ข่าวสารข้อมูลคืออะไร เป็นคุณหรือเป็นโทษ
ผมถนัดเขียนบทความในเชิงเรียบเรียงจากเอกสารมากกว่าจะเสนอความคิดแปลกใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเอง โดยคิดว่าการเรียบเรียงเช่นนี้ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อน แต่ก็ยังพอให้ข้อคิดและข่าวสารที่เป็นประโยชน์บ้าง เพื่อให้ผู้อ่านไปคิดต่อเอาเอง บทความนี้พอดีจะกล่าวถึงข่าวสารข้อมูล (information ซึ่งบางคนแปลว่าสารสนเทศ) โดยอ้างอิงเอกสารที่เป็นหนังสือเล่มใหม่ของ ยูวัล โนอาห์ ฮารารี ชื่อว่า “เน็กซัส” คำคำนี้แปลเป็นไทยได้ยากเหมือนกัน ขอทดลองแปลว่า “สายเชื่อมต่อ”
ผมซื้อหนังสือ “เน็กซัส” ที่ตีพิมพ์ในปี 2567 นี้ มาจากฝรั่งเศส ไม่คิดเลยว่าที่มหกรรมหนังสือจะมีฉบับแปลเป็นไทยวางขายเรียบร้อยแล้ว เสียดายที่ไม่ทันคิดซื้อติดมือมา เพราะจะช่วยไม่ให้ผมต้องคิดคำแปลสำหรับคำศัพท์หลาย ๆ คำของหนังสือเล่มนี้เอง คำกุญแจเบื้องต้นมีอยู่สองคำคือ “ข่าวสาร” กับ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ “ปญป.” บทที่หนึ่งมีชื่อว่า “ข่าวสารคืออะไร?” ถ้ารู้คำตอบคงตามเรื่องประวัติของเครือข่ายข่าวสารได้ดีขึ้นบ้างกระมัง แต่ยูวัลเริ่มต้นประโยคแรกว่า แม้จะเป็นมโมทัศน์หลักมูล แต่การให้นิยามแก่คำว่าข่าวสารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
นักฟิสิกส์มีความยากลำบากที่จะนิยามคำว่าข่าวสาร พอพอกับการนิยามคำว่า “สสารและพลังงาน” นักชีววิทยาก็พบปัญหาพอพอกันกับการนิยามคำว่าข่าวสาร ผมลองสืบค้นจากอินเทอร์เน็ตดู พบว่ามีทฤษฎีข่าวสารที่พัฒนาขึ้นในศาสตร์การสื่อสารคมนาคม โดยมีสมการคณิตศาสตร์สถิติที่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างข่าวสารกับเอนโทรปี ทว่า คำว่าเอนโทรปีก็เข้าใจยากไม่น้อยกว่าคำว่าข่าวสารนั่นแหละ นอกจากในทางฟิสิกส์ ข่าวสารยังเป็นคำสำคัญในทางชีววิทยาด้วย นักชีววิทยากล่าวว่าข่าวสารบรรจุอยู่ในการเรียงลำดับของยีน และพวกเขาสนใจที่จะศึกษาว่าการเรียงลำดับเช่นนั้นมีที่มาอย่างไร การเรียงลำดับจะคงรักษาไว้ได้ ส่งต่อไป และใช้ประโยชน์ในการผลิตโปรตีนได้อย่างไร เป็นต้น
ยูวัลอ้างความเป็นนักประวัติศาสตร์เพื่อให้นิยามอย่างง่ายว่า ข่าวสารหมายถึงสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อสื่อความหมายระหว่างกัน เช่น ในรูปของภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง รหัสโทรเลข รหัสลับ ภาษาคอมพิวเตอร์ สัญญาณต่าง ๆ ฯลฯ บทบาทสำคัญของข่าวสารคือการเป็นเน็กซัส หรือสายเชื่อมต่อทางสังคม ยูวัลจำแนกมโนทัศน์ของเราเกี่ยวกับข่าวสารออกเป็นสามมโนทัศน์ คือ มโนทัศน์ใสซื่อ (naive) มโนทัศน์ประวัติศาสตร์ และมโนทัศน์ประชานิยม มโนทัศน์ใสซื่อมองว่า ข่าวสารเป็นตัวแทน (representation) ของความเป็นจริง (reality) ยิ่งมีข่าวสารมากขึ้นเท่าไร เราจะยิ่งเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเท่านั้น และความจริงจะให้ทั้งปรีชาญาณและอำนาจแก่เรา ดังภาพข้างล่างนี้

