หน้าแรก บทความ เรื่องใต้โต๊ะ...

เรื่องใต้โต๊ะ ของค่าแรงและดอกเบี้ย

23.09.24 | 13:26 น.

เรื่องใต้โต๊ะ ของค่าแรงและดอกเบี้ย

จบข่าวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่เรียกได้ว่าสร้างความแปลกใจเล็กน้อย เพราะเป็นการลดดอกเบี้ยลงถึงร้อยละ 0.50 ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ตลาดคาดการณ์ว่าจะลดเพียง 0.25

เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในภาพรวม ถือว่ายังดูดีอยู่ ไม่ได้ชะลอตัวมากจนเกินเหตุ เหตุที่นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐกังวลก็มักจะวนๆอยู่กับตัวเลขการจ้างงาน โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่ปรับลดอย่างต่อเนื่องทุกๆเดือน แต่ไม่ต่ำกว่าคาดการณ์เท่าไหร่

ส่วนตัวเลขอื่นๆ ไม่ว่าการบริโภค หรืออัตราการว่างงาน ก็ยังดูดี สูงกว่าหรือเท่ากับคาดการณ์เสียด้วยซ้ำ แต่ที่เหตุลดมากถึง 0.50 คงน่าจะมาจากความกังวลว่าสถานการณ์ชะลอตัวอาจนำไปสู่การเกิดภาวะถดถอยในระบบเศรษฐกิจได้ และเฟดเองก็อาจกังวลว่าลดดอกเบี้ยช้าเกินไปในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ยุโรปนำลดดอกเบี้ยไปแล้วสองครั้ง

ในทางกลับกันธนาคารกลางญี่ปุ่น ส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อในประเทศได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจนำไปสู่การเพิ่มดอกเบี้ยในครั้งที่สามในปลายปีนี้ได้ แต่ที่ยังไม่กล้าขึ้นตอนนี้อีกก็คงเนื่องมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยญี่ปุ่นจะนำไปสู่ความผันผวนของค่าเงินอย่างหนัก เพราะเป็นประเทศเดียวที่สวนกระแสโลกตอนนี้ ในเมื่อดอลล่าร์สหรัฐอ่อนตัวก็ทำให้เงินเยนแข็งค่าขึ้นมาเยอะแล้ว หากผันผวนกว่านี้ เศรษฐกิจญี่ปุ่นคงเจอมรสุมระยะสั้นๆเพราะการส่งออกที่ว่าดี ก็ต่ำกว่าเป้าหมาย ค่าเงินผันผวนมาก การลงทุนในญี่ปุ่นก็จะแปรผกผันตาม ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงแหยง รอดูเชิงอยู่ครับ

Advertisement

สิ่งที่ธนาคารกลางสองชาติมหาอำนาจพูดตรงกัน ก็คืออย่าคาดหวังว่าจะลดดอกเบี้ยลงได้มากๆ หรือขึ้นดอกเบี้ยมากๆ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อเท็จจริง การอยากให้ขึ้นหรือลด จะใช้อารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ เหมือนประธานเฟดพูดชัดว่าอัตราดอกเบี้ยในภาวะปกติข้างหน้าอาจสูงมากกว่าที่คุณคิด (จะคิดกลับไปที่ร้อยละ 2 ในอนาคต อาจจะยาก) ถ้าเศรษฐกิจยังคงมีเงินเฟ้ออยู่ หรือเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมาก ธนาคารกลางคงไม่อยากลด ต้องฉุดยื้อการลดออกไป

คล้ายกันกับญี่ปุ่น เขาบอกชัดว่าการขึ้นดอกเบี้ยคงต้องดูสภาพรวมของเศรษฐกิจ สภาวะของตลาดเงินในประเทศด้วย ผมเลยพูดต่อว่า ถ้าทำให้ค่าเงินผันผวนเหมือนคราวก่อน แล้วเกิดวิกฤตตลาดเงินตลาดทุนลามไปทั่วโลกอีก คงไม่ไหว ไม่คุ้มกับการขึ้นดอกเบี้ยแค่ร้อยละ 0.15 และญี่ปุ่นก็คงไม่มีน้ำยาจะขึ้นดอกเบี้ยได้มากเพราะมีหนี้สาธารณะมหาศาล กระทรวงการคลังคงไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้

