หน้าแรก บทความ ทุกคนควรมีพื้...

ทุกคนควรมีพื้นที่แสดงออกเพื่อการอยู่ร่วมกัน

13.10.24 | 13:00 น.

ทุกคนควรมีพื้นที่แสดงออกเพื่อการอยู่ร่วมกัน

ในสังคมยามวิกฤต เรามักหาผู้เป็นอื่นจำนวนหนึ่งมาเป็นศัตรู เพื่อกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหลาย วิกฤตสำคัญของสังคมไทยมี อาทิ วิกฤตด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งหลายคนจะกล่าวโทษกลุ่มของทักษิณ ชินวัตร วิกฤตด้านอัตลักษณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหลายคนจะกล่าวโทษกลุ่มมลายูมุสลิม ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ มีฝ่ายนิยมจีนที่พยายามกล่าวโทษสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายชาตินิยมจัดก็กล่าวโทษยูเอ็นพร้อมไปด้วย เป็นต้น

ผลก็คือหลายคนไม่อยากอยู่ร่วมกับกลุ่มของทักษิณ หลายคนต้องการปราบขบวนการผู้เห็นต่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้หมดสิ้น และก็มีพวกที่มองว่าสหรัฐฯและยูเอ็นคอยแทรกแซงอธิปไตย โดยเป็นที่มาของแนวคิดประชาธิปไตยเสรี คอยยุยงส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ตลอดจนสนับสนุนพวกเอ็นจีโอให้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐ เป็นต้น จากที่เคยมองจีนเมื่อหลายสิบปีก่อนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กลับมองว่าสหรัฐฯปัจจุบันเป็นภัยมากกว่า

การมองกลุ่มทักษิณเป็นศัตรู หรือเห็นว่านโยบายทักษิโณมิกส์เป็นผลเสียต่อบ้านเมือง ทำให้ผมนึกไปถึงลัทธิเปรอน (peronism) ของอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวคิดชาตินิยม สังคมนิยม ประชาธิปไตยอำนาจนิยม แนวคิดนี้สืบเนื่องมาจากนายพลฆวน เปรอน ที่ขึ้นมามีอำนาจผ่านการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1946 ก่อนหน้านั้นสองปี ขณะที่เป็นรองประธานาธิบดีในรัฐบาลทหาร เขาแต่งงานกับสาวสวยชื่อ เอวิตา ซึ่งจากนางแบบและดารา เธอได้กลายมาเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง เธอทำงานการเมืองด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม ทำให้ผู้ใช้แรงงานและคนยากจนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ฆวน เปรอน ได้รับความนิยมและชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่สองในปี ค.ศ. 1952 อย่างท่วมท้น แต่เอวิตาก็เสียชีวิตลงในปีนั้นเอง ด้วยโรคลูคีเมีย ต่อมาทหารก็ทำการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของเปรอน จนเขาต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศสเปนร่วมยี่สิบปี ก่อนที่จะกลับมาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สามในปี ค.ศ. 1973 แต่ดำรงตำแหน่งเพียงปีเดียวก็เสียชีวิต ภรรยาคนใหม่ของเขาชื่ออิสซาเบลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดี ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แต่อยู่ไม่ได้นานก็ถูกรัฐประหาร อย่างไรก็ดี เอวิตายังเป็นตำนานในความทรงจำของชาวอาร์เจนตินา และลัทธิเปรอนที่ทหารและฝ่ายขวาต่อต้านมาตลอดก็ยังอยู่ในความทรงจำทางการเมือง จนต่อมา ได้มีนักการเมืองจากพรรคที่นิยมเปรอนได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีหลายคน คนล่าสุดที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งในปีนี้ก็มาจากสายเปรอน แนวคิดที่ผสมผสาน ชาตินิยม สังคมนิยม และอำนาจนิยมของเปรอนเป็นแนวคิดที่ฝ่ายทหารฆ่าไม่ตาย และอยู่ในความนิยมทางการเมืองของชาวอาร์เจนตินาจำนวนหนึ่ง มาประมาณ 78 ปีแล้ว

