หน้าแรก บทความ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : แด่ ‘พี่แป๊ด’ แห่งร้าน ‘ก็องดิด’ : จงทำสวนของเราต่อไปบนความไม่ประมาท

23.10.24 | 11:42 น.

แด่ ‘พี่แป๊ด’ แห่งร้าน ‘ก็องดิด’ :
จงทำสวนของเราต่อไปบนความไม่ประมาท

เช้าวันศุกร์ปลายสัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงท้ายของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 มีข่าวร้ายที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงมาสู่นักอ่าน นักเขียน และคนในแวดวงการทำหนังสือส่วนหนึ่ง ว่า

“พี่แป๊ด” ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ ในช่วงค่ำยามดึกของวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2567

ที่ว่าข่าวร้ายนี้เหมือนสายฟ้าฟาดเพราะทุกคนในแวดวงเพิ่งจะได้พบ “พี่แป๊ด” ไปเมื่อไม่กี่วันในงานมหกรรมหนังสือที่พี่แป๊ดก็ยังคงมาจัดบูธและพบเจอพูดคุยกับเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการ แม้จะมีวี่แววของความป่วยไข้ไม่สบายอยู่บ้าง แต่ก็ดูเหมือนเป็นความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าอันพอคาดหมายได้จากการจัดบูธและดูแลงานหนังสือที่คนเข้าร่วมงานเนืองแน่นหนาตาเป็นประวัติการณ์

ผมได้รู้จักพี่แป๊ดครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ.2547 ในสมัยที่สื่อสังคมออนไลน์ยังอยู่ในรูปแบบของ “บล็อก” หรือ Weblog ยุคก่อนที่จะมีคำว่า “บล็อกเกอร์” แพร่หลาย คนเขียนบล็อกในแวดวงที่ผมอยู่และติดตามผลงานกันส่วนใหญ่จะเป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ในสายกฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวรรณกรรม บล็อกเกอร์ยุคนั้นที่มีชื่อเสียงและมีบทบาทในแวดวงอยู่จนถึงปัจจุบัน ก็เช่น “ปิ่น ปรเมศวร์” ซึ่งเป็นนามปากกาของอาจารย์ ดร.ปกป้อง จันวิทย์ “Etat de droit” นักเรียนกฎหมายระดับปริญญาเอก ซึ่งในภายหลังผู้คนรู้จักเขาในชื่อของ ปิยบุตร แสงกนกกุล “เผ่าจ้าว กำลังใจดี” คุณจักรพันธุ์ ขวัญมงคล บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์ BrandThink “คนชายขอบ” คุณสฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล นักวิชาการอิสระด้านการเงินและสังคม และ “โลกนี้มันช่างยีสต์” ของ แทนไท ประเสริฐกุล

Advertisement

ส่วนพี่แป๊ดนั้นเรารู้จักกันในฐานะของเจ้าของสำนักพิมพ์และบรรณาธิการ ผู้เขียนบล็อกแนวหนังสือ วรรณกรรม และศิลปะข้างเคียงโดยใช้นามแฝงและชื่อบล็อกว่า Grappe Between the line ซึ่งคำแรกคือชื่อเครื่องดื่มที่พี่เขาชื่นชอบ และส่วนที่เป็นเหมือนนามสกุลนั้นคือคำแปลของชื่อสำนักพิมพ์ “ระหว่างบรรทัด”

ผมมารู้จักเจอตัวและพูดคุยกับพี่แป๊ดอย่างจริงจังเอาในช่วงปี พ.ศ.2552-2553 ซึ่งพี่แป๊ดก็ได้รับดำเนินงานร้านหนังสือ “ก็องดิด” (Candide) ที่ถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว ซึ่งต่อมาร้านหนังสือเล็กๆ นี้ก็เป็นที่รวมตัวกันของผู้คนทั้งกลุ่มบล็อกเกอร์ยุคบุกเบิกที่กล่าวไปแล้ว และนักเขียน กวี นักคิด นักวิชาการด้านสังคม เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นร้านหนังสือกึ่งคาเฟ่แล้ว ยังเป็นที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ วรรณกรรม และวิชาการด้านสังคม บทบาทสำคัญอย่างหนึ่งของที่นี่ คือการเป็น “ที่พัก” ของผมและมิตรสหายอีกหลายท่าน