ด้วยความใสซื่อ คนจำนวนมากคิดว่า การรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากบุคคลและแหล่งต่าง ๆ ได้มากเท่าไร และการสร้างเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นเท่าไร เราก็จะเข้าถึงความเข้าใจในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งด้านกายภาพ การแพทย์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ ได้ดีขึ้นเท่านั้น ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เรามีอำนาจมากขึ้นเท่านั้น ยังจะทำให้เรามีปรีชาญาณที่ดีขึ้น คือสามารถตัดสินใจในทางที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ได้ดีขึ้นนั่นเอง แน่นอนว่าหนทางที่จะพาเราเคลื่อนผ่านจากข่าวสารสู่ความจริงนั้น มีอุปสรรคขัดขวางนานัปการ เช่น ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล การจงใจบิดเบือน การมีอคติ ความไม่ครบถ้วน การวิเคราะห์ที่ผิดพลาด ฯลฯ แต่ความใสซื่อยังพาให้เชื่อว่า พิษที่พาเราสู่ความเท็จอาจถอนได้ด้วยการรวบรวมและประมวลข้อมูลให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก หากทำเช่นนี้ อคติหรือค่านิยมที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นม่านบังตา เช่น มีความเชื่อว่า “เชื้อชาติ” (race) เป็นกลุ่มประเภททางชีววิทยากลุ่มหนึ่ง ยาถอนพิษคือการให้ข้อมูลข่าวสารด้านประวัติศาสตร์และชีววิทยาที่เพิ่มมากขึ้นผ่านตลาดเสรีของข่าวสาร ท้ายที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงที่คัดค้าน “การชังเชื้อชาติ” (racism) ก็จะได้ชัย
มโนทัศน์ที่ยูวัลคิดว่าน่าจะสอดคล้องกับประวัติศาสตร์มากกว่ามโนทัศน์ใสซื่อที่มองว่าข่าวสารคือ “ข่าวดี” ได้แก่มโนทัศน์ที่มองว่านอกจากความจริงแล้ว ข่าวสารยังนำไปสู่ระเบียบด้วย ณ เวลาอันไกลโพ้น ข่าวสารแพร่ไปในแวดวงจำกัดในลักษณะปากต่อปาก เช่น ในหมู่กลุ่มเครือญาติที่ร่วมกันเก็บพืชพันธุ์ธัญญาหารและล่าสัตว์ หรือในหมู่บ้าน หรือในเครือข่ายของหมู่บ้าน ข่าวสารช่วยให้เกิดการร่วมมือกันหาอาหารและผลิตเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ฯลฯ ข่าวสารเริ่มจำเป็นมากขึ้นเมื่อเกิดเมือง และความจำเป็นเริ่มแรกคือการทำบัญชีทรัพย์สมบัติ เริ่มทีเดียวมีใช้การใช้แท่งไม้กดลงบนในแผ่นดินเหนียว หลังจากนั้นก็นำไปอบแห้ง แล้วเก็บรักษาแผ่นดินเหนียวนั้นไว้เป็นเหมือนบัญชีของธัญพืชในยุ้งฉาง เป็นต้น ต่อมาจึงมีการประดิษฐ์ตัวอักษร ที่ใช้เล่าเรื่อง โดยเฉพาะเล่าประวัติและความรุ่งเรืองของอาณาจักร โดยใช้ลายลักษณ์อักษรจารึกชัยชนะในสงคราม และวางระเบียบการปกครอง รวมทั้งจารึกกฎหมาย ดังนั้น ข่าวสารได้นำไปสู่ทั้ง “ความจริง” และระเบียบ ก่อนที่จะไปเป็นรากฐานของอำนาจ ซึ่งย้อนกลับมากำหนด “ความจริง” และระเบียบตามระบบคิดของผู้มีอำนาจนั่นเอง มโนทัศน์ประวัติศาสตร์สามารถเขียนเป็นภาพได้ดังนี้

อย่างไรก็ดี เราอาจจำแนกอำนาจออกเป็นอำนาจทางโลกและทางจิตวิญญาณ มีการจัดแจง “ความจริง” และระเบียบทั้งในส่วนของผู้ปกครองทางโลกและในส่วนของผู้รักษาความเชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ จริงอยู่ ผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาอาศัยกัน และต่างก็อ้างความไม่อาจผิดพลาดได้ (infallibility) ของตน แต่ในเรื่องนี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณสามารถทำได้ดีกว่า คือสามารถบัญญัติ “ความจริงสัมบูรณ์” ที่ไม่อาจผิดพลาดและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา ความจริงนี้จารึกไว้ในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ (the Book) ที่เรียกชื่อว่า “พระคัมภีร์” แล้วคัมภีร์มีที่มาอย่างไร?