ลองมาฟังมุมมองของนักวิชาการคนหนึ่งดูบ้าง เธอไม่ได้อ้างตนเป็นมลายูมุสลิมร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเธอเป็นมุสลิมลูกครึ่งมลายูล้านนา และคงเหมือนคนอีกหลาย ๆ คน ที่มีหลายเชื้อสาย จากการไปตรวจดีเอ็นเอพบว่า เธอมีเชื้อสายทั้งจีน มาเลย์ เวียดนาม/เขมร เมลาโพนีเซียน เธอชื่อดวงยิหวา อุตรสินธุ์ เธอไปดูงานที่เมืองเฮบบรอน ประเทศอิสราเอล ที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญทั้งต่อชาวยิวและชาวอาหรับ เธอเปรียบเทียบเฮบบรอนกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนี้

Advertisement

ข้อแตกต่างระหว่างสามจังหวัดภาคใต้กับปาเลสไตน์คือ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) คนทั้งสองศาสนาไม่ได้เกลียดชังกันขนาดนี้ มันเป็นเรื่องระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายขบวนการ โดยพลเรือนอยู่ตรงกลาง ขณะที่ฝั่งปาเลสไตน์เป็นการสู้กันระหว่างพลเรือนทั้งสองฝ่าย และเป็นการสู้กันระหว่างพลเรือนปาเลสไตน์กับทหารอิสราเอล แล้วต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องศาสนาที่เป็นตัวต้นเหตุของความขัดแย้ง คนปาเลสไตน์เองมีทั้งคริสเตียนและมุสลิม โดยชาวปาเลสไตน์-คริสเตียนก็ถูกกระทำแบบเลวร้ายพอกัน ล่าสุดก็ถูกกีดกันสิทธิ์ในการข้ามฟาก (wall) เพื่อไปร่วมพิธีอีสเตอร์ทางฟากเยรูซาเล็ม คนที่เป็นยิวหลายคนก็ไม่ได้สนับสนุนการขยายเขตการครอบครองดินแดน เช่น อาจารย์ที่ชวนเธอไปสอนที่มหาวิทยาลัย ลูกสาวของเขาถูกจับติดคุกหลายปีเพราะไม่ยอมเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร และต่อต้านการรุกรานคนปาเลสไตน์ ฉะนั้น เราไม่ควรเหมารวม

เรื่องหนึ่งที่เหมือนกันระหว่างที่อิสราเอลกับ จชต. คือ มีด่านตรวจเต็มไปหมด บางด่านมีทหารนั่งในป้อม ตั้งปืนกลเตรียมไว้ เพราะมีเหตุการณ์ผู้ก่อการฝ่ายปาเลสไตน์ขับรถพุ่งชนป้อมทหาร บางทีใช้รถบรรทุกขับพุ่งชน ดังนั้นทหารจะตั้งท่าจ่อยิงเฉพาะป้ายทะเบียนปาเลสไตน์ที่มีพื้นขาว ตัวหนังสือเขียว ขณะที่ป้ายทะเบียนของอิสราเอลมีสีเหลือง ถ้าเป็นบ้านเรา เขาไม่เอารถตัวเองหรือป้ายทะเบียนตัวเองชนทหารหรอก เขาคงขโมยรถป้ายทะเบียนอิสราเอลไปทำ เรื่องอะไรจะใช้รถตัวเอง นอกจากนี้ สิ่งที่เหมือนกันก็มีเรื่องการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม ข่มขู่ ต่อให้มีคนอิสราเอลทำร้ายคนปาเลสไตน์ ตำรวจ/ทหารก็ไม่สนใจ แต่ถ้าคนอิสราเอลที่เป็นพวกตั้งถิ่นฐานใหม่ถูกทำร้าย ทหารอิสราเอลจะจัดการคนปาเลสไตน์ทันที

เหตุที่เธอได้มาที่นี่เพราะได้มีโอกาสมาบรรยายเรื่องความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้ที่มหาวิทยาลัยที่เยรูซาเล็ม ตอนแรกเธอก็ตั้งใจแบ่งปันส่วนที่ไปเจอมาที่เฮบบรอนแล้วเปรียบเทียบกับสามจังหวัดให้นักศึกษาเห็น แต่อาจารย์เจ้าของวิชาบอกว่าอย่างไรก็ต้องระวัง พยายามอย่ากระตุ้นหรือเร้าให้ทะเลาะกัน เพราะในห้องมีทั้งสองฝ่าย จึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ

เธอพูดถึงเรื่องจุดตรวจ การเดินตรวจตราของทหาร และอื่น ๆ จนนักศึกษาคนหนึ่งถามขึ้นมาว่า ทำไมสยามต้องรวมปาตานีเข้ามาด้วย ได้โอกาส เธอเลยตอบว่า มีใครบ้างในโลกนี้ที่มีอำนาจและมีความเป็นเจ้าอาณานิคมแล้ว จะไม่อยากขยายดินแดน?

