รับข่าวร้ายเอาไว้ แล้วส่งความปรารถนาดี
ในช่วงนี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายในทัศนะของผม ขอเลือกมาสัก 3 + 3 ข่าว ข่าวดีมี อาทิ 1) การเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นรายมาตราและทั้งฉบับ โดยการแก้ไขรายมาตราเป็นการเรื่องด่วน การจัดทำใหม่ทั้งฉบับต้องให้เสร็จทันในช่วงรัฐบาลชุดนี้ (ขอนักร้องอย่าร้องเรียนมากนัก ให้การบ้านการเมืองเดินไปได้ โดยไม่ต้องคอยขวางคลอง) 2) ในวันที่ 25 กันยายน 2567 รัฐบาลจะแจกเงินให้กลุ่มเปราะบางจำนวนประมาณ 14.55 ล้านคน เป็นเงินสดคนละ 10,000 บาท ส่วนที่เหลือจำนวนยี่สิบกว่าล้านคน ยังไม่แน่ว่าจะแจกเป็นเงินสดหรือเงินดิจิทัล เอาไว้ตกลงกันในรอบสอง 3) จะมีการกฎหมายกัญชาเพื่อให้ใช้ได้ในทางการแพทย์ และจะมีการควบคุมการปลูกและการขาย โดยระวังมิให้เสพกัญชาเพื่อสันทนาการกันอย่างเอิกเกริก และเพื่อให้ห่างจากเยาวชน
ส่วนข่าวร้าย 3 ข่าวได้แก่ 1) การให้สัมภาษณ์สื่อของนายจักรภพ เพ็ญแข โดยจัดประเภทพรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นพรรคปฏิรูป ส่วนพรรคประชาชนเป็นพรรคปฏิวัติ 2) การแจ้งความกล่าวหานายสุชาติ สวัสดิศรี ว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 โดยสมาชิกของกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง และสุชาติเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา 3) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแจ้งคุณทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก เมื่อตอนปลายเดือนกรกฎาคม 2567 ว่า นับแต่งบประมาณปีหน้า ที่เริ่มในวันที่ 1 ตุลาคม กรมฯจะไม่มีงบฯสำหรับจ่ายเป็นเงินเดือนให้ ต่อไปนี้ จะขอให้รายละเอียดและมุมมองเพิ่มเติมเฉพาะที่เกี่ยวกับข่าวร้าย
จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยถูกศาลทหารเรียกไปรายงานตัว หลังการรัฐประหาร คสช. ปี 2557 แต่ไม่ไป ศาลออกหมายจับ จึงลี้ภัยไปต่างประเทศ ปัจจุบันกลับมาสู้คดี ในทางการเมือง เขาอยู่กับพรรคเพื่อไทย หลังการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2567 ซึ่งผู้สมัครพรรคเพื่อไทย ได้คะแนนหนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล จึงชนะผู้สมัครพรรคประชาชนโดยมีคะแนนนำ 6569 คะแนนจากบัตรดี 67,849 ใบ
หลังการเลือกตั้ง จักรภพให้สัมภาษณ์ว่า การที่พรรคร่วมรัฐบาลมาช่วยพรรคเพื่อไทยจนได้ชัยชนะครั้งนี้ แสดงถึงการมองว่า พรรคประชาชนเป็นภัยอุบัติใหม่ มีรอยแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนมีแนวคิดแบบปฏิวัติ คือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยอย่างถอนรากถอนโดน ไม่ต้องการโครงสร้างสังคมเดิม ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีแนวคิดการปฏิรูป คือต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ผมถือว่าข่าวนี้เป็นข่าวร้าย เพราะจักรภพเป็นบุคคลที่ได้แสดงถึงความรู้ความสามารถก่อนที่จะไปลี้ภัย และคงได้ประสบการณ์กว้างขึ้นอีกระหว่างการลี้ภัยนั้น เหตุไฉนจึงกลายเป็นนักวาทกรรมแบบติดป้ายให้คนอื่น ทำไมจึงมีแนวคิดแบ่งแยกเป็นสอง ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าการเมืองมีความซับซ้อนและมีลักษณะพลวัตสูง ในพรรคประชาชนเองคงมีหลายแนวคิด ว่าจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเรื่องใดก่อนหลัง