ยูวัลเล่าประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ในธรรมเนียมของศาสนายูดายและคริสต์ ซึ่งขอนำมาเล่าต่อโดยสังเขปดังนี้ ก่อนการกำเนิดพระเยซูหลายพันปี บรรดาพระเจ้าได้ส่งสารถึงมนุษย์ผ่านหมอผี คนทรง นักบวช ศาสดาพยากรณ์ คำทำนาย (oracles) ฯลฯ แต่ศาสนายูดายถือกำเนิดขึ้นด้วยความเชื่อของบรรดาสาวก ว่า พระเจ้าของพวกเขามีอยู่พระองค์เดียว ซึ่งได้แสดงพระวจนในทุกเรื่อง ตั้งแต่การสร้างโลกไปจนถึงอาหารที่ควรหรือไม่ควรบริโภคแก่พวกเขา เหล่านี้ได้เขียนไว้ในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจผิดพลาดได้
แต่หนังสือเล่มดังกล่าวมิได้ตกลงมาจากสวรรค์ หากเป็นหนังสือที่บรรจุข้อความที่มนุษย์ได้ประมวลไว้ ผู้มีจิตศรัทธาเชื่อว่า หากรวบรวมนักปราชญ์ผู้ทรงปรีชาญาณและล้วนน่าเชื่อถือจำนวนหนึ่ง ให้มาคัดสรรเนื้อหาที่พึงมีในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ หากพวกเขาสามารถเห็นพ้องต้องกัน เวลานั้นคือเวลาแห่งการปิด (closure) ไม่รับเนื้อหาใหม่ เมื่อนั้น มนุษย์ได้ถูกตัดออกไปจากวงจร เหลือแต่พระวจนที่ไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถแทรกแซงได้อีกต่อไป อย่างไรก็ดี กระบวนการ “ปิด” มิให้มีมนุษย์ผู้ใดมาแทรกแซงนี้ย่อมใช้เวลา
ในหนึ่งสหัสวรรษก่อนการกำเนิดพระเยซู นักปราชญ์และศาสดาพยากรณ์ชาวยิวได้รวบรวมเอกสารสำคัญไว้จำนวนมาก ประกอบด้วยคำทำนาย บทกวี บทสวด พงศาวดาร ฯลฯ ในสมัยนั้น ไม่มีพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เพียงเล่มเดียว นักปราชญ์ชาวยิวใช้เวลาหลายศตวรรษกว่าจะตกลงกันได้ว่าเอกสารใดควรรับไว้ใส่ในพระคัมภีร์ในฐานะพระวจนทางการของพระเจ้าเยโฮวาห์ เอกสารใดควรตัดทิ้งไป ในสมัยพระเยซู เชื่อว่าเอกสารส่วนใหญ่ได้รับความเห็นพ้องต้องกันแล้ว แต่ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่อีกในหมู่นักปราชญ์ เช่น เถียงกันว่าควรใส่ Canticle of Canticles หรือ หนังสือเพลงของซาโลมอนไว้ด้วยหรือไม่ จึงต้องรอจนถึงยุคสมัยมาโซริติก (คริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 10) กว่าจะได้พระคัมภีร์ที่ครบสมบูรณ์ รวมทั้งตัวสะกดการันต์ และการออกเสียง เมื่อได้ผลลัพธ์เป็นพระคัมภีร์แล้ว ชาวยิวส่วนใหญ่ก็ค่อย ๆ ลืมบทบาทของมนุษย์ในกระบวนการอันยาวนานเพื่อรวบรวมพระคัมภีร์ไปเลย
เรื่องราวยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะตัวบทของพระคัมภีร์ย่อมเปิดให้มีการตีความ เช่น พระคัมภีร์ห้ามมิให้ทำงานในวันสะบาโต (วัน sabbath หรือวันเสาร์) มีการตีความว่า การกดปุ่มลิฟต์ถือเป็นการทำงาน ดังนั้น ในวันเสาร์ ลิฟต์จะจอดเองทุกชั้น ให้คนขึ้นลงโดยไม่ต้องทำงาน เป็นต้น เมื่อผู้สอนศาสนาหรือรับบี ตกลงกันได้ในเรื่องการตีความ ก็มีการประมวลอรรถาธิบายของพระคัมภีร์เป็นหนังสือเล่มใหม่ในชื่อว่า มิชนาห์ (Mishnah) ซึ่งผู้ศรัทธาหลายคนถือว่าเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน มีบางคนถึงกับเชื่อว่า พระเยโฮวาห์ทรงประทานมิชนาห์ให้แก่โมเซสที่ภูเขาซีนาย ไม่นานหลังจากที่ได้มีข้อยุติเกี่ยวกับเนื้อหาของมิชนาห์ ชาวยิวก็ถกเถียงกันต่อว่าจะตีความมิชนาห์อย่างไรจึงจะถูกต้อง กว่าจะได้ความเห็นพ้องต้องกันก็ต้องรอถึงคริสต์ศตวรรษที่ 5-6 จึงได้เป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์เล่มที่สาม ชื่อว่า ทาลมุด (Talmud) ซึ่งชาวยิวเกือบทั้งหมดถือเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางวัฒนธรรมของพวกเขา
เมื่อพระเยซูถือกำเนิดขึ้นในประเทศยิวที่ขณะนั้นอยู่ใต้การปกครองของโรม ในคริสต์ศตวรรษแรก ศาสนาคริสต์หามีเอกภาพไม่ หากประกอบด้วยกระแสความเชื่อหลายกระแส จะเห็นด้วยกันเพียงเรื่องเดียวคือ พระเยซูคริสตเจ้าคือตัวแทนของพระวจนของพระเยโฮวาห์ (ไม่ใช่พวกรับบี) ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 3 ชาวคริสต์ถกเถียงกันในเรื่องที่เขียนในพระคัมภีร์ (เก่า) ยิ่งไปกว่านั้น มีนักบุญหลายองค์ที่เขียนเล่าประวัติและคำสอนของพระเยซู รวมทั้ง อัครสาวกหลายองค์ (ในบรรดาสิบสององค์ที่มี) ก็ร่วมเขียนด้วย ภายใต้ชื่อว่าพระวรสาร (Gospel) ส่วนนักบุญเปาโล ผู้นำชาวคริสต์ยุคแรกก็เขียนเอกสารต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะ “จดหมาย” ที่มีอิทธิพลอย่างมากในเวลาต่อมา
ต้องรอจนถึงการประชุมสภาสงฆ์ (Synods) ที่เมืองฮิปโปน (ค.ศ. 393) และที่เมืองคาร์เทจ (ค.ศ. 397) กว่าจะได้ข้อยุติเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ในชื่อว่าพระคัมภีร์ใหม่ (New Testament) ซึ่งประกอบด้วยพระวรสารที่อยู่ในสารบบสี่ฉบับ (ของนักบุญมัทธิว, มาระโก, ลูกา, และยอห์น โดยตัดออกร่วมสิบฉบับ) และจดหมายของนักบุญเปาโลหลายฉบับ ฯลฯ พระคัมภีร์ใหม่ของชาวคริสต์ถือกำเนิดขึ้นร่วมสมัยกับคัมภีร์มิชนาห์และทัลมุดของชาวยิว
อย่างไรก็ดี ความเชื่อว่าข่าวสารบางข่าวสารไม่อาจผิดพลาดได้นั้น อาจนำไปสู่สงครามเช่นสงครามครูเสด การล่าพ่อมด-แม่มดก่อนยุคสมัยใหม่ สงครามศาสนาสามสิบปี การล่าอาณานิคมที่ได้รับอนุญาตจากพระสันตะปาปา ฯลฯ และแม้แต่สงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ในปัจจุบัน
แต่ยังมีมโนทัศน์ข่าวสารอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นของพวกประชานิยม ซึ่งคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งเดียวคือ “อำนาจ” ดังนั้น ข่าวสารคืออาวุธที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายคืออำนาจ ตามภาพข้างล่างนี้

ยูวัลเสนอว่าประชานิยมหมายถึงอุดมการณ์การเมืองแบบถึงรากโคน (radical) ที่อ้างประชาชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย ปรัชญาของมาร์กซ์ต้องการรับใช้ชนชั้นกรรมาชีพซึ่งก็คือประชาชนส่วนใหญ่ และเป็นอุดมการณ์การเมืองฝ่ายซ้าย ส่วนปรัชญาฟาสซิสต์ที่เป็นอุดมการณ์ฝ่ายขวาก็ต้องการรับใช้ประชาชนเหมือนกัน แต่เป็นประชาชนผู้มีเชื้อสายคอเคซอยด์ (Caucasoid) เป็นสำคัญ เพราะเป็นผู้ที่มีอารยธรรมสูง แต่ประชาชนจะเป็นใหญ่ได้ ต้องมีการนำโดยผู้นำที่เข้มแข็ง ได้แก่ผู้นำที่มีพรรคการเมืองเป็นกลไกรองรับการนำ ผู้นำเช่นนี้อ้างตนว่าเป็นผู้ที่ไม่อาจผิดพลาดได้ เพราะเป็น “อวตาร” ของ “ประชาชน” เป็นผู้อุทิศทั้งกายใจเพื่อประชาชน