แน่นอนว่าในมุมมองของฝ่ายความมั่นคง เรื่องการเป็นเจ้าอาณานิคมผ่านไปนานแล้ว ข้อสรุปคือบูรณภาพของดินแดนของรัฐไทยเป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการโดยนานาประเทศ ดินแดนนี้แบ่งแยกไม่ได้ เพื่อจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ขอให้ฝ่ายขบวนการฯยุติการใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและต้องถูกดำเนินการ “ปิดล้อม ตรวจค้น และจับกุม” เพื่อมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ถ้าไม่ยอมให้จับกุมก็ต้องใช้วิธีจับตาย

ส่วนกรณีความเกลียดชังคนต่างด้าวของฝ่ายขวา และมีผลพลอยให้เลือกข้างในเวทีภูมิรัฐศาสตร์นั้น เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากขึ้น เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่มีตัวเลือกให้ชัง ให้ชอบมากกว่า โดยทั่วไป เรามักเลือกชัง รังเกียจเพื่อนบ้านที่ฐานะทางเศรษฐกิจด้อยกว่าเรา สมัยเมื่อประมาณหกสิบปีที่แล้ว ชาวฝรั่งเศสจะเหยียดชาวสเปนที่มาหางานทำ ส่วนชาวอังกฤษนั้นดูแคลนชาวไอริชมาแต่ไหนแต่ไร มาบัดนี้ ทั้งสเปนและไอร์แลนด์มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจจนไล่ตามทันเพื่อนบ้าน การรังเกียจได้หายไป ส่วนคนไทยจำนวนหนึ่ง เคยกลัวชาวเวียดนามที่เป็นคอมมิวนิสต์และมีความเข้มแข็งทางการทหาร มาบัดนี้เวียดนามเจริญก้าวหน้าในหลายด้าน การดูแคลนจึงมาลงที่ชาวพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งจำนวนมากมาหางานทำในประเทศไทย และช่วยเศรษฐกิจไทยโดยทำงานที่คนไทยไม่อยากทำ

เพื่อนผมคนหนึ่งส่ง tik tok มาให้ดู/ฟัง ที่แสดงถึงความรู้สึกชาตินิยมจัดและการรังเกียจเพื่อนบ้าน รวมไปถึงการกล่าวโทษนักการเมืองที่ไม่ถูกชะตาอย่างแรงไปด้วย จึงขอนำเนื้อหาของ tik tok นั้น มาเสนอเพื่อเป็นตัวอย่างการรังเกียจดังกล่าว ดังนี้

“คนไทยขอประกาศให้ยูเอ็นมารับพวกคนต่างด้าวที่เกิดและอาศัยอยู่เมืองไทย ไปเลี้ยงส่งเสีย ให้เรียน ดูแลให้หมดเลยครับ อย่ามาใช้พื้นที่ ทรัพยากรของแผ่นดินไทย สร้างเยาวชนเป็นกองกำลังให้พวกมือที่สาม อย่ามาเรียนเป็นคนไทย อย่าเอาเปรียบคนไทย อย่ามาใช้วิธีเรียนฟรีด้วยภาษีคนอื่น เด็กไทยยังด้อยโอกาสในระบบการศึกษาอีกเยอะ ภาษีคนไทยไม่ได้มีไว้ให้คนอื่นช่วยใช้ แค่นักการเมืองผลาญงบก็จะล่มจมอยู่แล้ว ถ้าอยากจะเลี้ยงจริง ๆ ก็ตัดงบค่าอาหาร ส.ส. กับ ส.ว., เบี้ยประชุมกรรมาธิการ, งบอ้างดูงานต่างประเทศ, เงินบำนาญ ส.ส., ใช้สนับสนุนต่างด้าวเลย กล้าไหม”

เพื่อนหนอเพื่อน คิดอะไรอยู่นี่

ขอย้อนกลับไปที่การกล่าวโทษกลุ่มชินวัตร เป็นไปได้ไหมที่ความไม่พอใจส่วนหนึ่งมาจากการที่กลุ่มนี้ เวลามีอำนาจทางการเมือง ก็มักเอาใจคนชนบทและคนที่มีรายได้ต่ำ ที่ไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ชนชั้นกลางที่มีรายได้มากหน่อย ต้องแบกรับภาระภาษี อย่างไรก็ดี การแบ่งชนชั้นมีอยู่ในทุกประเทศ ขอยกตัวอย่างของประเทศอิราเอลตามคำบอกเล่าของดวงยีหวา ดังนี้

