ปกิณกะจากฝรั่งเศส
ขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับแจกเงินหมื่น อยากเรียกว่าเงินหมื่นมากกว่าเงินดิจิทัลเข้ากระเป๋า (digital wallet) วันที่ 25 กันยายน 2567 คือวันแรกของการแจก รัฐบาลแจกเงินให้คนพิการและคนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.1 ล้านคน วันที่สอง จะแจกให้อีกประมาณ 4.51 ล้านคน สำหรับกลุ่มเปราะบาง เงินนี้คงเป็นประโยชน์ไม่น้อย สำหรับรัฐบาล คงหวังให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นบ้าง
ผมมาเที่ยวฝรั่งเศส เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า เวลาเธอขึ้นเครื่องบิน จะทิ้งความคิดและความกังวลเกี่ยวกับบ้านและบ้านเมืองไว้เบื้องหลัง เมื่อกลับถึงบ้านอีกทีค่อยวุ่นวายใหม่ เวลาเที่ยว ผมพยายามอยู่กับสิ่งแวดล้อม และถามไถ่ความคิดความเห็นของเพื่อน ๆ แต่ส่วนใหญ่จะคุยเรื่องส่วนตัว พูดถึงการเมืองบ้างเล็กน้อย จึงหาข้อมูลเพิ่มเติมจากบทความที่เพื่อนส่งมาให้บ้าง และจากหนังสือพิมพ์ Le Monde ลงวันที่ 24 กันยายนบ้าง เพื่อมาเขียนบทความนี้ โดยใช้ชื่อบทความว่าปกิณกะซึ่งหมายถึงเรื่องราวเบ็ดเตล็ดที่นำมาฝากจากฝรั่งเศส
วิกฤติการเมืองฝรั่งเศสเริ่มเมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2567 อันเป็นผลจากการเลือกตั้งสมาชิกสภายุโรป ซึ่งมีสมาชิกจากประเทศฝรั่งเศสจำนวน 81 คน จากทั้งหมด 720 คน ปรากฏว่าพรรครวมพลังแห่งชาติ (RN) ที่มีนโยบายขวาจัดชนะการเลือกตั้งระบบสัดส่วน ได้คะแนนเสียง 31.4% และมีสมาชิก 30 คน ขณะที่แนวร่วมฝ่ายรัฐบาลได้คะแนนเสียง 14.6% และมีสมาชิก 13 คน จากการพ่ายแพ้ครั้งนี้ ประธานาธิบดี มากร็อง ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยอ้างว่าต้องการ “ให้เกิดความชัดเจน” ในเจตนารมณ์ทางการเมืองของชาวฝรั่งเศส
การเลือกตั้งสมาชิกสภารอบแรกมีขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน มี ส.ส. ที่ได้รับเลือกตั้งเพราะมีคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งจำนวน 76 คน และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรอบสองในวันที่ 7 กรกฎาคมในเขตเลือกตั้งที่เหลือ 501 เขต ผลการเลือกตั้งรอบแรก พรรค RN ได้คะแนนเสียง 29.25% สหภาพฝ่ายซ้ายมาที่สองด้วยคะแนน 28% ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีได้ 20% และพรรคฝ่ายขวาชื่อ เลอ เรปูบลิแก็ง (LR) มาที่สี่ด้วยคะแนน 6.6% ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ระหว่างการเลือกตั้งรอบแรกกับรอบสอง พรรคฝ่ายซ้ายสี่พรรคได้แก่พรรคสังคมนิยม (PS) พรรคฝรั่งเศสไม่ยอมใคร (LFI) พรรคนิเวศวิทยา และพรรคคอมมิวนิสต์ ร่วมจัดตั้งแนวร่วมใหม่ของประชาชน (NFP) ส่วนพรรคฝ่ายประธานาธิบดีก็เปลี่ยนชื่อไปเรื่อย ๆ และคราวนี้ใช้ชื่อว่า พรรคฟื้นฟู (Renaissance) จากผลการเลือกตั้งรอบแรก พรรคฝ่ายซ้าย (NFP) และพรรคฟื้นฟูก็จับมือกันเป็น “ทำนบฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ” เพื่อปิดกั้นมิให้พรรคขวาจัด RN ชนะเลือกตั้ง หมายความว่าในเขตเลือกตั้งที่มีผู้สมัครที่ผ่านรอบแรกมาได้สามคน ผู้สมัครจากพรรคฟื้นฟูหรือพรรคฝ่ายซ้ายที่มีคะแนนน้อยกว่าจะถอนตัวเพื่อจะได้ไม่แข่งกันเองระหว่างพรรคทั้งสอง
