ถอดรหัสนโยบายจีนของแฮร์ริส
บรรยากาศเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน คามาลา แฮร์ริส นักการเมืองอเมริกันเลือดผสมเชื้อสายอินเดียและชนผิวดำ ได้แสดงวิสัยทัศน์รอบแรกอย่างมีสีสัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญญาอันเฉียบแหลมทางการเมือง และได้รับคะแนนสนับสนุนมากขึ้น การแจ้งเกิดของเธอเป็นประจักษ์ว่าสภาพการเมืองสหรัฐเกิดการเปลี่ยนแปลง
ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคือ หากเธอได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี นโยบายต่อจีนจะเดินไปในทิศทางใด คณะทำงานของเธอเปิดเผยก่อนถึงเวลาที่ควรเปิดเผยว่า ใช้นโยบายแข่งขันและร่วมมือควบคู่กันไป โดยไม่ละพื้นฐานของไบเดนทั้งหมด หากมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามควรแก่เหตุ แต่ไม่แข็งกร้าวเหมือนโดนัลด์ ทรัมป์ และก็ไม่หวนกลับไปใช้ “วิธีการสนทนา” ของบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม พอจะอนุมานได้ว่า “แฮร์ริส” คงต้องเพิ่มมาตรการสกัดจีนในขอบเขตเกี่ยวกับเทคโนโลยีระดับสูง แต่แสวงหาความร่วมมือกับจีนในด้านแก้ปัญหาด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
ส่วนการแสวงหาดุลยภาพทางยุทธศาสตร์ระหว่างจีน-สหรัฐจะสัมฤทธิผลหรือไม่ ย่อมเป็นการทดสอบถึงสติปัญญาทางการทูตของแฮร์ริส
คณะทำงานการทูตของแฮร์ริสได้จัดตั้งขึ้นแล้ว หนึ่งในนั้นคือ Phil Gordon ซึ่งสังคมมองว่า มีคุณสมบัติแฝง หรือสวมวิญญาณของ “คิสซิงเจอร์” ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตรับใช้รัฐบาลเดโมแครตมา 3 สมัย และคาดกันว่า เขาสามารถแสดงบทบาทสำคัญทางการทูต ถ้าแฮร์ริสได้รับเลือก
“กอร์ดอน” เสนอให้ใช้ลัทธิหลายฝ่ายกอปรกับยกระดับความสัมพันธ์พันธมิตรให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นการถ่วงดุลกับจีน หากมิใช่อาศัยการต่อต้านและแซงก์ชั่นมาสกัดจีน
ถ้าแฮร์ริสชนะเลือกตั้ง คณะทำงานก็ไม่ตกงาน พวกเขาวางแผนทำการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ แฮร์ริสก็เพียงทำตามที่พวกเขาได้เตรียมการและวางแผนไว้
ที่ว่าแฮร์ริสปฏิบัติตามนั้น ก็เพราะเป็นงานเฉพาะกิจ ละม้ายกับแพทย์เฉพาะทาง แต่แฮร์ริสมีความรู้ดี ไม่ต้องอ่านตามร่าง หรือดูข้อความที่พี่เลี้ยงส่งมาให้ทางโทรศัพท์ เพราะเธอเล่นการเมืองเป็นอ่านการเมืองออก และเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการเป็นนักการเมือง ถ้าได้รับเลือกในวันที่ 5 พฤศจิกายน เธอก็จะเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐที่มีวุฒิภาวะเหมาะสม มิใช่เป็น “ร่างทรง” หรือ “หุ่นเชิด” ของผู้ใด
หากสรุปประชามติทั่วประเทศและ Swing States ณ กลางเดือนตุลาคม คามาลา แฮร์ริสยังนำโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ที่บ้านพักทรัมป์ในรัฐฟลอริด้าก็ยังสูสีกัน ความนิยมแฮร์ริสน้อยกว่าเพียง 2 เปอร์เซ็นต์
ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าการโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ระหว่างแฮร์ริสกับทรัมป์ ไม่ว่าผู้ชิงรองประธานาธิบดีทั้งสองพรรคคือ ทิม วอลซ์ และเจดี แวนซ์ ล้วนหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นจีน อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรับรู้ร่วมกันของสองพรรคใหญ่เกี่ยวกับความเปราะบางของคำว่า “จีน” และเข้าใจดีว่าการฝ่าอุปสรรคนโยบายจีนมิใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหาจีนมีความสับสนมากอยู่
แต่ประเด็นสหรัฐเผชิญกับสงครามสองสนาม แฮร์ริสกับทรัมป์ มีความเห็นไม่ห่างกันมาก แต่กับไบเดนกลับมีความต่าง เพราะแฮร์ริสประสงค์ร่วมมือกับพันธมิตรยุโรปเอาชนะสงครามยูเครน เพื่อเป็นการข่มขู่มิให้ปูตินไปบุกรุกโปแลนด์และประเทศในยุโรปตะวันออก ส่วนทรัมป์ได้วางแผนยุติสงครามยุเครนแล้ว ไม่ว่าความเห็นจะเป็นอย่างไร ทั้งแฮร์ริสและทรัมป์ต่างมีเป้าหมายให้ยุติสงคราม เพียงแต่วิธีการมีความต่าง
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์กล่าวหาแฮร์ริสว่าเป็นผู้ต่อต้านชาวยิว ถ้าเลือกเธอเป็นประธานาธิบดี ภายในเวลา 2 ปี ชาวยิวในอิสราเอลต้องสูญสิ้น และเธอต้องกลับมาสนับสนุนผู้ประท้วงฝ่ายเหยี่ยวเอียงซ้ายหลายพันคนของปาเลสไตล์ให้สร้างประเทศ อีกทั้งใส่ร้ายแฮร์ริสว่าเป็น “ฆาตกรสงคราม”
จึงไม่แปลกที่ “ทิม วอลซ์” ผู้ชิงรองประธานาธิบดีออกมาประกาศว่า จะบรรจุชาวมุสลิมเข้าในรัฐบาลแฮร์ริส ทั้งนี้ เพื่อเรียกวิกฤตศรัทธาคืนในรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็น Swing State อันเป็นหีบบัตรใหญ่ของชาวมุสลิม
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