เป็นทั้ง “ที่พักกาย” จริงๆ ในบางวันที่มีกิจกรรมทางการเมืองบนถนนราชดำเนินซึ่งผมและมิตรสหายไปวนเวียนกันเข้าร่วม นอกจากบรรดานักเขียนนักวิชาการที่รู้จักกันแล้ว เราก็ยังได้รู้จักผู้คนร่วมความคิดและอุดมการณ์กันอีกหลายคน สองคนที่ผมได้พบเจอและทำความรู้จักกันที่ “ก็องดิด” ก็มีอาจารย์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และ “คุณต๋อม” ที่ผมไม่รู้ชื่อจริงจนกระทั่งอีกหลายปีจึงได้รู้จักว่าเขาคือ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคก้าวไกล

หลังจากนั้น การได้แวะเวียนไปร่วมกิจกรรมเสวนาทางวรรณกรรมและหนังสือที่ร้านนี้อีกหลายครั้ง ผมก็ได้พบปะพูดคุยและสนิทสนมกับนักเขียนอีกหลายท่าน เช่น ภาณุ ตรัยเวช ทราย เจริญปุระ ซะการีย์ยา อมตยา และแม้แต่ “พี่แขก” คำ ผกา โดยหลายคนที่ได้รู้จักกันที่ร้านก็องดิด แยกคอกวัว ต่อมาเป็นมิตรสหายที่คบหากันมาเกินสิบห้าปี

ในแง่นี้ความเป็น “ที่พักใจ” ของร้านก็องดิดนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งกับชีวิตช่วงนั้น หากใครยังจำได้ บรรยากาศของผู้คนในห้วงปีนั้น คือการครองกระแสหลักของบรรดาผู้มีความคิดแบบ “เสื้อหลากสี” ที่ไม่ใช่เพียงคิดว่าพวกตัวและวิถีของตนนั้นคือความถูกต้องหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่ยังเหยียดหยามและมองผู้คนที่เห็นต่างราวกับไม่ใช่มนุษย์ถึงขนาดดีใจสะใจกับความตายของผู้คน การเป็นนักเขียนนักวิชาการที่คิดต่างเห็นต่างจากกระแสหลักแล้วต้องไปอยู่ในแวดวงของผู้คนชนชั้นกลางชาวกรุงเหล่านั้นโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก

การมีอยู่ของร้านก็องดิดจึงเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของผมและมิตรสหายร่วมความคิดที่รวมตัวกันหลวมๆ และทำความรู้จักกันที่นั่น โดยเป็นเหมือนสถานที่หลบภัยทางสังคมให้พวกเราได้เชื่อมั่นที่จะ “ทำสวน” ของเราต่อไป ดังคำพูดของตัวละครชื่อเดียวกันนี้ในวรรณกรรมของโวลแตร์ (Voltaire) แวดวงมิตรสหายร้านก็องดิดนั้นช่วยประคองจิตประคองใจเราแต่ละคนให้ยืนยันในความคิด ความเชื่อ และสร้างงาน “ทำสวน” ในแนวทางของเราต่อไปโดยไม่ถูกกัดกินหรือเกลื่อนกลืนไปกับความคิดกระแสหลักได้จนถึงทุกวันนี้

เมื่อร้านก็องดิดก็หมดสัญญากับที่เดิมและย้ายมาเปิดใหม่ในโครงการเดอะแจม แฟคทอรี่ ใกล้ท่าเรือคลองสาน ของคุณดวงฤทธิ์ บุนนาค ซึ่งแม้ร้านใหม่จะมีพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าด้วยทำเลและการเดินทาง ทำให้ผมและมิตรสหายไปเยี่ยมเยือนพบปะกันที่ร้านก็องดิดกันได้น้อยลง แต่ถึงอย่างนั้นผมและมิตรสหายก็ยังได้พบปะพี่แป๊ดเป็นประจำในเทศกาลหนังสือประจำปีละสองครั้ง ทั้งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติเดือนเมษายน และงานมหกรรมหนังสือระดับชาติเดือนตุลาคม เพราะพี่แป๊ดก็จะไปเปิดบูธ “ระหว่างบรรทัด” อยู่เสมอ และต่อมาก็ไปรวมกับบูธของสำนักพิมพ์ที่รักใคร่นับถือกันมานานคือสำนักพิมพ์กำมะหยี่