“ทำนบฝ่ายนิยมสาธารณรัฐ” ได้ผล คือกั้นพรรค RN ได้จริง โดยแนวร่วมฝ่ายซ้าย (NFP) ได้ ส.ส. จากการเลือกตั้งรวมสองรอบจำนวน 182 คน พรรคฝ่ายประธานาธิบดีได้ ส.ส. 168 คน และพรรคฝ่ายขวาจัด (RN) ได้ ส.ส. 143 คน ส่วนพรรคฝ่ายขวา (LR) ได้ ส.ส. 46 คน ที่เหลือเป็น ส.ส. จากพรรคเล็ก ๆ อย่างไรก็ดี การมีเสียงข้างมากในสภาต้องการ ส.ส. 289 คน ไม่มีพรรคใดได้ ส.ส. จำนวนเท่านี้ จึงต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม ประธานาธิบดีที่จะต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจึงต้องคิดหนัก แต่พอดีสามารถขอเวลาได้สองเดือนโดยอ้างว่าติดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
ในช่วงเวลารอการตัดสินใจของประธานาธิบดี แนวร่วมฝ่ายซ้ายเสนอชื่อสุภาพสตรีคนหนึ่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ประธานาธิบดีปฏิเสธโดยอ้างว่าประสบการณ์ไม่เพียงพอ ประธานาธิบดีเชิญอดีตรัฐมนตรีที่เคยอยู่พรรคสังคมนิยมคนหนึ่งมาปรึกษา แต่แนวร่วมฝ่ายซ้ายไม่สนับสนุน สุดท้ายอาจจะคล้ายประเทศไทย คือพรรคที่ชนะเลือกตั้งโดยมี ส.ส. มากที่สุด (พรรค NFP) ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะประธานาธิบดีได้แต่งตั้งนายมีแชล บาร์นีเอ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาเป็นนักการเมืองอาวุโสฝ่ายขวา เป็นอดีตรัฐมนตรีและอดีตผู้เจรจากับอังกฤษตอนที่อังกฤษถอนตัวจากสหภาพยุโรป ด้วยวัย 72 ปี และการเข้าสู่วงการการเมืองตั้งแต่อายุ 21 ปี เขามีทั้งความจัดเจนและทักษะการเจรจา กระนั้น เขาประกาศว่าพร้อมจะเปลี่ยนแปลงและแตกหัก (rupture) เพื่อแก้ไขปัญหาที่รุมล้อม แต่ขณะเดียวกัน ก็พร้อมจะรับฟังและให้ความเคารพแก่ทุกคน
กว่านายกจะเลือกบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีได้ ก็หลายสัปดาห์ เล่ากันว่านายกได้เข้าพบประธานาธิบดี โดยพกรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีในกระเป๋าขวา ส่วนในกระเป๋าซ้ายเตรียมหนังสือลาออกไว้ แต่แล้วประธานาธิบดีก็แต่งตั้งรัฐมนตรีตามนั้น โดยมีสัดส่วนหญิง-ชายเท่ากัน (เพียงแต่ชายได้กระทรวงเด่น ๆ มากกว่า) มีการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ (มิใช่มาจากปารีสเป็นหลัก) พรรคฝ่ายประธานาธิบดีได้รัฐมนตรี 12 คน พรรคฝ่ายขวา 10 คน ที่เหลือกระจายกันไป โดยมีเพียงคนเดียวที่จัดอยู่ในฝ่ายสังคม-ประชาธิปไตย แต่ก็เป็นตำแหน่งสำคัญคือ ว่าการกระทรวงยุติธรรม