เรื่องใดปฏิบัติได้และให้ผลลัพธ์ที่ดี ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีรัฐมนตรีที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนแปลง จนเสนอวาทกรรม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” มิใช่หรือ การเมืองที่มีชีวิตชีวา ต้องการประชันความหลากหลายและมีความหยุ่นตัว อย่าให้แข็งตัวตามวาทกรรมแบ่งขั้วจะดีกว่าหรือไม่ อีกทั้งไม่ควรเหมารวมว่าคนอื่นต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน เขาต้องการเปลี่ยนอะไรควรให้เขาบอก ถ้าเห็นด้วยก็สนับสนุน ไม่เห็นด้วยก็คัดค้าน ทั้งนี้ ควรใช้เหตุผลและการพูดคุยแบบสานเสวนา (dialogue) ไม่ใช่ด้วยการตีตรา แบ่งฝ่าย เหมารวม
ผมกำลังสนใจคำสอนของมหายานสายทิเบต ซึ่งมีคำสอนฝึกจิตชื่อว่า “โลจอง” ที่ตกทอดมานับพันปี ขอถือโอกาสนำคติธรรมข้อที่ 12 ของโลจองมาเสนอให้พิจารณาดังนี้ “ขับเคลื่อนการตำหนิติเตียนทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว” หนึ่งเดียวนั้นคงหมายถึงตัวเรา ปัญหาและความยุ่งยากที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวเรา ไม่ใช่ความผิดของคนอื่นใด นอกจากตัวเราเอง เรามักกล่าวโทษรัฐบาล, ตำรวจ, ภูมิอากาศ, อาหาร, รถรา และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เราเองนั่นแหละที่ไม่ปล่อยวาง ผู้คนมักพูดว่า “ไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่เป็นของเธอ” แล้วก็โยนลูกกันไปมา จึงจำเป็นที่จะมีบุคคลจำนวนหนึ่งที่ยอมรับการติเตียนแม้ว่ามันจะไม่มีเหตุผลรองรับ แล้วทำงานกับมัน ผมถือว่าข้อสังเกตของจักรภพเป็นเหมือนคำติเตียน ซึ่งอาจไม่มีเหตุผลรองรับ แต่เราควรทำงานกับมัน แล้วส่งความปรารถนาดีให้คุณจักรภพ
เรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ช่างน่าวิตก เขาเป็นปัญญาชนร่วมสมัยคนสำคัญคนหนึ่ง มีผลงานเขียนมากมาย ที่สำคัญคือการอุทิศตนให้แก่โลกวรรณกรรม โดยเป็นบรรณาธิการวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ นิตยสารโลกหนังสือ วารสารช่อการะเกด เป็นต้น เขาร่วมก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรม กลุ่มละคร สำนักช่างวรรณกรรม และร่วมก่อตั้งรางวัลช่อการะเกด เป็นต้น อีกทั้งยังมีผลงานศิลปะ และจัดนิทรรศการศิลปะหลายครั้ง กระทรวงวัฒนธรรมยกย่องสุชาติ สวัสดิ์ศรีเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณกรรมเมื่อปี 2554 แต่สิบปีผ่านไป กระทรวงเดียวกันได้ถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ อาจเหลือแต่ตำแหน่งที่หลายคนอาจขอตั้งให้เขา คือศิลปินแห่งราษฎร์ ด้วยจิตแห่งศิลปินนี่เองที่เขากล้าวิพากษ์วิจารณ์แสดงความเห็นอกเห็นใจเยาวชนที่ต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2565 นายทรงชัย เนียมหอม สมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง กล่าวหาว่านายสุชาติได้โพสต์ข้อความในเฟสบุคเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2565 ซึ่งเป็นการแชร์คลิปวิดีโอจากเพจ iLaw ในเรื่อง “10 ข้อที่คนไม่รู้เกี่ยวกับ #มาตรา112” โดยผู้แชร์เขียนข้อความประกอบว่า “ทำไมจึงต้องยกเลิก ม.112 เราจะเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่อง ‘ยกเลิก ม.112’ #ปล่อยเพื่อนเรา” ตำรวจจึงออกหมายเรียกให้สุชาติไปรับทราบข้อหาที่อำเภอศรีนครินทร์ ว่ากระทำผิดตามาตรา 116 ซึ่งบัญญัติว่า
