หน้าแรก บทความ พยัคฆ์ซ่อน มั...

พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม : กระบี่ ในมือท่าน ดำรงดั่ง กระบี่ ‘เรา’ นั่นคือ ‘กระบี่ใจ’

3.10.24 | 09:13 น.
พยัคฆ์ซ่อน มังกรซุ่ม : กระบี่ ในมือท่าน ดำรงดั่ง กระบี่ ‘เรา’ นั่นคือ ‘กระบี่ใจ’

กลยุทธ์ “กงซิ่นเหวยซ่าง” โจมตีทางใจเป็นเอก “กงเฉินเหวยเซี่ย” โจมตีเมืองเป็นรอง
“ซินข้างเหวยซ่าง” รบทางใจเป็นเอก “ปิงจ้านเหวยเหวยเซี่ย” รบทางทหารเป็นรอง
ไม่เพียงก่อความระส่ำระสายต่อไพร่ราบทหารเลว
หากแม้กระทั่งนายทหารระดับสูงที่แวดล้อมอยู่โดยรอบพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็บังเกิดภาวะรวนเร ปั่นป่วน
เริ่มจาก “ใจ” กระจายไปสู่ “ความคิด”
เห็นได้จาก พระสนมอวีจี๋ ซึ่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องรักอย่างลุ่มหลงก็ถึงกับตัดสินใจชักกระบี่เชือดคอตายไปต่อหน้าต่อตา
อาจต้องการตัด “เงื่อนไข” มิให้ห่วงหน้าพะวงหลัง
ยิ่งกว่านั้น การตัดสินใจของ “เซี่ยงป๋อ” ซึ่งอยู่ในสถานะแห่งพระเจ้าอาของพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ก่อความหวั่นไหวไม่ต่างไปจากพระสนมอวีจี๋
ผลสะเทือนยังขยายไปไกลแม้กระทั่ง “พื้นที่” อื่น

การเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น” อาจมีเป้าหมายหลัก เป้าหมายเฉพาะหน้าอยู่ที่การเป็นบทเรียนทางการทหารและทางความคิด
การทหารคือ “กลยุทธ์” ทางความคิดคือ “แนวทาง” สร้างความเป็นใหญ่
เนื่องจากการก่อร่างสร้าง “อาณาจักร” ต่อเนื่องจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงรัตนโกสินทร์มีแนวทาง “การเมือง” เป็นหลัก
นั่นคือ การรักษา “อำนาจ” และสร้าง “ความมั่นคง”
โดยพื้นฐานอาจต้องใช้ความรอบรู้และความจัดเจนทางด้าน “การทหาร” แต่เมื่อได้ชัยชนะทางการทหารแล้วจะสร้างความชอบธรรมได้อย่างไร
นั่นย่อมอยู่ที่การยึดครอง “ใจ” ให้สยบยอมโดยราบคาบ
นั่นย่อมต้องสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาแทนที่อำนาจไม่ว่าบทเรียนแห่งอำนาจของฉิน ไม่ว่าอำนาจของฌ้อ
นี่ย่อมเป็นบทบาทของ “วรรณคดี” นี่ย่อมเป็นบทบาทของ “วรรณกรรม”

ต้องยอมรับว่าการจัดคณะแปลและเรียบเรียงไม่ว่า “สามก๊ก” ไม่ว่า “ไซ่ฮั่น” เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน
นั่นก็คือ ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เพียงแต่ “สามก๊ก” อยู่ในความรับผิดชอบของ “วังหลวง” เพียงแต่ “ไซ่ฮั่น” อยู่ในความรับผิดชอบของ “วังหลัง”
ทั้งวังหลวง วังหลังล้วนอยู่ในฐานะ “นักรบ”
ขณะเดียวกัน เรื่องราวของ “ไซ่ฮั่น” อาจเป็นในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างอำนาจรัฐฉิน กับอำนาจรัฐฮั่น โดยมีอำนาจรัฐฌ้อคั่นกลาง
ขณะที่ “สามก๊ก” เป็นการแย่งชิงเป็นใหญ่ในยุคฮั่น
ไม่ว่ามองผ่านกลยุทธ์อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในรายละเอียดของ “ไซ่ฮั่น” ไม่ว่ามองผ่านกลยุทธ์อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในรายละเอียดของ “สามก๊ก”
ล้วนเห็นได้ใน “สังคมไทย” ล้วนเห็นได้ใน “วรรณคดีไทย”