ข้อท้าทายที่สำคัญของรัฐบาลใหม่คือการแก้ปัญหาหนี้สิน (ปัญหามือเติบ) ที่มีมาแต่ไหนแต่ไร (ปัจจุบันมีหนี้ประมาณ 6% ของ GDP) และทำอย่างไรจึงจะเข็นงบประมาณผ่านสภา ธรรมดา ปัญหาเชิงเศรษฐกิจเช่นนี้อยู่ในการดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แต่นายกเลือกที่จะแยกงานโดยให้มีรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งมารับผิดชอบเรื่องการผ่านงบประมาณโดยเฉพาะ ส่วนงานใหญ่อีกงานหนึ่งคือการประสานงานกับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นงานหินเพราะรัฐบาลมีเสียงข้างน้อย เพียงประมาณ 220 ถึง 230 เสียง ที่ขาดอีกประมาณ 60 ถึง 70 เสียงเพื่อจะเป็นเสียงข้างมากจะหามาจากไหน ถ้าหวังพึ่งเสียงขวาจัดของพรรค RN เป็นครั้งคราว ก็ต้องต่อรองและดำเนินตามนโยบายสำคัญ ๆ ของ พรรค RN ไม่มากก็น้อย จะหวังพึ่งแนวร่วมฝ่ายซ้าย (NFP) ที่เคยร่วมสร้างทำนบกั้นพรรค RN ก็ยาก เพราะแนวร่วม NFP เพิ่งจะเพิ่มความสมัครสมานระหว่างพรรคสังคมนิยมกับพรรค LFI ซึ่งมีนาย เมลังช็องเป็นผู้นำ โดยประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน อนึ่ง นายเมลังช็องซึ่งในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2565 และได้คะแนนเสียงประมาณ 22% นั้น มิได้ปิดบังความหวังของเขาที่จะได้เป็นประธานาธิบดีในปี 2570 ในเรื่องนี้อดีตประธานาธิบดี ฟรังซัว ออลลัง จากพรรคสังคมนิยมวิจารณ์ว่า “เมลังช็องหวังเพียงขับเคลื่อนวาระการเป็นประธานาธิบดีของเขา” เพื่อนของผมคนหนึ่งให้ความเห็นว่า เมลังช็องเป็นตัวขัดขวางการร่วมรัฐบาลของแนวร่วมฝ่ายซ้าย และจะเป็นตัวป่วนของรัฐบาล เพื่อให้ชาวฝรั่งเศสเห็นความล้มเหลวของมากร็อง เขาถึงกับเสนอให้ถอดถอนมากร็องออกจากตำแหน่ง แต่พรรคการเมืองอื่น ๆ รวมทั้งพรรคสังคมนิยมไม่เล่นด้วย ญาติมิตรของผมทุกคนไม่ว่าจะเอียงซ้ายหรือเอียงขวา ไม่ชอบเมลังช็องโดยมองว่าเขามีอหังการสูง
รัฐบาลจะต้องผ่านด่านญัตติไม่ไว้วางใจในสภา ซึ่งจะผ่านได้ก็ด้วยเสียงสนับสนุนจากพรรคขวาจัด (RN) ที่เคยถูก “ทำนบ” กั้นเอาไว้ แล้วจะทำอย่างไรดี …
ขอเล่าข่าวจากหนังสือพิมพ์ Le Monde ที่ผมสนใจอีกสักสองข่าว ข่าวแรกคือการได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีศรีลังกาของนาย อนุระ กุมาร ดิสซายานาเก (วัย 55 ปี) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 เขามีอุดมการณ์สังคมนิยม ระบบเลือกตั้งประธานาธิบดีของศรีลังกาคล้ายกับระบบสองรอบ แต่เป็นการลงคะแนนรอบเดียว โดยในบัตรเลือกตั้งให้เลือกผู้สมัครสามคน เรียงลำดับตามการเลือกชอบ (preference) รอบแรกจะนับเฉพาะผู้ที่ถูกเลือกในลำดับที่หนึ่ง ถ้าไม่มีใครได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะนับคะแนนจากผู้ที่ถูกเลือกในลำดับถัดไป ผลปรากฏว่าในการนับครั้งแรก นายดิสซายานาเกได้คะแนนเสียง 42.3% ผู้สมัครที่มีนโยบายกลางขวาได้ 32.7% ส่วนประธานาธิบดีที่กำลังพ้นจากตำแหน่งได้ 17.2% การนับคะแนนผู้ถูกเลือกในลำดับถัดไปด้วย มีผลทำให้นายดิสซายานาเกได้รับเลือกตั้ง
การแสดงออกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปี 2565 ที่บังคับให้นายโกตาบายา ราชปักษา ต้องลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีและหนีออกนอกประเทศ ด้วยว่าการบริหารงานของเขาได้ทำให้ประเทศล้มละลาย รัฐสภาจึงได้เลือกนักการเมืองผู้คร่ำหวอด คือนายรนิล วิกรมสิงหะ เป็นประธานาธิบดี นายรนิลจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่บังคับให้เขามีโยโยบายเข้มงวดทางการเงิน ซึ่งกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ก่อนหน้าสมัยของนายโกตาบายา ประธานาธิบดีคือนายมหินทา ราชปักษา ผู้พี่ ที่ดำรงตำแหน่งสองวาระคือสิบปี ก่อนที่จะส่งต่อให้น้องชายในปี 2558 มาครั้งนี้ ตระกูลราชปักษายังไม่ละความพยายามที่จะกลับมามีอำนาจ โดยส่งนายนมัล ลูกชายของนายมหินทาลงสมัคร แต่เขาได้คะแนนเสียงเพียง 2.6%
ประธานาธิบดีคนใหม่สัญญาว่าจะทำการปฏิรูปในระดับโครงสร้าง โดยจะเปลี่ยนจากระบอบประธานาธิบดีที่มีอำนาจมาก กลับมาเป็นระบอบรัฐสภา เขาบอกว่ารัฐบาลของเขาจะต่อสู้กับการคอร์รัปชันอย่างไร้ปรานี อีกเรื่องหนึ่งที่จะทำคือการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางการเมืองในอดีต เช่น การฆ่าและการลักพาตัวนักหนังสือพิมพ์และนักสิทธิมนุษยชนหลายคนในสมัยตระกูลราชปักษา และเรื่องการก่อการร้ายที่กระทำต่อผู้คนในโบสถ์และในโรงแรมชั้นหรูในปี 2562 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 290 ราย และจนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของใคร
สิ่งแรกที่ประธานาธิบดีกระทำหลังการให้สัตย์ปฏิญาณตนต่อศาลฎีกาในวันที่ 23 กันยายน คือการยุบสภาในวันที่ 25 กันยายน เพราะพรรคของเขามี ส.ส. เพียงสามคน และเขาต้องการแรงหนุนจากสภา ไม่เพียงในการบริหารงานแผ่นดิน หากรวมถึงการปฏิรูปที่จำเป็น เพื่อฝ่าแรงต้านของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายผู้เสียประโยชน์
ขอไปอีกเรื่องหนึ่ง ผมถามแฟนของหลานสาวว่าเขาทำงานอะไร คำตอบคือเป็นวิศวกรที่ปรึกษาในเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผมได้ทีเลยถามต่อว่าประเมินว่ารถยนต์ที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงมีโอกาสเป็นที่แพร่หลายไหม เขาตอบว่าไม่แน่ แต่ตอนนี้มีอุปสรรคสำคัญในเรื่องถังใส่เชื้อเพลิงที่ต้องหนาพอเพื่อมิให้ก๊าซเบาอย่างไฮโดรเจนซึมผ่าน หมายความว่าถังจะหนักและเป็นโหลดในการขนส่ง
หนังสือพิมพ์ Le Monde มีบทความในเรื่องนี้พอดี กล่าวโดยเฉพาะคือเรื่องอนาคตของรถบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ (truck) ในสถานการณ์ปัจจุบันของฝรั่งเศส อัตราการขายรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้ามีเพียง 1% ส่วนรถที่ใช้ก๊าซกับที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ต่างขายได้ชนิดละ 3.5 % อัตราการขายที่เหลือเป็นของรถที่ใช้น้ำมันดีเซล มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้ายังไม่ติดตลาด แต่ที่สำคัญคือราคา ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายในช่วงเวลา 14 ปี เริ่มต้นด้วยราคารถดีเซลที่ถูกกว่ารถไฟฟ้าเกือบสามเท่า (1 แสนยูโรเทียบกับ 2.9 ยูโร) แต่ราคาเชื้อเพลิงจะแพงกว่าเกือบสามเท่า (1.65 แสนยูโรเทียบกับ 0.6 แสนยูโร) ค่าบำรุงรักษาพอ ๆ กัน ในช่วงเวลา 14 ปี รถดีเซลมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3.1 แสนยูโรเทียบรถไฟฟ้าที่ต้องใช้จ่าย 3.3 แสนยูโร ในเมื่อรัฐให้เงินอุดหนุนการซื้อรถไฟฟ้า 0.65 แสนยูโร หักออกแล้วรถไฟฟ้าสิ้นเปลืองกว่าเล็กน้อย คือพอสู้ไหว
