันเข้มข้นดุเดือด ยังยากที่จะอนุมานว่าผู้ใดจะได้เป็นเจ้าของทำเนียบขาว
ผลการดีเบตของสองแคนดิเดตทางโทรทัศน์เมื่อวันที่ 11 กันยายน จากเสียงสะท้อนภายนอก แฮร์ริสชนะขาดลอย และในวันเดียวกัน CNN ได้สำรวจประชามติจากผู้ชม เห็นว่าแฮร์ริสผลงานดีกว่าได้ 63% เห็นว่าทรัมป์ผลงานดีกว่าได้ 37% สำหรับโพลเลือกตั้งหลายสำนักชี้ว่า โอกาสชนะเลือกตั้งของแฮร์ริสค่อนข้างสูง
สำหรับเนื้อหาสาระที่ทั้งสองแคนดิเดตได้ตอบโต้กันนั้น ไม่เกินความคาดหมาย โดยทรัมป์ได้กล่าวหาว่าแฮร์ริสได้โอบอุ้มฝ่ายซ้ายก้าวหน้า รุกล้ำก้ำเกิน จึงขนานนามให้เธอเป็น “ลัทธิมาร์กซ์” (Marxist) อีกด้านหนึ่งได้ชี้ว่า เธอเป็นรองประธานาธิบดีของรัฐบาลไบเดน ปัญหาเงินเฟ้อ ผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย แฮร์ริสจะปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้เลย ส่วนแฮร์ริสเรียกร้องให้ทรัมป์ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวเกี่ยวกับกฎหมายการทำแท้ง พร้อมทั้งวิจารณ์ทรัมป์ว่าสร้างความปั่นป่วนที่รัฐสภาเมื่อปี 2021 และแม้กระทั่ง “ลูกหาบ” ของทรัมป์เมื่อวันวาน ก็ยังตำหนิพฤติกรรมของทรัมป์ และในที่สุดส่วนหนึ่งก็ถอนตัวออกไป
การดีเบต แฮร์ริสได้ประสบความสำเร็จ 2 ประการ 1 คือ แสดงออกในมาดขุนพล 1 คือ ใช้วิธีรุกไล่ จนทรัมป์เกิดความสับสนและไขว้เขว
ก่อนเริ่มรายการ แฮร์ริสได้เดินมาใกลักับโพเดียมของทรัมป์ เพื่อจับมือกัน ระหว่างโต้เถียงกัน แฮร์ริสมีกิริยาท่าทางสง่างาม ธำรงไว้ซึ่งรอยยิ้มเป็นระยะและสอดคล้องกับเหตุการณ์และสถานการณ์ น่ารักน่าเอ็นดู เสน่ห์บนใบหน้าเรียกแขกได้มิใช่น้อย และที่สำคัญคือ ระหว่างโต้ตอบ ไม่เคยมีอาการก้าวร้าวแต่อย่างใด
ส่วนทรัมป์บกพร่องในประเด็นพูดถูกพูดผิด ขาดความสง่างามในด้านบุคลิกภาพ ที่สำคัญคืออากัปกิริยาและภาษากายของทรัมป์ไม่สอดคล้องกัน ผมเผ้ารุงรัง กอปรกับอาการก้าวร้าว กระทบถึงบุคลิกภาพ
ก็เพราะทรัมป์ประสบพบพานกับทีเด็ดของแฮร์ริสคือ “วิธีรุกไล่” ยิ่งพูดยิ่งสะเทือนอารมณ์ สะเทือนเพราะแฮร์ริสชี้ว่า ทรัมป์คืออาชญากร และยังวิพากษ์ว่าเมื่อคราวบุกสภา มีผู้สนับสนุนก็ยังบ่นว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าเบื่อหน่าย การโจมตีของแฮร์ริสไม่ปรากฏมีประเด็นใดพลาดเป้า ส่วนทรัมป์ได้กลายเป็นฝ่าย “รับ” โดยปริยาย นอกจากไม่มีความสามารถในการแก้ต่างประเด็นที่ถูกกล่าวหา ยังไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับการบริหารประเทศ เป็นเหตุให้ต้องแตกแถว พูดจาแก้เกี้ยว หัวมังกุท้ายมังกร จึงเละเทะ เละถึงเรื่องไร้สาระไร้ประโยชน์ เช่น ที่รัฐโอไฮโอมีผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายแย่งอาหารของคนอเมริกัน ซึ่งเป็นเพียงข่าวลือจากบรรดาเสียงนกเสียงกา ทรัมป์ก็หยิบยกขึ้นมาโจมตี จึงเข้าทีแฮร์ริสกล่าวหาว่าทรัมป์เชื่อถือไม่ได้
การดีเบตระหว่างสองผู้เฒ่าเมื่อเดือนมิถุนายน ไบเดนถูกทำลายโอกาสการชิงแชมป์ แต่ครั้งนี้ทรัมป์เสมือนโดนหมัดอย่างจังถึงกับเซ แต่ถ้าใช้ภาษานักมวย แฮร์ริสก็ไม่ถึงกับชนะน็อกโดยเทคนิค (TKO)
