การเชิญ นายเนวิน ชิดชอบ พ่วง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าบ้านจันทร์ส่องหล้า
เพื่อ “รับพร” เนื่องในโอกาสวันเกิดครบ 66 ปีของนายเนวิน จาก นายทักษิณ ชินวัตร นั้น
หากพิจารณาจากสถานะของคนที่เคยเป็น “นาย” และเคยเป็น “ลูกน้อง” ก็เหมาะสม
กระนั้น นั่นเป็นเรื่อง ใน “อดีต”
แต่ “ปัจจุบัน” ไม่แน่ใจนักว่า สถานะ “นาย” กับ “ลูกน้อง” ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นหรือไม่
โดยเฉพาะ เมื่อแลผ่าน ความสัมพันธ์ ของพรรค “เพื่อไทย-ภูมิใจไทย”
ดูเหมือนว่า ความเป็นนายกับลูกน้อง ดูจะ “เจือจาง” ลงมาก
เพราะเพื่อไทย ไม่อาจสั่งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็จขาดอีกแล้ว
ขณะที่ภูมิใจไทยก็มีความเป็นตัวของตัวเอง มากยิ่งขึ้นทุกที
ตัวอย่าง ที่เกิดขึ้น ไม่กี่วันหลังการพบปะที่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า”
นั่นก็คือ การที่ “ภูมิใจไทย” มีมติสวนทางพรรครัฐบาลทุกพรรค
ด้วยการงดออกเสียงการลงมติร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติซึ่งวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ชั้น
แสดงท่าทีชัดเจนที่จะไหลเลื่อนไปกับวุฒิสภา มากกว่าพรรครัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทย
ยืนยันว่า ในทางการเมือง ไม่มีคำว่า นาย กับ ลูกน้อง ที่จะชี้นิ้วสั่งให้ทำโน่นทำนี่ได้อีกแล้ว
ตรงกันข้าม คำว่า “หุ้นส่วน” หรือ คำว่า “อำนาจต่อรอง” ถูกหยิบยกมาใช้มากขึ้น
พรรคเพื่อไทยอาจจะครองเสียงข้างมากในสภาล่าง
แต่พรรคภูมิใจไทย ก็มีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม กับ สภาสูง
ความได้เปรียบเสียเปรียบในทางการเมืองมีต่างกันไม่มาก
ในวันนี้ พรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ อุ้มประคอง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หวังให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ตลอดรอดฝั่ง
เช่นกันในวันนี้ นายเนวิน ก็มีคำอวยพรผ่านพิธี “ปะกำช้าง” อันเข้มขลัง ให้นายอนุทิน เป็น “นายกรัฐมนตรี”
จนนำไปสู่ วาทกรรม “นายกฯคนละครึ่ง” อย่างครึกโครม
แน่นอนนี่ไม่ใช่วาทกรรม ที่อยู่บนพื้นฐาน ระหว่าง นาย กับ ลูกน้อง
แต่คือวาทกรรมที่สะท้อนถึง การเท่าเทียม กัน ของ 2 พรรค เพื่อไทยและภูมิใจไทย มากกว่า
และน่าสนใจว่า จากความเท่าเทียม นี้ จะพลิกผันไปสู่จุดใดอีก
อย่างที่ทราบกัน ตอนนี้ พรรคเพื่อไทย กำลังหักโค่น พรรคพลังประชารัฐ ผ่าน “ตัวแทน” อย่างเข้มข้น
เพื่อไทย ให้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ไล่บี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ในเรื่อง “ขาดประชุมสภา” ที่จะบานปลายไปสู่ปัญหาการเมืองอื่นอีกในหลายเรื่อง
ขณะที่ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ในฐานะคน “รู้จักรักใคร่” กับนายไพบลูย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ก็ออกมาหว่าน “แห” กว้างหลายศอก ไล่ล่า นายทักษิณ และพรรคเพื่อไทย เพื่อนำตัวขึ้นสู่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยใช้ “ประเด็นเอียงขวา” 6 ประเด็น มามัดไม่ให้ดิ้นไปไหน โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับ สถาบัน-รัฐธรรมนูญ-ชาตินิยม
ซึ่ง แม้พรรคเพื่อไทยจะบอกว่าไม่หนักใจ
แต่กระนั้น หากเกิดศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย และเดินหน้าไต่สวน ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไร แต่ภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะมาเขย่าความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย อย่างสูง
และจำเป็นต้องอาศัยความเป็น “เอกภาพ” จากพรรคร่วมรัฐบาล ในการฟันฝ่าปัญหา สูงมาก
หากพรรคภูมิใจไทย และวุฒิสภา ซึ่งมีแนวโน้มที่อยากจะชิงชูธงนำการเป็น “ฝ่ายอนุรักษ์” ที่อ่อนไหวกับเรื่องสถาบัน-รัฐธรรมนูญ-ชาตินิยม เกิดยืนกอดอกมองพรรคเพื่อไทยสู้ไปโดยลำพัง
อย่างนั้นรัฐบาลและเพื่อไทยก็คงเหนื่อยหนักแน่
จึงอาจบีบให้จำต้องยอมทำตามสิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ต้องการ มากขึ้นเรื่อยๆ
จากนายกับลูกน้อง ตอนนี้เป็นหุ้นส่วน
แต่ที่สุดอาจพลิกกลายเป็น “ลูกไล่” ก็ได้
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