จริงๆแล้ว หากกลับมาดูที่บ้านเรา ผมก็เห็นว่าตัวเลขเงินเฟ้ออยู่เพียงร้อยละ 0.60-0.80 ถือว่าต่ำมาก ต่ำกว่าเงินเฟ้อเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 และสถานการณ์หนี้ในบ้านเรากำลังกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้นเรื่อยๆ การลดดอกเบี้ยเริ่มจำเป็นที่ต้องพิจารณา เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาการพิจารณากรอบเงินเฟ้อและการดำเนินการของสองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันคือกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย อาจมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง คือทำไมไม่คุยกันให้เข้าใจกัน ทำไมไม่คุยกันภายใน ทำไมปล่อยให้ฝ่ายการเมืองหยิบยกมาเป็นประเด็นกล่าวหาโยงไปจนถึงธปท.เป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจซบเซา โตต่ำ การลดดอกเบี้ยจึงกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองแล้ว ยิ่งมีการนำไปสาดโคลนผู้ว่าธปท.อีก ยิ่งทำให้เรื่องการลดดอกเบี้ยเกิดสภาวะต่อต้านทางการเมืองขึ้นมา

หลายประเทศผู้นำเขาก็ออกมาวิจารณ์เรื่องดอกเบี้ย และค่าเงิน เช่นสหรัฐ และญี่ปุ่น แต่สังคมเขาเชื่อว่าเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นสัมภาษณ์รุนแรงเกินไปจนตลาดการเงินพังพินาศ เขาก็รีบให้รองผู้ว่าออกมาพูดแก้ไข ผมว่ามันเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของสังคม กับความเป็นมืออาชีพในการบริหารงาน ที่จะทำให้แก้ไขปัญหาได้โดยไม่ยาก

รัฐบาลไม่ควรเอาเรื่องดอกเบี้ยมาเป็นการกล่าวหากันไปกันมา ผู้ว่าการธปท.ท่านนี้ผมเคยเห็นตั้งแต่เป็นทีมงานของอดีตรัฐมนตรีคลัง คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รู้มือท่านเป็นอย่างดี ไม่ต้องบอกเลยว่าจบจากไหนมา ควรปล่อยให้รัฐมนตรีคลังไปทำหน้าที่ตามข้อตกลงกรอบเงินเฟ้อระหว่างสองหน่วยงาน

ถ้าพูดจากันดีงาม และไม่เอาออกมาวิพากษ์วิจารณ์บนหน้าสื่อ ผมเชื่อว่าคงได้ลดดอกเบี้ยสมใจกันไปแล้ว ผมคิดว่าหากนำมาวิจารณ์กันแบบนี้ สังคมก็จะเชื่อฝ่ายที่มีต้นทุนทางสังคมสูงกว่า ผลเสียจะตกอยู่กับใคร ก็คิดเอาเองครับ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นรัฐบาลมีความเป็นมืออาชีพ เพราะมีคนเฝ้าดูการทำงานมากกว่าทุกรัฐบาลในอดีตเนื่องจากเรามีนายกรัฐมนตรีที่ขยันและอายุน้อยที่สุดมาบริหารงาน แค่นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถามว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยตั้ง 0.50 ก็เป็นข่าวมากมายว่าทำไม

ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้ภาวะความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา เหนือเหตุผลทางการเมือง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถ้าเราจะบริหารเศรษฐกิจโดยที่เร่งสร้างภาระให้กับการคลังอย่างเดียว แต่ไม่เห็นหนทางในการสร้างรายได้เลย โครงสร้างเศรษฐกิจจะเกิดปัญหาที่ใหญ่โตในอนาคตแน่นอน เหมือนกับในกรณีที่เราเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ เราควรแก้ไขทั้งการเพิ่มรายได้ และลดรายจ่าย เราจะเพิ่มรายได้ ได้อย่างไร ถ้าประเทศขาดแคลนอุตสาหกรรมที่ทันสมัย เพราะเราเป็นประเทศส่งออก ถ้าเศรษฐกิจไม่โต เศรษฐกิจโตเพียงร้อยละ 1-2 แต่จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 30 แล้วภาคเอกชนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าภาคเอกชนเขาอยู่ไม่ได้ เขาก็จะลดขนาดธุรกิจลงเหลือธุรกิจที่กำไรสูงกว่า การลงทุนก็จะลดลง คนก็จะตกงานมากขึ้น

จริงอยู่ที่การปรับขึ้นค่าแรง ไม่ได้ทำมานาน มันเป็นการคำนวณค่าแรงที่ไม่ได้ขึ้นมานานแบบสะสม เลยขอขึ้นคราวเดียวทีละมากๆ แต่ในทางเศรษฐกิจมันคิดแบบสะสมแบบนี้ไม่ได้ เหมือนกับเศรษฐกิจเราไม่ได้โตตามศักยภาพมานาน นับจากช่วงก่อนโควิดมา จีดีพีไทยหายไปประมาณร้อยละ 20 หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท เราจะกระตุ้นให้มันกลับมาเท่าเดิมได้ในปีเดียวได้ไหม เช่นกัน ค่าแรงเราต่ำกว่าเงินเฟ้อมานาน แต่จะปรับชดเชยในคราวเดียวได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าแรงเป็นต้นทุนที่สำคัญมากที่สุดอันหนึ่งของประเทศส่งออกสินค้าเทคโนโลยีต่ำ อย่างไทย ในเมื่อตอนนี้เรามีปัญหาการผลิตน้อยกว่าศักยภาพ เรายิ่งไปเพิ่มต้นทุนอย่างมากมายกับผู้ประกอบการ แล้วเราจะผลิตให้มากขึ้นได้อย่างไร

ในอีกปัจจัยหนึ่งเราเจอเรื่องค่าเงินบาทแข็งด้วย และแก้ไขไม่ได้ง่ายเพราะรัฐบาลไม่ลงรอยกับธนาคารกลาง อันนี้คือฉากทัศน์ปัญหาที่ทำอย่างไร จีดีพีไทยก็ไม่มีทางที่จะโตได้ ถ้าจะเห็นโตได้ก็มาจากการกระตุ้นทางการคลังซึ่งก็ไม่เยอะ และแค่ชั่วคราว คนทำงบประมาณปีต่อๆไป ก็ต้องตั้งงบชำระหนี้มากขึ้น จะมีเงินกระตุ้นได้น้อยลง ถ้าไม่ไปขอเพิ่มเพดานการก่อหนี้ตามกฎหมายอีก

ผมว่า อนาคตเราก็จะกลายเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง สมัยก่อนเรามีหนี้เพียงร้อยละ 20-30ต่อจีดีพี ตอนนี้กลายเป็น เกือบร้อยละ 70 อีกไม่นานเราจะมีหนี้เท่ากับร้อยละ 100 เหมือนประเทศญี่ปุ่น แล้วเราก็จะไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ง่ายๆ ในภาวะที่มีเงินเฟ้อสูง เพราะจะติดข้อจำกัดในการชำระหนี้ของรัฐบาลกลาง

กลับมาเรื่องการขอขึ้นค่าแรง ถ้าเป็นผมคิดผมจะกำหนดให้ค่าแรงลอยตัว และไม่ให้น้อยกว่าเท่าใด  โดยปกติประเทศที่เจริญแล้ว จะเป็นการดำเนินการระหว่างสหภาพแรงงานกับผู้ประกอบการ ถ้าในญี่ปุ่นก็จะมีกลุ่มกิจการยักษ์ใหญ่กับสหภาพกำหนดร่วมกัน แล้วก็พิจารณาเป็นรายปีไป ไม่ใช่เป็นนโยบายมาจากฝ่ายการเมือง และไม่ใช่ว่าจะต้องมาประชุมร่วมกันสามฝ่าย เป็นคณะกรรมการไตรภาคี ถ้าเห็นไม่ตรงกันก็จะใช้เสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจได้ ถ้าคิดแบบนี้ ผมว่าล่มจมแน่ครับ