“ผู้ใดกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทําภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กําลังข่มขืนใจ หรือใช้กําลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินเจ็ดปี”
นอกจากนี้ นายสุชาติยังถูกตั้งข้อหาว่า กระทำความผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการแชร์ข้อความดังกล่าวอาจเข้าข่ายการ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนฯ หรือโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน”
แต่ยังดีที่ศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนรับให้ความช่วยเหลือนายสุชาติในคดีนี้ ผมถามทนายว่าหนักใจไหม ทนายตอบว่าคดีไม่มีอะไร แต่ก็หนักใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ นายสุชาติ ผู้มีอายุ 79 ปี จะต้องเดินทางไปถึงอำเภอที่อยู่ห่างออกไปไกลกว่าอำเภอเมืองพัทลุงเสียอีก เพื่อต่อสู้คดีนี้
วิธีฝีกโลจองที่สำคัญคือการฝึกที่เรียกว่า “ทองเลน” เป็นภาษาทิเบตที่ตรงกับคำว่าการส่งและการรับ เราปฏิบัติทองเลนโดยรับความทุกข์ยากของเราเอง ของคนที่อยู่ใกล้ชิดและเป็นมิตร ของคนที่เราไม่รู้จัก หรือแม้แต่คนที่เป็นปฏิปักษ์กับเรา รับความทุกข์ยากเหล่านั้นเข้ามาพร้อมกับลมหายใจเข้า ขณะที่หายใจออก เราจะส่งความรัก ความปรารถนาดีไปให้พวกเขา ให้พวกเขาสุขสบายขึ้น ให้พ้นทุกข์โดยเร็ว ขอให้มาช่วยกันปฏิบัติทองเลน หายใจเข้า ขอให้เรารับความทุกข์ของนายสุชาติและครอบครัว ของทนายสิทธิมนุษยชน ของตำรวจที่ต้องทำคดีนี้ ของนายทรงชัยผู้กล่าวหา ของสมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันที่ทำตามเจตจำนงของกลุ่มโดยเดินทางไปแจ้งความในคดี 112 และ 116 ไว้ตามสถานีตำรวจจังหวัดต่าง ๆ ขอรับความทุกข์เหล่านั้นมาเป็นของเรา เมื่อหายใจออก เราจะนึกถึงบุคคลทั้งหลายที่กล่าวถึงที่กำลังมีทุกข์อยู่ ขอส่งความปรารถนาดีไปยังบุคคลเหล่านั้น ขอให้มีความสุขเถิด
คราวนี้มาถึงเรื่องที่สำคัญ บ้านกาญจนาภิเษกเป็นชื่อของศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน บ้านนี้จะไปต่ออย่างไร
บ้านกาญจนาภิเษก เริ่มเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2545 เป็นโครงการนำร่องที่ต้องการจะดำเนินการให้สถานพินิจฯ โดยมีแนวทางใหม่ในการเลี้ยงดู และปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 14 ถึง 24 ปี ให้มีความเป็นอยู่ที่เอื้อต่อการกลับตัวกลับใจ วัตถุประสงค์ตั้งแต่เริ่มต้นของศูนย์ฝึกและอบรมฯนี้ ไม่ใช่การลงโทษเด็กและเยาวชนผู้ที่กระทำผิดและศาลสั่งลงโทษให้มาอยู่ในสถานพินิจฯตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด ถ้าคิดจะลงทัณฑ์ ก็ต้องจัดสถานที่ให้มีอาณาบริเวณที่มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อกักตัวผู้ที่ถูกลงโทษไว้ไม่ให้หลบหนี แต่บ้านกาญจนาภิเษกเป็นสถานที่เปิด ไม่ใช่สถานที่เพื่อกักตัว แต่เพื่อกลับใจ วัตถุประสงค์คือการคืนเด็กและเยาวชนสู่สังคม หลังจากที่ค่อย ๆ เปลี่ยนชุดความคิด (mindset) จากการเป็นคนแปลกแยก เข้ากับครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชนปกติไม่ได้ จึงแสวงหา ความรัก ความอบอุ่น หรือการยอมรับการมีอยู่ของตน โดยจะทำอะไรก็ตามเพื่อแลกมาด้วยการยอมรับนั้น เพื่อให้ตนเด่นขึ้นบ้างในสายตาของเพื่อนกลุ่มหนึ่ง
บ้านกาญจนาภิเษกจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกและอบรมที่เป็นเหมือนบ้านอีกหลายหลังหนึ่ง เช่น บ้านเมตตา บ้านมุทิตา บ้านปราณี และศูนย์สิรินธร แต่การบริหารจัดการภายในจะแตกต่างจากบ้านอื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้วโดยสิ้นเชิง หนุ่มน้อยคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า “ที่นี่ดีมาก ไม่คิดเลยว่าคนที่กระทำผิดจะได้มาอยู่ในที่ที่ดีอย่างนี้ ที่ที่ให้โอกาสและให้อภัย ถ้าจะกลับมา ก็คือกลับมาเยี่ยมเพื่อน ๆ เยี่ยมป้ามล แล้วก็ครูทุกคน” เห็นได้ว่า บ้านกาญจนาภิเษกบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ คือเป็นบ้านแห่งโอกาส ไม่เพียงโอกาสการเรียนรู้ เรียนทักษะ แต่เป็นโอกาสที่จะฟื้นฟูความมั่นใจในตนเอง ว่าได้กลับเป็นเด็กที่หายป่วย กลับสู่ความร่าเริง และอยากจะสู้กับชีวิต ถ้าจะประเมินผลสำเร็จ ขอให้ดูที่สถิติการทำผิดซ้ำ เด็กและเยาวชนที่ผ่านการฝึกและอบรมระหว่าง 90 ถึง 95 % ไม่กลับไปทำผิดใหม่
บุคคลสำคัญที่ทำงานเป็นผู้อำนวยการบ้านกาญจนามาแต่ต้นคือ ทิชา ณ นคร หรือป้ามล ก่อนหน้าจะมาริเริ่มงานนี้ ป้ามลมีประสบการณ์ในการทำงานกับสหทัยมูลนิธิ ที่ดูแลเด็ก รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์เมื่อยังไม่พร้อม ป้ามลรับคำเชิญจากคุณหญิงจันทนี สันตะบุตร ในปี 2546 ให้มาดูแลบ้านกาญจนาภิเษกที่เพิ่งตั้งใหม่ ในตอนนั้น ป้ามลเป็นคนนอกเพียงคนเดียว ที่เหลือเป็นข้าราชการกรมฯ เจตนาในขณะนั้นคือการสร้างบ้านฯเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยระดมทุนกันเองส่วนหนึ่ง และรับเงินอุดหนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล ก่อนหน้านั้นในปี 2543 “บ้านกรุณาแตก” เด็กหนีออกมา แต่ป้ามลกลับมองว่า นั่นเป็นวิธีการที่เด็กเลือก แม้ต้องเสี่ยง ในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ดังนั้น จึงเป็นบทเรียนสำหรับบ้านฯต่าง ๆ ในการจัดการกับความรุนแรง และป้ามลก็ทำสำเร็จที่บ้านกาญจนาภิเษกนี้ การป้องกันเหตุรุนแรงนับเป็นความสำเร็จอีกด้านหนึ่งนอกเหนือจากการป้องกันการทำผิดซ้ำ
ในปีนี้ป้ามลอายุ 72 ปี และบอกว่าไม่ยึดติดกับตำแหน่ง ถ้ากรมพินิจฯจะลดบทบาทของป้ามลในด้านการบริหารศูนย์ฯ ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แต่จะทำหน้าที่เป็นโคชให้บ้านกาญจนาฯและบ้านอื่น ๆ ได้ไหม บ้านนี้เกิดขึ้นในฐานะโครงการนำร่อง ถ้านำร่องไว้อย่างดีเลิศ ถ้าริเริ่มนวัตกรรมมากมายในการ “เจียระไน” เด็กและเยาวชน แล้วจะไม่ทำอะไรต่อเลยหรือ นี่คือคำถามที่อยากให้กระทรวงยุติธรรมช่วยหาคำตอบ แต่ก็ไม่ควรยกภาระให้แก่ราชการฝ่ายเดียว การริเริ่มนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือระหว่างราชการกับเอกชน และกับแวดวงวิชาการ จะทำอะไรร่วมกันต่อได้ไหม เส้นตายคงไม่ใช่วันที่งดจ่ายเงินเดือนให้ป้ามล เราควรให้เวลาแก่กันและกันมากกว่านี้
เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มาเยี่ยมบ้านกาญจนาฯพร้อมกับอธิบดีกรมพินิจฯ เพื่อเคลียร์ปัญหาการตัดงบประมาณ และการยุบตำแหน่ง รวมทั้งปรึกษาอนาคตของบ้านกาญจนาฯ ยืนยันแค่เข้าใจกันคลาดเคลื่อน ทุกอย่างจบด้วยดี สวมกอดก่อนลาจากด้วยความหวังดี… ซึ่งตรงกับคติของโลจองที่ว่า เมื่อมีปัญหาให้พูดคุย และส่งความปรารถนาดีต่อกัน อธิบดีบอกว่าไม่มีอะไร อย่ากังวล รัฐมนตรีบอก หลังจากฟังประสบการณ์การกลับตัวกลับใจของคนคนหนึ่งที่ผ่านออกไปจากบ้านกาญจนาฯ ว่า เพียงคืนคนที่มีคุณค่าสู่สังคมเช่นนี้เพียงคนเดียว บ้านนี้ก็คุ้มแล้ว