และก็เป็นมาดามเจ้าสำนักพิมพ์กำมะหยี่นี้เองที่แจ้งข่าวร้ายนี้ต่อผู้คนในวงการหนังสือและวรรณกรรมว่าพี่แป๊ดได้เสียชีวิตลงแล้ว และหลังจากนั้น ในโซเชียลเน็ตเวิร์กก็เต็มไปด้วยรูปภาพและถ้อยคำไว้อาลัยพี่แป๊ด ซึ่งมาจากผู้คนในแวดวงนักเขียน นักอ่าน ศิลปิน และนักกิจกรรม นักวิชาการสายสังคมการเมือง ทำให้เราได้รู้ว่ามีคนรักและเคารพพี่แป๊ด รวมถึงได้รับอะไรต่างๆ จากการทำงานในวงการหนังสือและ “ร้านหนังสือก็องดิด” ของพี่แป๊ดมากมายนัก

ปัจฉิมโอวาทของพระพุทธองค์มีว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังตนให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” เช่นเดียวกับที่อาจารย์ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติ เคยเขียนและกล่าวไว้ว่า “ไม่มีใครรู้หรอกว่าพรุ่งนี้หรือความตายจะมาถึงก่อนกัน”

ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย และความตายอาจจะมาถึงผู้ใดเมื่อใดก็ได้นั้นเป็นเรื่องที่เราต่างรู้กันอยู่แล้ว เป็นกฎแห่งธรรมชาติอันจริงแท้ที่แม้จะไม่เชื่อไม่ถือในศาสนาใดเลยก็ต้องยอมรับในสัจธรรมข้อนี้ แต่ถึงจะรู้เช่นนั้น แต่ถ้ากล่าวกันตามจริง เราทั้งหลายล้วนใช้ชีวิตกันราวกับเชื่อว่าชีวิต เวลา และโอกาสของเราจะยังคงมีคงเป็นอยู่อย่างเดิมเช่นนั้น เพราะในทางความเป็นจริงแล้ว เราประเมินโอกาสที่เราหรือใครสักคนจะ “ตาย” ตามตรรกะแห่งความน่าจะเป็นและความเสี่ยง

สำหรับคนทั่วไปที่ยังมีอายุในเกณฑ์ที่ยังเรียกไม่ได้ว่าชราภาพ หากไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ระบบต่างๆ ในร่างกายไม่มีการทำงานที่ผิดปกติ หรือต่อให้กรณีที่มีโรคประจำตัวบ้างก็ยังรักษาบรรเทาควบคุมได้ โอกาสที่อยู่ดีๆ ชีวิตเราจะดับสิ้นลงด้วยเหตุทางร่างกายหรือสุขภาพนั้นก็ไม่น่าเกิดขึ้น ส่วนเหตุกะทันหันอย่างอุบัติเหตุนั้นสำหรับคนทั่วไปที่ใช้ชีวิตตามกิจวัตรปกติทุกวัน เดินทางในเส้นทางเดิมๆ ด้วยยานพาหนะหรือการขนส่งมวลชนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เราก็ใช้ชีวิตตามปกติแต่ละวัน และก็รอดชีวิตมามีพรุ่งนี้ต่อเนื่องได้แล้วร่วมหมื่นวัน โอกาสที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันให้วันพรุ่งนี้ไม่มาถึงนั้นคงต่ำเต็มที และไม่น่าจะเป็นเราที่โชคร้ายขนาดนั้น

แล้วเราก็เผลอใช้เกณฑ์ในการประเมินความเสี่ยงนี้กับผู้คนที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย ถ้าเขาหรือเธอยังมีอายุไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าสูงวัย ไม่ได้ป่วยไข้อะไรให้ได้รู้ ไม่ได้ทำงานการหรือใช้ชีวิตอย่างมีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่พอจะเป็นไปได้ เราก็จะเผลอคิดเอาว่า พวกเขาจะมีพรุ่งนี้หรือเดือนหน้าปีหน้าให้เราอยู่เสมอ ไว้ถ้าใครเริ่มเจ็บป่วยหรือมีเหตุทำท่าไม่ดี เราประเมินความเสี่ยงใหม่แล้วค่อยตระหนักว่าเวลาที่เราจะได้เจอเขานั้นอาจจะน้อยลง ในตอนนั้นเองที่เราอาจจะกลับไปพบหาดูใจเยี่ยมเยียนกันก็ไม่สาย

ทั้งที่เอาเข้าจริงเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการพบเจอของเรากับใครคนหนึ่งคนไหนครั้งใดจะเป็นการพบปะหรือพูดคุยกันเป็นครั้งสุดท้าย