ขณะเดียวกัน บริษัทผลิตรถบรรทุกขนาดใหญ่กำลังแข่งกันทำการวิจัยและพัฒนา เช่น ในเรื่องระยะทางเอกเทศที่เดินทางได้โดยไม่ต้องเติมพลังงาน รถดีเซลมีระยะทางเอกเทศ ประมาณ 400 กิโลเมตร เทียบกับรถไฟฟ้า 300 กม. แต่บริษัทเบนซ์และวอลโว ประกาศว่าจะเพิ่มระยะทางเอกเทศของรถไฟฟ้าเป็น 600 กม. ในปีหน้า เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ก็สำคัญ รวมทั้งจะต้องเพิ่มจุดชาร์จตามถนนมอเตอร์เวย์ให้มากขึ้น ในประเทศจีน เทคนิคที่ใช้คือการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ คือแทนที่แบตเตอรี่ที่ประจุเกือบหมดด้วยแบตเตอรี่ที่ชาร์จไว้เติม แต่ต้องกำหนดมาตรฐานของแบตเตอรี่ให้เหมือนกันสำหรับรถของบริษัทต่าง ๆ
เทคโนโลยีที่อยู่ในขั้นทดลองก็มี เช่น ติดตั้งระบบขดลวดไฟฟ้าที่จ่ายคลื่นแม่เหล็กเข้มข้น เป็นระยะทาง 2 กม. ข้างทางด่วน รถบรรทุกที่วิ่งในช่องทางขวาสุดของทางด่วนในยุโรปที่ติดตั้งอุปกรณ์รับคลื่นแม่เหล็กไว้ เมื่อแล่นผ่านจะมีการชาร์จแบตเตอรี่ให้โดยไม่ต้องหยุดรถ อีกเทคนิคหนึ่งใช้แผ่นโลหะที่ต่อกับแบตเตอรี่ครูดไปกับรางเรียบที่ติดอยู่กับถนน เทคนิคนี้ใช้กันอยู่กับรถรางของเมืองตูรส์และเมืองบอร์โดซ์ อีกวิธีหนึ่งใช้การต่อไฟฟ้าเข้ากับรถบรรทุกเหมือนกับกรณีตู้รถไฟ คือใช้คานที่มีสปริงที่ดันขึ้นมาจากหลังคารถ เพื่อมาครูดกับสายไฟฟ้าที่ทอดอยู่สูงขึ้นไป อย่างไรก็ดี เทคนิคเหล่านี้ยังต้องการการทดสอบและทดลอง รวมทั้งการคำนวณการลงทุน ซึ่งสุดท้ายยังคงต้องพิจารณาเรื่องราคาของทั้งระบบ ซึ่งกว่าจะเข้าที่เข้าทางคงอีกหลายปี
ทั้งรถบรรทุก รถโดยสาร และรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้ไฟฟ้า จะต้องพัฒนาต่อไป เพื่อที่จะลดปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน และเกิดสภาพอากาศแปรปรวนที่เราเริ่มประสบแล้วในวันนี้
ประธานาธิบดีคนใหม่ของศรีลังกากล่าวว่า “คนในรุ่นวัยของเรามีความฝันและได้ทำสงครามเพื่อความฝันเหล่านั้น แต่เราก็หวังว่า เมื่อถึงรุ่นวัยลูกหลานของเรา พวกเขาจะสร้างสรรค์ประเทศได้โดยไม่ต้องทำสงคราม”
ในตอนท้ายนี้ ขอยกคำกล่าวของพระเอกวีร์ มหาญาโน หรือพระอั๋น มาเป็นคติช่วยคิด ท่านกล่าวว่า “เราอยากเรียนจบที่ดี ๆ อยากมีรถ ได้งานดี ๆ ทำ แต่ต่อให้ได้ทั้งหมดนี้เราก็จะยังไม่พอใจอยู่ดี ฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจตัวเองจริง ๆ จะรู้ว่าสิ่งที่เราต้องการแท้จริงคืออะไร รู้ว่าเราพยายามเอาสิ่งที่อยู่ข้างนอกมาแก้สิ่งที่อยู่ข้างในใจ” เราอยากมีรัฐบาลดี ๆ มีสังคมยุติธรรม มีการเมืองที่ไม่วกไปวนมา … แต่เราคงเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งภายนอกที่เราทำอะไรกับมันได้ไม่มากนัก แม้จะต้องทำอยู่ดีเพื่อรุ่นวัยต่อไป แต่เราควรทำข้างในใจให้นิ่งด้วย
โคทม อารียา