มีการประชุมออนไลน์ระหว่างป้ามลกับนักวิชาการและนักกิจกรรมเมื่อวันที่ 16 กันยายน หัวหน้าทีมผู้วิจัยเพื่อยืนยันผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ชื่อสมิต ผู้ศึกษาเรื่องนี้อยู่ประมาณสองปี มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มายืนยันได้ถึงผลสัมฤทธิ์ ทีมวิจัยยังเห็นตรงกันอีกว่า บ้านกาญจนาฯคือห้องปฏิบัติการวิจัยทางสังคม ซึ่งออกแบบมาเพื่อนำมนุษย์มาเปลี่ยนแปลงมนุษย์ ถ้าจะไปต่อ ก็ควรขยายผลของ social lab. ให้กว้างขวางออกไป
ส่วนอดิศร จันทร์สุข จากคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีข้อเสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่จะออกกฎกระทรวงตามมาตรา 55 ของพ.ร.บ. ศาลเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2553 ซึ่งบัญญัติไว้ดังนี้
“ให้อธิบดีมีอำนาจออกใบอนุญาตให้ส่วนราชการดำเนินการ หรือให้เอกชนจัดตั้งสถานศึกษา สถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิต เกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด เป็นจำเลย หรือเป็นผู้ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้ลงโทษ หรือใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน และมีอำนาจควบคุมดูแลสถานที่ดังกล่าว รวมทั้งมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาตที่ได้ออกไปนั้นด้วย
การออกใบอนุญาต และการเพิกถอนใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”
อดิสรเห็นว่าควรเร่งรัดให้กระทรวงยุติธรรมออกกฎหระทรวงในเรื่องนี้ เพื่อเป็นทางหนึ่งของการไปต่อของบ้านกาญจนาฯ ป้ามลเสริมว่า ในปี 2561 ได้เคยยื่นหนังสือไปยังกระทรวง แต่ไม่มีผลประการใด พ.ร.บ. ออกมา 14 ปีแล้ว ขอให้เร่งออกกฎหระทรวงมา 6 ปีแล้ว ไม่ทราบว่าติดขัดอะไรจึงไม่ทำตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้
งานของบ้านกาญจนาฯดำเนินต่อไป โครงการเฉพาะหน้านี้คือพาเด็กประมาณ 20 คนหรือสองคันรถตู้ ร่วมไปกับมูลนิธิกระจกเงา ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่เชียงราย ถามดูแล้วว่าเด็กแข็งแรงพอและเต็มใจไป “การให้” ของเด็กที่ดูเหมือนว่าขาดแคลนทุกอย่าง แม้กระทั่งเสรีภาพ จะคืนความภาคภูมิใจให้แก่ผู้ให้นั่นเอง
อนาคตของบ้านกาญจนาฯจะเป็นอย่างไร คำตอบอาจพัดมากับสายลม ประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของอำนาจนิยมกับอำนาจร่วม บ้านกาญจนาต้องการเฉลิมฉลองอำนาจร่วม แต่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยังคุ้นชินกับอำนาจเหนือ เช่น กับการสั่งให้ใส่เครื่องแบบราชการเพื่อต้อนรับผู้ใหญ่เป็นต้น
ผมได้เล่า “ข่าวร้าย” มาพอสมควรแล้ว แต่เรื่องทั้งสามอาจเป็นประจักษ์พยานได้ว่า ข่าวร้ายอาจกลายเป็นดี คำสอนโลจองสอนให้เราฝึกสติและสัมปชัญญะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อจะได้มีพลกำลังในการให้ความรัก ความกรุณา จึงขอส่งความปรารถนาดีมายังคุณจักรภพ คุณทรงชัย และอธิบดีกรมพินิจฯ ขอให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ เทอญ
โคทม อารียา