สังเกตจากภาพข้างต้น พวกประชานิยมจะใช้เครือข่ายการสื่อสารที่รวมศูนย์เพื่อวัตถุประสงค์ที่แน่วแน่ คือการได้มา การคงรักษา และการใช้อำนาจ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้เพื่อประชาชน ดังนั้น เผด็จการที่เกิดขึ้นจากอุดมการณ์ประชานิยมจะไม่อดทนต่อฝ่ายค้าน และจะปราบปรามหรือใช้เล่ห์กลอย่างไม่ละอายแก่ใจ พวกเขาถือว่าเขารู้ความจริงดีกว่าใคร มีความยุติธรรมอยู่กับตนเพราะทำเพื่อ “ประชาชน” ระบอบของสหภาพโซเวียตและระบอบนาซีเป็นตัวอย่างสุดโต่งของการใช้ข่าวสารเป็นเครื่องมือสู่อำนาจ อันที่จริงก่อนหน้านั้น เช่น กรณีของจิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นกรณีของเผด็จการที่มีอำนาจสูงมาก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการเบ็ดเสร็จ (totalitarianism) เพราะยังขาดเครื่องมือการสื่อสารมวลชน เช่น โทรเลข หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เพื่อการเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง
ปัจจุบัน ผู้มีอำนาจสามารถใช้เครือข่ายข่าวสารที่ทรงพลังเพื่อเข้าถึงประชาชน ยูวัลจำแนกว่ามีความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเครือข่ายข่าวสารของระบอบประชาธิปไตยและระบอบประชานิยมอยู่สองประการคือ 1) เครือข่ายประชาธิปไตยมีสายเชื่อมต่อหรือเน็กซัสที่กระจายศูนย์ ส่วนเครือข่ายประชานิยมเป็นแบบรวมศูนย์ 2) ระบอบประชาธิปไตยมีกลไกในตัวเพื่อแก้ไขความผิดพลาด (self-correcting) ส่วนระบอบประชานิยมเชื่อในการนำของผู้นำหรือฝ่ายการนำที่ไม่อาจผิดพลาดได้
ผมอ่านหนังสือเน็กซัสของยูวัลภาคแรก “เครือข่ายมนุษย์” เพียงภาคเดียว ยังไม่ได้อ่านภาคสอง “เครือข่ายอนินทรีย์” (คงหมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์) และภาคสาม “นโยบายข่าวสาร” เพื่อเตือนใจนักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองในเรื่องปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะความจำเป็นของการมีกลไกในตัวเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดของเครือข่ายข่าวสาร แต่บทเรียนสำคัญที่ยูวัลเสนอในบทที่ห้า “การตัดสินใจ : ประวัติย่อของประชาธิปไตยและเผด็จการเบ็ดเสร็จ” คือการชวนให้เราไตร่ตรองให้ดีว่า ปัญญาประดิษฐ์อาจนำพาเราไปสู่การแบ่งโลกในอนาคตออกเป็นสองฝ่ายอย่างไร เช่น 1) เป็นแบบที่มีม่านซิลิคอนที่แบ่งผู้คนออกเป็นผู้ที่สามารถกับผู้ที่ไม่สามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ 2) เป็นแบบที่มนุษยชาติจะสามัคคีกันป้องกันภัยมิให้ปัญญาประดิษฐ์ที่เก่งกว่ามนุษย์ในทุกด้าน และดำเนินไปด้วยปัญญาของมันเอง เพื่อเข้าครอบครองโลก โดยบังคับมนุษย์ให้รับใช้ปัญญาประดิษฐ์นั้นเอง
ยูวัลกล่าวไว้หลายครั้งว่า เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ไม่สามารถทำนายอนาคต อย่าว่าแต่กำหนดอนาคตเลย ประวัติศาสตร์เพียงอาจช่วยให้เราระมัดระวังในการกำหนดนโยบายที่จะมีผลต่ออนาคต เช่น เสนอนโยบายลดภาวะโลกร้อน หรือนโยบายปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบและความรอบคอบมากขึ้น เขาเตือนเราแล้ว อย่างไรก็ดี อนาคตจะเป็นไปตามปัจจัยของมัน โดยเราอาจทำได้เพียงการเลือกนโยบายข่าวสารและนโยบายปัญญาประดิษฐ์ด้วยโยนิโสมนสิการ ตั้งแต่ปัจจุบัน
โคทม อารียา