ดังคำพูดหนึ่งที่ตรงกันของคนในวงการเขียนการอ่าน ที่กล่าวถึงพี่แป๊ดว่า “เพิ่งได้เจอพี่เขาในงานหนังสือเมื่อไม่กี่วันนี้แท้ๆ” หรือ “ถ้าไปงานหนังสือ ก็จะได้เจอพี่แป๊ดในงานหนังสืออยู่ที่บูธเป็นประจำ” โดยที่ไม่มีใครคาดหมายว่างานหนังสือเดือนตุลา 2567 จะเป็นงานหนังสือครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสได้เจอพี่แป๊ด เพียงแค่ช่วงสองสามวันแรกเท่านั้นด้วยซ้ำ

สำหรับตัวผมเองนั้น ในครั้งที่รวมเรื่องสั้น “ข้อความต่างด้าว” ของผมเข้ารอบ Longlist รางวัล

ซีไรต์ปี พ.ศ.2554 พี่แป๊ดเป็นคนโทรมาแจ้งข่าวดีนี้ให้ผมทราบพร้อมแสดงความยินดี นอกจากนี้ หนังสือรวมเรื่องสั้น “หญิงเสาและเรื่องราวอื่น” ของผมที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชนในปี พ.ศ.2556 ก็ได้จัดงานเปิดตัวที่ร้านก็องดิด คลองสาน ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวก็เข้าชิงรางวัลซีไรต์ถึงรอบ Shortlist ในปีต่อมา

แต่หลังจากนั้น สารภาพตามตรงว่าในช่วงปีหลังๆ นี้ ผมก็ได้ร้างลาจากวงการวรรณกรรมไปทั้งการเขียนและการอ่าน ทำให้มีเรื่องที่จะได้ไปพูดคุยหรือทักทาย หรือซื้อหนังสือกับพี่แป๊ดน้อยลง แม้จะรู้ว่าจะไปพบพี่แป๊ดได้ แต่ก็แอบคิดว่าวันนี้มางานหนังสือยังไม่ว่างไปเจอ เดี๋ยวสักวันกลับมาใหม่ก็ได้เจอ หรือรอวันสุดท้ายก่อนงานเลิกก็กลับมาเจอได้ หรือแม้แต่งานนี้พลาดไม่ได้เจอ เดี๋ยวงานหนังสือรอบหน้ายังไงพี่แป๊ดก็จะมาตั้งบูธอีกก็ค่อยไปเจอได้

เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญที่ในปีนี้นวนิยายเรื่องหนึ่งของผมเข้าสู่รอบ Shortlist ได้ชิงรางวัลซีไรต์อีกครั้ง ก็ทำให้แอบตั้งใจว่าเมื่อได้รางวัลเมื่อไรแล้วละก็ จะต้องโทรไปบอกพี่แป๊ดคนแรกๆ เลย

แต่ก่อนที่รางวัลดังกล่าวจะประกาศผล พี่แป๊ดก็ไม่อยู่ให้ผมโทรแจ้งผลตามที่ตั้งใจไว้นั้นแล้ว ความตายของพี่แป๊ดมอบบทเรียนให้เราว่า รูปประโยคผัดวันประกันพรุ่งประเภท “เดี๋ยวคราวหน้าก็จะได้เจอกัน” หรือ “ไว้มีเรื่องอะไรค่อยโทรไปหา” นั้น บางครั้งอนิจจังสังขาราก็ไม่ได้ปรานีต่อทั้งเราขนาดนั้น

เช่นเดียวกับการจากไปในช่วงระหว่าง “งานเทศกาลหนังสือ” ที่เป็นงานหนึ่งในชีวิตที่พี่แป๊ดรักและอุทิศชีวิตให้ก็ราวกับจะบอกพวกเรา นักเขียน นักอ่าน และคนทำหนังสือทุกรูปแบบว่า แม้คนทำหนังสือและคนรักหนังสือสักคนหนึ่งจะจากไป แต่ “งานหนังสือ” ในทุกความหมายนั้นก็ยังไม่จบลงไปด้วย ยังมี “งานหนังสือ” ให้เราต้องร่วมต้องทำกันต่อไปยาวนานกว่าชั่วชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง

ด้วยความอาลัยและเคารพ “บุญชิต ฟักมี” กล้า สมุทวณิช และ Kal Ajin.