ย้อนมองอดีต การดีเบตหาเสียงเลือกตั้งของสหรัฐ พบว่าการเป็นผลให้ต้องเปลี่ยนแคนดิเดต เช่นคราวที่ดีเบต “ไบเดน-ทรัมป์” นั้นมีจำนวนน้อยมาก โดยทั่วไป การดีเบตทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงคะแนนตามที่ได้ตั้งใจไว้เดิม อันมีส่วนได้ส่วนเสียเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ความชนะของค่ายแฮร์ริส อย่างน้อยก็เป็นการตัดกำลัง และสวนทางกับความนิยมที่กำลังมาแรงของทรัมป์
หลังการเปลี่ยนตัวแคนดิเดตจากไบเดนเป็นแฮร์ริส เดโมแครตร่วมมือร่วมใจสนับสนุนแฮร์ริสร่วมกับแฟนคลับของแฮร์ริส เป็นต้นว่า ได้ร่วมกันสร้างสื่อออนไลน์เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ให้แก่แฮร์ริส เช่น Kamala IS brat เป็นต้น โดยใช้เวลาเพียง 1 เดือนเศษ ผู้สนับสนุนแฮร์ริสสูงกว่าทรัมป์อย่างไม่มีใครคาดหมายมาก่อน
บัดนี้ เดโมแครตได้ทำแพคกิ้งอย่างสวยหรูให้แก่แฮร์ริสเป็น “โอบามาที่ 2” เป็นการปลุกระดมให้ผู้สนับสนุนพรรคและคนรุ่นหนุ่มสาวร่วมกันเป็นพลัง “จูง” แฮร์ริสเข้าทำเนียบขาว แต่ประเด็นมีอยู่ว่า ผู้ลงคะแนน 30% ต้องการรู้เรื่องของแฮร์ริสให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้ทำการตัดสินใจ
และที่สำคัญคือ 4 ปีในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของแฮร์ริส ยังไม่มีผลงานที่โดดเด่น จึงเป็นเหตุให้รีพับลิกันสงสัยว่าเธอจะมีความสามารถในการบริหารประเทศจริงละหรือ
ผู้ลงคะแนนส่วนใหญ่เห็นว่าการจัดการเรื่องเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาผู้อพยพ ทรัมป์มีความสามารถมากกว่าแฮร์ริส แม้การดีเบตครั้งนี้ได้รับชัยชนะ แต่ความสามารถในการบริหารประเทศเป็นคนละประเด็นกัน
ต้องยอมรับว่าเป็นสมัยที่อเมริกันชนขาดกำลังใจและความเชื่อถือ ไม่ว่านิติบัญญัติ ไม่ว่าบริหาร ไม่ว่ายุติธรรม เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ล้วนอยู่ในสภาพตกต่ำสุดขีด จึงมีสื่อวิพากษ์อเมริกาปัจจุบันว่า “กำลังใจพังทะลาย”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคมแตกแยกรุนแรง
การเลือกตั้งปลายปี ไม่ว่าเดโมแครต ไม่ว่ารีพับลิกัน ต่างมีเรื่องโจมตีซึ่งกันและกัน เดโมแครตยืนยันว่าทรัมป์มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม ถ้าให้กลับทำเนียบขาว ประชาธิปไตยอเมริกา ความเสื่อมมาเยือนแน่ ส่วนทรัมป์กับลูกหาบตอบโต้ว่า ไบเดนและแฮร์ริสปกครองประเทศ 4 ปีไม่มีอะไรดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อขึ้นสูง กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของอเมริกันชน จะต้องให้ทรัมป์กลับอย่างเดียว สหรัฐจึงจะมีความเจริญรุ่งเรือง
อเมริกันชนเข้าใจอย่างดียิ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมของทรัมป์ แต่ก็มีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยประสบกับปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ต้องเปลี่ยนไปในทางเลวลง ด้วยเหตุนี้ จึงอยากให้ทรัมป์มาแก้ปัญหา
ส่วนผู้ใดจะเป็นผู้ชนะเข้าทำเนียบขาว ยังยากแก่การคาดเดา แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ครั้นเมื่อการเลือกตั้งเรียบร้อย วิกฤตแห่งความเชื่อถือจะยังหยั่งรากลงลึกหรือไม่ เป็นเรื่องน่าสนใจและน่าติดตาม