ไกด์ของดวงยีหวา ที่นึกว่าเป็นคนยิว จริง ๆ แล้วเป็นคนอเมริกัน เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ พูดสำเนียงอเมริกันแบบแคลิฟอร์เนียจ๋า แต่เขาเป็น Hasidic Jews ซึ่งมีหลายสำนัก เขาเล่าให้ฟังว่าสำนักของเขาคือสำนักที่เน้นสันติภาพ เน้นการพูดคุยและทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เธอมาเรียนรู้ทีหลังว่ายิวในอิสราเอลมีการแบ่งชนชั้นกันพอดู ยิวที่มาจากสหรัฐอเมริกาหรืออังกฤษถูกมองว่าอยู่ชั้นเหนือสุด ถัดมาคือกลุ่ม Sephardic Jews ซึ่งอพยพมาจากยุโรปตะวันออก นอกจากนี้ยังมีคนยิวจากเอเชียกลาง โดยเฉพาะจากอุซเบกิสถาน และชั้นที่ถูกกดขี่ที่สุด คือ Ethiopian Jews นอกจากนี้ยังมีชนชาติพม่าเชื้อสายทิเบตที่เข้าใจกันว่าเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่สาบสูญของชนชาติอิสราเอลตามคัมภีร์ เป็นยิวที่อพยพมาจากแนวเขตชายแดนพม่ากับอินเดีย เป็นที่รู้จักกันในนามว่ากลุ่มชินลุง (Shinlung) นี่เป็นการแบ่งชนชั้นกันแบบหนึ่ง

ผมมาลองนึกดู ตามคำสอนของพุทธศาสนา เราต้องระวังเรื่อง อหังการ มมังการ หรือที่ท่านพุทธทาสใช้คำง่าย ๆ ว่า “ตัวกู ของกู” การยึดติดในเรื่องนี้ทำให้เราแตกแยก แบ่งเขาแบ่งเราจนขัดแย้งถึงตายอยู่ในทุกวันนี้ใช่หรือไม่ แต่ปัจจัยคงซับซ้อนหลากหลายกว่าปัจจัยระดับปัจเจก ปัจจัยระดับชาติอาจเรียกว่าเป็นการแบ่งชนชั้น และการแบ่งในลักษณะเอกลักษณ์นิยม (identity-based) โดยให้ความสำคัญแก่ “เอกลักษณ์” ของชนชาติตนที่ต้องปกป้องจากการรุกรานของเอกลักษณ์ผู้เป็นอื่น ส่วนปัจจัยระหว่างประเทศอาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ “อารยธรรม” ชาวยุโรปที่ก้าวหน้ากว่าทางอุตสาหกรรมและอาวุธ จึงอ้างการเผยแผ่ศาสนาบ้าง การเผยแผ่อารยธรรมที่ดีเลิศบ้าง ขณะเดียวกันก็ด้อยค่าอารยธรรมท้องถิ่น และขูดรีดทรัพยากรกลับไปใช้ในประเทศของตน

เรื่องราวระหว่างประเทศเรื่องราวหนึ่งคือการทำสงครามต่อการก่อการร้าย ในเรื่องนี้ขออ้างหนังสือของดานีแอล ซาลเลอนาเวอ ราชบัณฑิตของฝรั่งเศส ที่เขียนหนังสือเล่มเล็กชื่อ “เสียงจากข้างบน และความเงียบจากข้างล่าง” หนังสือขึ้นต้นโดยกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2020 ที่มีการฆ่าแล้วตัดคอครูสอนประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ที่เอาการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดไปแสดงให้นักเรียนดู นักการเมืองทุกฝ่ายล้วนเดือดดาล และประณามการก่อการร้ายครั้งนี้โดยพร้อมเพรียง และพาดพิงถึงศาสนาอิสลาม แล้วเลยไปถึงอิสลามการเมือง (Islamist) การก่อการร้าย และการอพยพเข้าเมืองของคนต่างด้าว ดานีแอลตั้งข้อสังเกตว่า ในเรื่องนี้ พลเมืองธรรมดาไม่ค่อยพูดอะไรในทางสาธารณะ คือขาดเสียงจากข้างล่างนั่นเอง