อันเพลงปี่ที่จางเหลียงบรรเลงในแบบคร่ำครวญหวนไห้และได้กลายมาเป็นเพลง
“ฌ้อ 4 ทิศ” นี้ส่งผลสะเทือนอย่างล้ำลึกต่อ “สุนทรภู่”
เนื่องจากเป็น “ข้า” อยู่ในสังกัด “วังหลัง”
ภายหลังได้แต่งนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” จึงไม่เพียงแต่พระอภัยมณีจะสันทัดเพลงปี่อย่างยอดเยี่ยม
หากเนื้อความโดยละเอียดก็แฝงความนัย
เห็นได้จากเมื่อปรากฏในยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น” บรรยายถึงเพลงนี้เพื่อปลุกสำนึกคิดถึงบ้านให้กับไพร่ราบของพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง
ยังปรากฏเป็นเพลงปี่ของพระอภัยในเนื้อความละม้ายใกล้เคียงกัน
“เดือนยี่ฤดูหน้าหนาว น้ำค้างตกเย็นทั่วไปทั้ง 4 ทิศ จะดูฟ้าก็สูง แม่น้ำก็กว้าง ฤดูนี้คนทั้งปวงให้ความเวทนานัก
ที่จากบ้านเมืองมาต้องกระทำศึกอยู่นั้น
บิดา มารดา แลบุตรภรรยาอยู่ภายหลังก็ยื่นคอคอยอยู่ ถึงมีเรือกสวนแลไร่นาก็จะทิ้งรกร้างไว้ไม่มีผู้ใดจะทำ
เพื่อนบ้านที่ไม่ต้องไปทัพอยู่พรักพร้อมกันก็จะอุ่นสุรากินเล่นเป็นสุข”

พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง ว่าจากเรือนเหมือนนกมาจากรัง
อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย
ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้ ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย โอ้ ยามดึก ดาวก็เคลื่อนเดือนก็คล้อย
น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำที่อัมพร
หนาวอารมณ์ ลมเรื่อย เฉื่อยเฉื่อยชื่น ระรวยรื่น รวยริน กลิ่นเกสร แสนสงสารบ้านเรือน เพื่อนที่นอน
จะอาวรณ์ อ้างว้าง อยู่วังเวง
วิเวกแว่ว แจ้วเสียง สำเนียงปี่ พวกโยธี ทิ้งทวน ชนวนเขนง ลงนั่งโยก โงกหลับ ทับกันเอง
เสนาะเพลง เพลินหลับ ระงับไป
จังหรีดหริ่ง สิงสัตว์ สงัดเงียบ เย็นยะเยียบ หย่อมหญ้า พฤกษาไสว น้ำค้างพรม ลมสงัด ไม่กวัดไกว
ทั้งเพลิงไฟ โทรมซาบ ไม่วาบวู

Advertisement

หนังสือ “ตำนานชาติมังกร” การ์ตูนชุดอิงประวัติศาสตร์ จักรพรรดิจีน ภาคหลิวปังเรื่องโดยหลิวเช่อ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไรท์บุ๊คเมื่อปี 2553
บรรยายว่า
หวีจีได้ยินเสียงเพลงคุ้นหูที่ฟังแล้วเศร้าสลดใจดังขึ้นโดยรอบ เสียงเพลงนี้ดังมาจากกองทัพทหารฮั่นที่โอบล้อมอยู่
จึงนำความมาแจ้งแก่เซี่ยงหวี่
พอรู้ความก็เข้าใจว่าทัพหลิวปังได้บุกตีแค้นฌ้อบ้านเกิดของตน และนำชาวบ้านชาวช่องฌ้อมาเป็นเชลย
เหล่าทหารฌ้อก็หวั่นวิตกเสียขวัญต่างหนีเอาตัวรอด
จาก 10 หมื่นเหลือไม่กี่ร้อย

หยี่เซ่อบอกด้วยว่า ปัจจุบัน จีนได้นำเหตุการณ์นี้มาเป็นคำเปรียบเทียบกับคนที่พบเจออุปสรรคและหาทางแก้ไขใดๆ ไม่ได้ว่า
“เพลงแคว้นฌ้อดังก้อง 4 ทิศ”
นั่นคือ สภาพของทัพฌ้อไม่เพียงถูก “ปิดล้อม” ด้วยพยุหโยธาแห่งทัพฮั่นอันเปี่ยมด้วยพลังฮึกห้าวเหิมหาญ
หากแต่ยังถูกสยบด้วย “ใจ”
เป็นการสยบผ่านเสียง “ปี่” เป็นการนำเอา “ดนตรี” มาเป็น “อาวุธ” เป็นเครื่องมือในการกำราบ
ต้องตกอยู่ในภาวะยอมจำนน
เมื่อ “ใจ” ไม่สู้ เมื่อ “ใจ” ถูกกำราบให้หมอบราบอยู่ ณ เบื้องหน้าอย่างสยบยอมเสียแล้วก็ตกอยู่ในสภาวะทดท้อ
มือจะยกอาวุธขึ้นก็หมดพลัง

ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามแผนอันหานซิ่นกับจางเหลียงร่วมกับขบคิดและลงมือดำเนินไปกลยุทธ์
“กงซินเหวยซ่าง” การโจมตีทางใจ
คำว่า “กระบี่อยู่ที่ใจ” มีรากฐานมาจากการทำศึกโดยไม่ต้องออกแรงอย่างนี้ เมื่อสามารถสยบแม้กระทั่ง “ใจ” ของอีกฝ่ายได้
“อาวุธ” อื่นใดก็แทบไม่มีความหมาย
เนื่องจาก “กระบี่ท่าน” ก็เหมือนกับ “กระบี่เรา”