ในความขัดแย้งรุนแรงที่ยืดเยื้อ ทางออกที่เป็นไปได้คือการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ฝ่ายที่ขัดแย้งมักยากที่จะยอมรับข้อเสนอนี้ เพราะหวังในชัยชนะด้วยวิธีการทางทหารมากกว่า และมักให้ความสนใจแก่วิธีการทางการทูตพอเป็นพิธี อย่างไรก็ดี แต่ละสถานการณ์ความขัดแย้ง ก็มีลักษณะจำเพาะที่ต่างกันออกไป
ในกรณีความขัดแย้งถึงตายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเหมือนว่าฝ่ายเหยี่ยวของทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหยุดยิง ฝ่ายความมั่นคงหวังปราบปรามฝ่ายขบวนการให้สิ้น โดยอ้างว่าการปฏิบัติใช้กฎหมาย (พิเศษ) คือสันติวิธี อย่าพูดถึงสันติภาพ ขอให้พูดถึงสันติสุข เป็นต้นฝ่ายขบวนการก็ไม่เป็นเอกภาพ บางส่วนอยากต่อสู้เพื่อเอกราชต่อไป บางส่วนจะอยากพักรบ แต่ขณะเดียวกัน ก็อยากได้ทางออกทางการเมืองที่เพิ่มความเป็นเอกเทศ (autonomy) ภายใต้รัฐธรรมนูญให้แก่จังหวัดชายแดนภาคใต้
กรณีสงครามที่อิสราเอลกระทำต่อชาวปาเลสไตน์และประเทศเพื่อนบ้าน ฝ่ายที่ปฏิเสธการหยุดยิงคือรัฐบาลอิสราเอล คราวนี้อิสราเอลได้จังหวะการก่อการร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมปีที่แล้ว เพื่อที่จะถล่มฉนวนกาซาอย่างเต็มที่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มิใช่เพื่อการป้องกันตนเอง มิใช่เพื่อปราบปรามกลุ่มฮามาส มิใช่เพื่อสร้างแนวกันชนเพิ่มขึ้นเพียงเท่านั้น หากถือโอกาสสอนชาวปาเลสไตน์ให้เกรงกลัว ไม่ให้โงหัวขึ้นมาต่อต้านอีกเลย อีกทั้งถือโอกาสปราบกลุ่มฮิสบอลเลาะห์ด้วย และไม่แน่ใจว่าหวังยึดครองดินแดนฉนวนกาซา เวสต์แบ็งก์ และเลบานอนเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ได้เปรียบขนาดนี้ไฉนเลยจะยอมหยุดยิง เรื่องนี้ขอกล่าวโทษผู้นำสหรัฐเป็นบางส่วน พวกเขามีการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เช่น สนับสนุนการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้ชาวปาเลสไตน์ แต่ก็ส่งอาวุธและเงินให้รัฐบาลอิสราเอลจำนวนมากกว่ามาก พวกเขายังใช้สองวาทศิลป์ เช่น บอกว่าเห็นใจพลเรือนที่บาดเจ็บล้มตาย บอกว่ากำลังทำอย่างเต็มที่เพื่อให้มีการเจรจาหยุดยิง แต่ก็บอกว่าเห็นใจและอยู่ข้างรัฐบาลอิสราเอลตลอดไป รวมทั้งในการต่อสู้กับการก่อการร้าย (นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเลยอ้างว่าที่ทำอยู่ก็เพื่อปกป้องอารยธรรมตะวันตก) เหล่านี้ย่อมทำให้ความน่าเชื่อถือของฝ่ายตะวันตกลดน้อยถอยลง และโอกาสการหยุดยิงยังเลือนราง กรณีนี้จะหวังพึ่งผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมาช่วยเร่งรัดการหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขก็ยังยาก
บทความนี้จะกล่าวถึงสงครามยูเครนเป็นหลัก แม้ว่าสถานการณ์น่าจะสุกงอมเพื่อให้มีการหยุดยิง เพราะเข้าใกล้การชะงักงัน (stalemate) มากแล้ว รบต่อไปก็ไม่มีความคืบหน้าทางการทหาร แม้รัฐบาลยูเครนจะมีลูกเล่นใหม่ ๆ เช่น การสร้างแนวรบใหม่ในดินแดนเคิร์สก์ของรัสเซียที่อยู่ทางเหนือของยูเครน การส่งโดรนเข้าโจมตีภูมิภาคตะวันตกของรัสเซีย และการเสนอ “แผนสันติภาพ” ต่อประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นต้น