อันที่จริงในสถานการณ์เช่นนี้ พลเมืองธรรมดามีเสรีภาพในการพูด เขียน และพิมพ์เผยแพร่ (ตราบใดที่กระทำในขอบเขตของกฎหมาย) เพื่อที่จะแสดงออกว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และอยากให้รัฐทำอะไรเพื่อตัดทอนสาเหตุของการก่อการร้าย แต่ที่ไม่ค่อยแสดงออก อาจไปเพราะพลเมืองธรรมดากลัวทั้งฝ่ายรัฐที่อาจก่อการร้ายจากข้างบนเสียเอง และกลัวฝ่ายผู้ก่อการร้ายที่อาจพาลมาทำร้ายผู้ออกความเห็น อย่างไรก็ดี หน้าที่ของพลเมืองมิได้มีเพียงไปออกเสียงเลือกตั้ง แล้วปล่อยให้ ส.ส. ไปคิดอ่านและบริหารราชการเอาเอง ในเรื่องสำคัญ เช่น การก่อการร้ายและการป้องกันที่เป็นเรื่องยาก พลเมืองควรมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะให้มากขึ้น
การกลัวภัยจากข้างบนมิใช่เป็นเรื่องโคมลอย อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 มิใช่หรือว่า ในการทำสงครามต่อผู้ก่อการร้าย ผู้ที่ไม่อยู่กับเรา คือผู้ที่ต่อต้านเรา ดานีแอลอ้างถึงหลักการพื้นฐานของการโฆษณาชวนเชื่อยามสงคราม ว่ามีสี่ข้อที่สำคัญคือ

1) ไม่ใช่ฝ่ายเราที่ต้องการทำสงคราม เราถูกบังคับให้ต้องทำ

2) โฉมหน้าของศัตรูคือความชั่วร้าย

3) เหตุเป้าหมาย (cause) ที่เราปกป้องเป็นเหตุที่ชอบ ที่ศักดิ์สิทธิ์ คุณค่าหลักของอารยธรรมอยู่ฝ่ายเรา

4) ใครก็ตามที่ปฏิเสธหรือตั้งข้อสงสัยต่อหลักการทั้งสามข้อข้างต้นคือผู้ทรยศ
ในเมื่อมีทั้งการก่อการร้ายจากข้างบนโดยรัฐ และการก่อการร้ายจากข้างล่างโดยผู้เลือกใช้ความรุนแรง พลเมืองธรรมดาย่อมกลัวที่จะสื่อสารความคิด ความรู้สึก แต่ความอึมครึมจากการไม่แสดงออกของข้างล่าง อาจทำให้ข้างบนเข้าใจผิดว่าข้างล่างเห็นด้วยกับพวกเขาก็เป็นได้ ในกรณีการฆ่าตัดคอครูสอนประวัติศาสตร์ ดานีแอลประณามการกระทำนั้นด้วยความรู้สึกจากใจโดยไม่ลังเล แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับเสียงจากข้างบน ที่ใช้หลักการพื้นฐานของการโฆษณาชวนเชื่อยามสงคราม 3 ข้อข้างต้นคือ ฝรั่งเศสไม่ต้องการทำสงคราม ผู้ก่อการร้ายคือมารร้ายใจเหี้ยมโหด และฝรั่งเศสกำลังต่อสู้เพื่อปกป้องคุณค่าของอารยธรรมตะวันตก

ดานีแอลตั้งข้อสังเกตกับคำกล่าวจากข้างบนที่ว่า “เราถูกโจมตีในสิ่งที่เราเป็น ไม่ใช่ในสิ่งที่เราทำ” แต่ผู้ก่อการร้ายที่ทำการโจมตีอย่างเหี้ยมโหดกลับบอกว่า “เราทอดทิ้งลูกและเมียไว้ที่ซีเรีย ท่ามกลางการทิ้งระเบิด เรามาที่ฝรั่งเศสเพื่อแก้แค้นแทนครอบครัวและญาติมิตรที่เสียชีวิตจากการแทรกแซงของฝรั่งเศสในซีเรีย” ต่างฝ่ายต่างกำลังใช้หลักการการโฆษณาชวนเชื่อข้อแรกมิใช่หรือ

