เกาะติดปฏิวัติการศึกษา ตามคำประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผ่านเครื่องมือสำคัญ คือร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คืบหน้าไปถึงไหน
ข่าวล่าสุด วันที่ 16 กันยายน 2567 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … โดยมี ดร.สวัสดิ์ ภู่ทองผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธาน
พร้อมด้วย นายเนติ รัตนากร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา ผู้บริหาร ครู ผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหาร ผู้แทนจากสถานศึกษา และบุคลากร สกศ. ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต ชั้น 2 อาคาร 2 สกศ.
ผลการประชุมหารือ นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เผยความคืบหน้าการทบทวนข้อเสนอแนะบางประเด็นเพิ่มเติม ได้แก่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะคนในทุกช่วงวัย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเป้าหมายบทบาท และหลักสูตรการจัดการศึกษา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการส่งเสริมความร่วมมือในการจัดการศึกษาในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมาตรฐานที่เท่าเทียมกัน
ขณะเดียวกันที่ประชุมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้าง ภารกิจ กลไกการบริหารงาน การกำหนดตำแหน่งและกรอบอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวม ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ควรเน้นหลักการบูรณาการการทำงาน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ
ความเห็นเบื้องต้นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นว่าหลักการกระจายอำนาจทางการบริหารจัดการศึกษาไปสู่ระดับพื้นที่ ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ควรกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เพื่อให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนรายละเอียดสาระสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้าง ภารกิจกลไกการบริหารงาน การกำหนดตำแหน่งและกรอบอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวม ควรกำหนดไว้ในกฎหมายเฉพาะ
สภาการศึกษาจะนำข้อเสนอทบทวนประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เสนอให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณาต่อไป
ครับ คุณอรรถพลจะพ้นจากตำแหน่งสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่งไม้ต่อให้ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษาคนใหม่ ย้ายจากเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาแทน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567
จะเข็นร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้เมื่อไหร่ ยังไม่มีใครกำหนดเวลาสิ้นสุดได้
เพราะประเด็นที่เป็นปัญหายังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจและบทบาทของผู้บริหารสูงสุดฝ่ายประจำ 4 แท่ง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ซึ่งอยู่ในกฎหมายระดับรองหรือกฎหมายลูกคือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546
ข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการล่าสุด ไม่ยอมฟันธง ในประเด็นอำนาจการบังคับบัญชาระหว่าง 4 แท่ง ควรเป็นอย่างไร
เลยเขียนแค่ว่า ประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างและภารกิจกลไกการบริหารและการกำหนดตำแหน่งและอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการในภาพรวมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ควรเน้นให้มีการบูรณาการการทำงานและใช้ทรัพยากรร่วมกันและลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ
เมื่อเขียนอย่างนี้ก็สันนิษฐานได้ว่า ยังยอมรับโครงสร้างอำนาจระหว่าง 4 แท่ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นมาตลอดจนถึงวันนี้ สรุปคือเน้นให้ทำงานประสานกัน ใช้ทรัพยากรร่วมกันและลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ
ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่ผ่านกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (กรรมาธิการร่วมสองสภา) เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาสมัยที่แล้ว ค้างคาอยู่เพราะเกิดเหตุยุบสภาเสียก่อน
มาตรา 106 เขียนว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเพื่อให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้โดยจะต้องดำเนินการให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานภายในทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เป็นไปอย่างมีเอกภาพและสามารถบูรณาการระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานภายในกระทรวงและหน่วยงานอื่นเพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ให้การบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ความในวรรคท้ายของมาตรา 106 นี่แหละครับ ทำให้กระทรวงศึกษาธิการไปไม่เป็น ตกลงกันไม่ได้ หาทางออกร่วมกันไม่สำเร็จ
ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่สภาการศึกษาเปิดรับฟังความคิดเห็นใหม่และส่งให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพิจารณา ยังคงข้อความวรรคท้ายมาตรา 106 เดิมเอาไว้หรือถูกตัดออกไป สังคมวงการการศึกษา สาธารณชนผู้สนใจ กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด
เพราะจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า กระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการ จนถึงผู้บริหารสูงสุดของ 4 แท่ง มีทางออกอย่างไร ทุกสิ่งอย่างยังอยู่เหมือนเดิม หรือยอมรับปรับปรุงโครงสร้างอำนาจกันใหม่
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความคิด ความเชื่อที่ว่า ตราบใดที่แต่ละฝ่ายล้วนมีอำนาจ ผลประโยชน์ การที่จะให้ตกลงกันเอง คงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่มีใครยอมใคร
การผ่าตัด ปฏิรูปหรือปฏิวัติ ต้องให้คนกลาง หรือคนนอกที่ไม่มีผลประโยชน์ ไม่มีส่วนได้เสีย เป็นผู้หาบทสรุปให้
แต่พอได้บทสรุปเสนอให้เปลี่ยนแปลง ฝ่ายปฏิบัติกลับคัดค้าน ต่อต้าน ขัดขวาง ไม่ยินยอมอีก อ้างว่าคนกลาง คนนอก จะไปรู้อะไรดีกว่าพวกเขา ผู้ปฏิบัติได้อย่างไร
จากเหตุต่างๆ ที่ลำดับมานี้สาเหตุหนึ่ง ทำให้ร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่สามารถผ่านที่ประชุมรัฐสภาออกมาได้