เพราะการขึ้นค่าแรงจะต้องเกิดขึ้นจากการยินยอมของสองฝ่ายคือนายจ้างและลูกจ้างเป็นหลัก ถ้าฝ่ายการเมืองกลับเป็นฝ่ายไปขอขึ้นค่าแรงแล้วประชุมคณะกรรมการไตรภาคี ฝ่ายนายจ้างไม่มาร่วมประชุมด้วย ก็แย่แล้ว แล้วยิ่งแย่ไปกว่านั้นอีก ถ้าฝ่ายภาครัฐไปบอกว่า ถ้าไม่มาเราก็ลงมติเสียงส่วนใหญ่เลย เพราะจะประกาศขึ้นให้ได้ภายใน 1 ตุลาคม 2567 ผมบอกเลยครับว่า หากทำแบบนี้ พังแน่นอน

นอกจากนั้นค่าแรงในประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เป็นค่าแรงของแรงงานมีฝีมือ แต่การขึ้นค่าแรงของเราคือก็ขึ้นค่าแรงงานทั่วไป คือแรงงานพื้นฐาน จริงๆแล้วแรงงานเหล่านี้ไม่ใช่แรงงานที่มีทางเลือกอื่นในระบบเศรษฐกิจเลย ถ้าอุตสาหกรรมไม่จ้างก็ตายลูกเดียว และเป็นแรงงานต่างด้าวก็มาก จะไปไหนได้ ถ้าไม่ทำงานในประเทศไทย สิ่งที่ประเทศไทยขาดตอนนี้คือแรงงานมีฝีมือ และขาดการพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นแรงงานมีฝีมือ ถ้าจะขึ้นค่าแรงของแรงงานขั้นสูงผมว่าเอกชนเขาทำไปนานแล้วครับ เขาทำของเขากันเอง  เพราะถ้าไม่ทำ แรงงานคุณภาพเขาก็ย้ายงานไปทำที่ที่ผลตอบแทนดีกว่า

นโยบายการขึ้นค่าแรงครั้งละมากๆ คือนโยบายที่ทำลายความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในขณะนี้  ในขณะที่ยังไม่มีแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมใดๆออกมา จริงอยู่ในนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อสภา มีนโยบายในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทันสมัย และเป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องทำให้เห็นว่าจะนำมาปฏิบัติจริง และจะมีมาตรการส่งเสริมตามมา เพราะคราวรัฐบาลท่านเศรษฐา ก็ไม่เห็นว่าจะทำอะไรออกมาเลย และก็ไม่ปรากฏอุตสาหกรรมต่างชาติที่ไปเชิญรายใดเข้ามาจริง  แต่ที่เห็นตอนนี้คือจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 30 % แล้วนายจ้างเขาไม่ยินยอมด้วย ในที่สุดก็คงบีบกันให้จบลงให้จงได้ เหมือนตอนจะทำโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล ก็พยายามให้เหตุผลต่างๆนานาว่าต้องเป็นเงินดิจิทัลเท่านั้น ถึงจะสามารถทำให้การกระตุ้นลงสู่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำและตามนโยบายที่วางไว้ คือกระตุ้นเศรษฐกิจตามภูมิลำเนาจริงๆ

ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นให้สิ้นเปลือง และเมื่อจะเปลี่ยนใจ ก็เปลี่ยนทันทีทันใด โดยไม่มีเหตุผลอะไรมาหักล้างออกอย่างนั้น

ผมไม่อยากเห็นคนคิดต่าง เป็นศัตรู อยากเห็นมองคนคิดต่าง เป็นข้อแนะนำ ผมจึงขอเอาใจช่วยให้สำเร็จครับ