ข้อที่สองกล่าวว่า โฉมหน้าศัตรูคือความชั่วร้าย บางครั้งโฆษณาว่าเป็นพวกที่ไม่เข้าใจภาษาอื่นใดนอกจากความรุนแรง การระเบิดตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์คือความชั่วร้าย การเผด็จการของซัดดัม และของกัดดาฟีคือความชั่วร้าย ฯลฯ แต่คงมีคนมองว่าการไปทำสงครามในอัฟกานิสถานก็เป็นความชั่วร้ายเหมือนกัน ในยามสงคราม ยิ่งมองว่าศัตรูชั่วเท่าไร ยิ่งทำลาย/ทำร้ายได้ถนัดมือ/ถนัดใจได้เท่านั้น นี่คือหลักการโฆษณาข้อที่สองนั่นเอง

ดานีแอลจำแนกระหว่างหลักการของสาธารณรัฐกับคุณค่า หลักการของสาธารณรัฐได้แก่กฎหมายที่ได้รับการยอมรับหลังการถกแถลงอย่างถ้วนถี่ โดยที่กฎหมายนั้นเป็นการแสดงออกของเจตจำนงทั่วไปของประชาชนตามแนวคิดของรุสโซ ส่วนคุณค่านั้นเป็นที่โต้แย้งได้มากกว่า ตะวันตกมักอ้างถึงคุณค่าที่เหนือกว่าเพราะเป็นคุณค่า “สากล” เมื่อเผชิญกับการก่อการร้าย ก็จะอ้างว่า “ผู้มีอารยธรรมจะต้องสามัคคีกันต่อสู้กับความป่าเถื่อน” แต่อันที่จริง ตั้งแต่เอเธนส์ โรม ชาวคริสต์ และนักล่าอาณานิคมจากยุโรป ต่างปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมของพวกเขา ประดุจว่าเป็นพวกป่าเถื่อนมาตลอด ในเรื่องคุณค่า ยากจะบอกว่าคุณค่าของอารยธรรมใดดีกว่ากัน ดังนั้น การทำสงครามเพื่อปกป้องคุณค่าก็อาจเป็นเพียงข้ออ้างในการโฆษณา และนี่คือข้อที่สามของหลักการโฆษณานั่นเอง

ส่วนหลักการข้อที่สี่ปิดประตูใส่ข้อโต้แย้งที่อาจมีต่อการโฆษณา ในเรื่องของภาพการ์ตูนล้อเลียนอย่างหยาบคาย สัปดน ทำให้อับอาย ก็ปิดประตูโดยอ้างว่า ผู้วาดภาพใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยชอบ แต่เรื่องนี้ต้องการฟังเสียงจากข้างล่างให้มากกว่านี้ การวาดรูปหยาบคายให้กระทบความรู้สึกของคนที่รักและเคารพผู้ที่ถูกล้อเลียนนั้น เป็นการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตหรือไม่ แล้วหลักการที่ว่า “อย่าทำต่อผู้อื่น ถ้าไม่อยากให้เขาทำเช่นนั้นต่อเรา” เล่า การเขียนรูปล้อเลียนที่สัปดนเป็นเสรีภาพหรือการขาดความรับผิดชอบกันแน่

ผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมดานีแอลถึงเรียกร้องให้ฟังเสียงจากข้างล่างมากขึ้น ก็ข้างล่างส่งเสียงผ่านสื่อสังคมได้อย่างมากมายอยู่แล้วมิใช่หรือ ผมไม่ทราบว่าประเทศฝรั่งเศสมีกฎหมายการส่งข่าวสารผ่านคอมพิวเตอร์ที่เข้มงวดและถูกนำมาใช้ทางการเมืองมากอย่างของเราไหม แต่ดานีแอลตั้งข้อสังเกตว่า สื่อสังคมส่วนใหญ่เป็นการสื่อในระดับปัจเจก มีส่วนน้อยที่เป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่จริงแล้ว การเรียกร้องให้ข้างล่างส่งเสียงมากขึ้น ไม่เฉพาะในเรื่องการป้องกันการก่อการร้าย ป้องกันการใส่ร้ายเพื่อแบ่งแยก ป้องกันความคิดชาตินิยมจัด ฯลฯ แต่ให้รวมถึงการร่วมกันหาทางออก ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันท่ามกลางการถกเถียง โต้แย้ง แตกต่าง ฯลฯ ได้อย่างไร

เรื่องการเปิดพื้นที่การแสดงออกเพื่อการอยู่ร่วมกันเป็นเรื่องใหญ่ จะมีเสียงจากข้างบนมาสนับสนุนบ้างไหม ส่วนเสียงจากข้างล่างพร้อมที่จะเป็นเสียงของพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากน้อยเพียงใด

โคทม อารียา