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนไปเยือนสหรัฐ ในโอกาสการประชุมใหญ่ของยูเอ็น และการไปส่ง “แผนสันติภาพ” ที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ พร้อมทั้งเข้าพบทั้งอดีตประธานาธิบดีทรัมป์และรองประธานาธิบดีแฮร์ริส ทรัมป์ไม่กล่าวอะไรอย่างชัดเจน แต่คงหาทางลดการช่วยเหลือที่สิ้นเปลืองต่อเศรษฐกิจของสหรัฐ ส่วนแฮร์ริสย้ำจุดยืนของประธานาธิบดีไบเดนว่าจะช่วยรัฐบาลยูเครนต่อไป โดยมองว่าการหยุดยิงแม้เป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ใช่การยอมแพ้
ในเรื่อง “แผนสันติภาพ” ของยูเครน ยังไม่มีการบอกรายละเอียด มีเพียงหนังสือพิมพ์ที่เสนอความเห็น เช่น หนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีตให้ความเห็นว่า “แผนสันติภาพ” มีเนื้อหาเป็นการจัดทำคำขอความช่วยเหลือในแพกเกจใหม่ หรือด้วยวาทศิลป์ใหม่ คือโดยสาระยังคงเป็นคำขออาวุธเพิ่มขึ้น และขอให้ยกเลิกการห้ามใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลที่ฝ่ายตะวันตกมอบให้เพื่อโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย เป็นต้น” ผู้เสนอแผนเองบอกว่าชัยชนะใกล้เข้ามาแล้ว สงครามใกล้ยุติ แม้จะยังตั้งเงื่อนไขว่าการเจรจาจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อรัสเซียยอมถอนทหารทั้งหมดออกไปแต่โดยดี เพราะยูแครนจวนจะมีอาวุธสมัยใหม่เข้าโจมตีอยู่แล้ว ส่วนหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ให้ความเห็นข่าวปล่อยของฝ่ายบริหารสหรัฐว่า ถ้าทำตาม “แผนสันติภาพ” จะไม่ได้ดินแดนที่ยูเครนเสียไปคืนมาอย่างที่วาดหวัง คงได้แค่การชะลอการรุกคืบของกองทัพรัสเซียได้บ้าง ในกรณีสงครามยูเครน ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นฝ่ายกระทำ จะหยุดยิงได้ ก็ต่อเมื่อยอมรับว่าชัยชนะจะไม่เป็นของผู้ใด มีแต่การแพ้กับแพ้ โดยฝ่ายประชาชนจะยังคงบอบช้ำมากที่สุดอยู่ทุกวัน
ผมมีโอกาสคุยกับสตรีชาวรัสเซียคนหนึ่ง สมมุติชื่อว่าซอนยา เธอพำนักในฝรั่งเศส เดาว่าเธอเป็นฝ่ายค้านภายในประเทศของตน และเข้าข้างยูเครนอย่างชัดเจน ข้อมูลที่เธอให้เป็นประโยชน์ในฐานะที่เธออยู่ริมสนามการสู้รบ และคุ้นเคยกับภูมิหลังความสัมพันธ์ยูเครน-รัสเซียอย่างดี จึงขอนำบทสนทนากับเธอในส่วนที่เห็นว่าเป็นข้อมูลหรือความเห็นใหม่ ๆ (สำหรับผม) มาเล่าต่อโดยสังเขป ดังนี้
เธอประมาณการผู้เสียชีวิตรวมกันทั้งสองฝ่ายว่ามีประมาณ 500,000 คน ขณะที่รัสเซียยอมรับว่าสูญเสียทหารไปประมาณ 70,000 คน จำนวนจริงจะเป็นเท่าไร คงยืนยันได้จากการศึกษาสำรวจหลุมฝังศพที่เพิ่มขึ้นในภาคตะวันตกของรัสเซีย และในภาคตะวันออกของยูเครน ส่วนผู้บาดเจ็บมีมากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอยู่แล้ว
ประเทศยูเครนอาจแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็นสามภูมิภาค ซึ่งมีข้อแตกต่างระหว่างกัน คือ ยูเครนตะวันตกนิยมยุโรปตะวันตกและพูดภาษายูเครนเป็นหลัก ภาษานี้เป็นภาษาแม่ เป็นภาษาท้องถิ่น และโรงเรียนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาในภูมิภาคตะวันตกนี้เริ่มใช้ภาษายูเครนเป็นสื่อการเรียนการสอน ชาวยูเครนภาคกลางมีทั้งผู้พูดภาษายูเครนและภาษารัสเซีย ส่วนภาคตะวันออกผู้คนจะพูดภาษารัสเซียมากกว่า และโรงเรียนก็สอนภาษารัสเซียเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ชาวยูเครนทุกคนพอจะพูดหรือเข้าใจภาษารัสเซียได้ และการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย จะใช้แต่ภาษารัสเซีย เพราะภาษายูเครนยังเหมือนเป็นภาษาถิ่น ขาดการพัฒนาภาษาเขียนที่เป็นมาตรฐาน ศัพท์ทางเทคนิคหรือที่เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ก็ยังใช้กันสะเปะสะปะในภาษายูเครน (สถานการณ์ทางภาษาคงคล้ายกับภาษาพูดที่เป็นภาษาถิ่นของชาวมลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังขาดการพัฒนา และตกลงกันยังไม่ได้ว่าจะพัฒนาภาษาถิ่นนี้ให้เป็นมาตรฐานดี หรือรับภาษามลายูมาตรฐานของมาเลเซียมาใช้ดี) ข่าวที่ว่าชาวยูเครนตะวันออกที่พูด/เรียนภาษารัสเซียถูกกีดกันนั้นไม่เป็นความจริง ทุกคนใช้ภาษารัสเซียติดต่อกัน และใช้ภาษานี้ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา
แม้จะมีความแตกต่างระหว่างภูมิภาคทั้งสามของยูเครน แต่ก็มีความมุ่งหวังตรงกัน คือความเป็นเอกราชของยูเครน ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และได้ประกาศตนเช่นนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 ทุกคนโหยหาเอกราช และมีความเป็นชาตินิยมที่เข้มข้น ส่วนหนึ่งอธิบายได้จากการที่ต้องตกอยู่ใต้การปกครองของเพื่อนบ้านที่เข้มแข็งกว่า เช่น โปแลนด์ และสหภาพโซเวียต มาตั้งแต่อดีต ความรู้สึกร่วมของความเป็นชาติยูเครนขยายวงออกไปมากหลังการล่มสลายของสหภาพโวเวียต โดยเฉพาะความรู้สึกว่าไม่อยากอยู่กับรัสเซียที่ปฏิบัติตนเป็นลูกพี่ตลอดมา (ผมเดาว่าด้วยเหตุผลทำนองนี้ เมื่อเราบอกว่า ชาวลาวกับชาวไทยเป็นพี่น้องกัน ทำไมเขาถึงถามกลับว่าใครเป็นพี่)
ผมถามซอนยาว่า ก็เห็นว่ามีประธานาธิบดีของยูเครนหลายคนที่นิยมรัสเซียและได้รับเลือกตั้งมาโดยชอบมิใช่หรือ เธอบอกว่าไม่ใช่ โดยเรื่องราวมีความซับซ้อนและมีหลายเหตุปัจจัย ตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดียานูโควิช เขาได้รับเลือกตั้งเพราะมีนโยบายนำประเทศเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป แต่พอรัสเซียให้สิ่งจูงใจก็เปลี่ยนนโยบายไปเข้าข้างรัสเซีย ทำให้ประชาชนชุมนุมประท้วงและรัฐสภามีมติถอดถอนเขา จนต้องหนีไปอยู่รัสเซีย
จุดยืนของรัสเซียคือการยอมไม่ได้ที่ยูเครนจะเป็นสมาชิกของนาโต้ โดยถือว่าจะเป็นการคุกคามความมั่นคงของตน นอกไปจากนั้น รัสเซียหวังที่จะสร้างแนวกันชนที่เป็นเขตปลอดทหารในภูมิภาคตะวันออกของยูเครน รัสเซียไม่ค่อยสนใจภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งกว่าจะตกเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตก็ล่าช้าจนถึงปี ค.ศ. 1939 ผลการผนวกดินแดนนี้ ทำให้ชาวยูเครนภาคตะวันตก อพยพไปอยู่ประเทศคานาดาจำนวนมาก เมื่อเกิดสงครามครั้งนี้ ชาวยูเครนพลัดถิ่นสัญชาติคานาดาจึงช่วยเป็นปากเสียงให้แก่ยูเครนในโลกตะวันตกอย่างแข็งขัน และส่งความช่วยเหลือกลับสู่มาตุภูมิเดิมของตนมากทีเดียว
หลังการเข้ายึดครองและผนวกคาบสมุทรไครเมียในปี ค.ศ. 2014 รัสเซียปฏิบัติต่อไครเมียและภูมิภาคใกล้เคียงด้วยดี แต่หลังการบุกเข้าไปในดินแดนตะวันออกและทางใต้ของยูเครน ได้แก่ภูมิภาคโดเนตสก์ กับลูฮันสก์ และแคร์ซอนกับซาปอริเซีย ตามลำดับนั้น รัสเซียได้ทำลายที่อยู่อาศัยจำนวนมากโดยการทิ้งระเบิด อีกทั้งยังวางทุ่นระเบิดจำนวนมากด้วย ประชาชนเดือดร้อนมาก มีหลายคนต้องอพยพลี้ภัยไปยังรัสเซีย และเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ขาดแคลนทุกอย่าง รัฐบาลรัสเซียช่วยเหลือน้อยมาก มีแต่ฝ่ายค้านของรัสเซียและองค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลืออยู่ แต่ก็ขาดแคลนทรัพยากร บางคนลี้ภัยไปยังฝั่งตะวันตกได้ แต่เป็นเพียงส่วนน้อย ผมถามซอนยาว่า ก่อนการผนวกดินแดนส่วนนี้เข้ากับรัสเซีย มีการลงประชามติ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียมิใช่หรือ เธอตอบว่าการลงประชามติภายใต้การยึดครองของทหารนั้น เชื่อถือไม่ได้
แม้จะไม่เห็นด้วยเลยกับนโยบายของรัฐบาลรัสเซีย แต่เธอก็ไม่เห็นด้วยกับนโยบายฝ่ายตะวันตก ที่มองการหยุดยิงเหมือนเป็นการยอมแพ้ โดยไม่ต้องถาม เธอบอกเองว่า ทางออกคือการหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไข การบอกว่าให้รัสเซียถอนทหารออกไปจากดินแดนรัสเซียก่อนจึงจะเริ่มการเจรจา หรือบอกว่าให้ยอมรับว่าภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออกของยูเครนทั้งหมด รวมทั้งดินแดนในส่วนที่ยังไม่ถูกรัสเซียยึดครองเป็นของรัสเซียก่อนที่จะเริ่มเจรจา คือการตั้งเงื่อนไขที่เทียบได้กับการปฏิเสธการหยุดยิงหรือการเจรจาไปในตัว
การไม่ตั้งเงื่อนไขและหยุดยิงทันที หมายถึงการยุติการฆ่าฟัน ณ บัดดล ไม่มีฝ่ายใดจะได้ชัยชนะโดยใช้กำลังสู้รบ เมื่อหยุดยิงแล้ว จึงควรหันมาใช้วิธีการทางการทูตเพื่อหาคำตอบที่ตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานของประชาชน ซอนยาตั้งคำถามขึ้นลอย ๆ ว่า ทำไมหนอสหรัฐจึงไม่เห็นด้วยกับการหยุดยิง ผมถามว่าจะมีประเทศใดหรือองค์กรใดไหม ที่พอจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยหรืออำนวยความสะดวกในการเจรจาหยุดยิง จะเป็นยูเอ็นได้ไหม เสียดายที่ประเทศสแกนดิเนเวียและสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นกลางมานานและใฝ่สันติ กับอยู่ข้างยูเครนเสียแล้ว ส่วนอีกหลายประเทศ เช่นตุรกี จีน เบลารุส แม้แต่กรุงวาติกัน ที่อยากให้มีการหยุดยิง แต่คงช่วยไม่ได้มาก ตราบใดที่ตัวแสดงหลัก เช่น เซเลนสกี ปูติน และไบเดน ต่างตั้งเงื่อนไขที่ยากเกินกว่าที่จะทำได้ ซอนยาตอบว่ายังมองไม่เห็นองค์กรหรือประเทศใดที่จะมีบทบาทเช่นนั้นได้
ผมเลยท่องไปในอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็ว พบว่ามีหลายบทความที่ตั้งและตอบคำถามเองว่า สงครามยูเครนจะหยุดลงได้อย่างไร โดยคำตอบมีต่าง ๆ นานา มีบ้างที่ตอบแบบเข้าข้างจนเกินไป หรือตอบแบบสะใจ จึงขอเลือกฉากทัศน์การยุติสงครามบางฉากทัศน์ มานำเสนอดังนี้
– ปูตินถูกปลดจากอำนาจ โดยยูเครนไม่ต้องยกธงขาวอย่างที่พระสันตะปาปาเสนอ เพราะการยอมแพ้ของยูเครนจะมีผลกระทบกว้างไกลในระดับโลก โดยจะมีการเอาอย่างการยึดครองดินแดนด้วยกำลังในที่อื่น ๆ อีก
– เริ่มเจรจาตอนนี้จะดีกว่า เพราะรัสเซียต่างหากที่ได้เปรียบในสนามรบ และกำลังแสวงตำแหน่งที่ได้เปรียบถ้ามีการเจรจา การอนุญาตให้ยูเครนโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียคงช่วยไม่ได้มาก เจรจากันตอนนี้ดีกว่าปล่อยให้ยูเครนเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก เวลาไม่เข้าข้างยูเครน ในอีกด้านหนึ่ง ดูเหมือนว่าชาวรัสเซียส่วนใหญ่จะเลือกสันติภาพ เพราะการทำสงครามต่อไปหมายถึงการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นของลูกหลานชาวรัสเซีย ปูตินคงรับรู้เรื่องนี้ดี และจะหาทางประนีประนอมเพื่อสันติภาพ แม้ทุกฝ่ายจะไม่ได้ดังใจไปทั้งหมด
– ยูเครนได้ชัยชนะ ขับไล่ทหารรัสเซียออกจากยูเครน และจับปูตินขึ้นศาลโลกในข้อหาอาชญากรสงคราม
– สงครามดำเนินต่อไป ไม่มีการแพ้ชนะ ไม่มีความหวังด้านสันติภาพอีกนานเท่านาน มีแต่การสูญเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
– มีการเจรจาหาข้อตกลงสันติภาพ เช่น 1) ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีและนำร่องการเจรจากับปูติน หรือ 2) เซเล็นสกี หมดวาระและพ้นจากอำนาจ โดยประธานาธิบดีคนใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งมีนโยบายยุติสงครามด้วยการเจรจา หรือ 3) มีข้อตกลงสันติภาพที่ยูเอ็นรับรอง ซึ่งเริ่มด้วยการหยุดยิง การทำให้ดินแดนที่มีความขัดแย้งเป็นเขตปลอดทหาร และยูเอ็นส่งกองกำลังเข้าไปแทนเพื่อรักษาสันติภาพ ประเทศพัฒนาจัดตั้งกองทุนเพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซมวัตถุสมบัติที่ถูกทำลายโดยสงคราม และอำนวยความสะดวกให้ผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยได้กลับคืนสู่ที่อยู่อาศัยเดิม ฝ่ายตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรรัสเซียในทางเศรษฐกิจ ยูเอ็นจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อถามประชากรในพื้นที่ขัดแย้งว่า ส่วนใดต้องการจะอยู่กับยูเครนหรือกับรัสเซีย เมื่อมีพรมแดนใหม่ สหรัฐและรัสเซียพร้อมให้หลักประกันแก่ยูเครนว่าจะไม่มีการละเมิดเขตแดนใหม่อีกในอนาคต ฯลฯ หรือ 4) ปูตินยอมลงจากตำแหน่งด้วยเหตุปัจจัยที่ยังคาดไม่ได้ในขณะนี้
– สงครามยูเครนจะไม่ยุติ เว้นแต่ว่ารัสเซียกับยูเครนจะเริ่มการเจรจา แต่การเจรจาเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจุดยืนของทั้งสองฝ่ายต่างกันมาก การประนีประนอมไม่ใช้เรื่องง่าย อย่างไรก็ดี ถ้าผู้นำและประชาชาติไม่สามารถกำหนดวิถีของตนเอง กระแสแห่งประวัติศาสตร์จะกำหนดวิถีนั้นให้เอง เพราะไม่มีสงครามใดที่อยู่นอกเหนือความเป็นอนิจจัง จะมีเหตุการณ์ที่มาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขอาจเกิดขึ้นได้ โดยทั้งสองฝ่ายจะหยุดพร้อมกัน หรือฝ่ายหนึ่งหยุดก่อนก็ได้ การหยุดยิงเป็นการสร้างสันติภาพเชิงลบ ที่เปิดทางไปสู่การเจรจาหาทางออกร่วมกัน และการสร้างสันติภาพเชิงบวก ที่ประกอบด้วยการเยียวยา ฟื้นฟู และการพัฒนา ข้อเสนอการหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขนั้นเข้าใจได้ง่าย และอาจเป็นไปได้ถ้าไม่มีใครค้าสงคราม และอาจเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตะวันออกกลาง หรือในยูเครน
โคทม อารียา

