ช่วงชิง บทบาท การทหาร กับ การเมือง ช่วงชิง การนำ
ต้องยอมรับว่า ต่อปัญหาระหว่างฮั่นอ๋องกับหานซิ่น หากไม่มีคนอย่างจางเหลียงกับ
เซียวเหอ ปัญหาจักต้องบานปลาย
บานปลายกลายเป็นปมในทาง “การเมือง”
โดยเฉพาะในห้วงหลังจากหานซิ่นเป็นแม่ทัพไปตีเมืองฉี เห็นได้จากเมื่อกวยถองครุ่นคิดและวิเคราะห์แล้ว
ได้ลงความเห็นเป็นพื้นฐานว่า
“อันเมืองฉีนี้เขตแดนกว้างขวาง ข้างทิศตะวันตกมีภูเขาใหญ่ 5 ภูเขา ทิศตะวันออกมีเขาทอดยาวยืดไปถึงทะเล
ทิศใต้มีหนองน้ำใหญ่ ทิศเหนือมีทุ่งนากว้างขวาง
นอกนั้นออกไป ก็เป็นป่าชัฏล้อมรอบ บรรดาเมืองทั้งปวงก็เป็นที่ชัยภูมิอันมั่นคง จะเข้าออกได้ก็แต่ทางริมจู๋”
เป็นการมองในทางพื้นที่ ในทางภูมิประเทศ
ขณะเดียวกัน กวยถองมิได้มองแต่เพียงทางด้านภูมิประเทศเท่านั้น หากยังมองด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและกว้างขวางกว่านั้น
เป็นการมองและวิเคราะห์อย่างละเอียด
“บัดนี้ ท่านตีได้เมืองฉีกิตติศัพท์ลือไปทุกทิศ บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็กลัวสิ้น ท่านจงแต่งหนังสือให้คนถือไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องขอตราเทียบที่ฉีอ๋องมา
จะได้เป็นเจ้าครองเมืองฉี จึงค่อยคิดตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่”
ขณะที่กวยถองมองข้อดีของเมืองฉีในเชิงภูมิประเทศ พร้อมกับประเมินผลสะเทือนในทางความคิดและในทางการเมือง
ขณะที่หานซิ่นยังมิได้รับไปดำเนินการแต่อย่างใด
คนรับใช้ก็เข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงอันดังฟังชัดว่า “พระเจ้าฮั่นอ๋องให้คนถือหนังสือมา”
เนื้อความในหนังสือน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
ความในหนังสือจากพระเจ้าฮั่นอ๋องมีดังนี้ “เราตั้งท่านเป็นแม่ทัพตีหัวเมืองได้ก็หลายสิบเมือง กิตติศัพท์เลื่องลือ ชื่อท่านปรากฏไปทุกทิศ
แต่เราวิตกถึงพระบิดาด้วยฌ้อปาอ๋องจับไว้
เรากับบิดาจากกันมาช้านานแล้ว เมื่อครั้งก่อนเราตั้งอยู่ ณ เมืองเซงโต๋ ฌ้อปาอ๋องยกมาล้อม
เราเห็นว่าทหารอิดโรยอยู่จึงไม่ออกรบ
ครั้งนี้จะทำศึกกับฌ้อปาอ๋องต่อไปแต่เราไม่มีที่ปรึกษา เห็นว่าท่านมีสติปัญญาดีในกลอุบาย
จะได้ปรึกษาหารือบ้าง
จึงใช้คนถือหนังสือมายังตัวท่าน ท่านตีเมืองฉีได้แล้วก็รีบยกกองทัพมาบรรจบทัพเรา ณ เมืองเซงโต๋”
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์หลังตียึดฉี ก่อนสถานการณ์ไกเสี้ย
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์ที่พระเจ้าฮั่นอ๋องต้องการวัดใจบรรดา “ขุนพล” แต่ละคนว่าจะให้ความร่วมมือมากน้อยเพียงใด
จำเป็นต้องฟังกวยถองเมื่อทราบความในหนังสือ
“ครั้งนี้ท่านได้ทีแล้ว อย่าเพิ่งยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าฮั่นอ๋อง จงแต่งคนที่มีสติปัญญาให้ถือหนังสือไปขอตราสำหรับที่เจ้าเมืองฉีมา
ถ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ตราตั้งท่านเป็นฉีอ๋องแล้ว
ท่านจึงยกกองทัพไปปราบเมืองฌ้อ ถ้าไม่ได้ตราตั้งมา ครั้งนี้เมืองฉีก็จะได้แก่ผู้อื่น”
เสียงก๊กหานซิ่นเห็นด้วย
ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่เสียงก๊กหานซิ่นมีท่าทีอย่างไร หากที่สำคัญเป็นอย่างมากคือท่าทีนี้เมื่อแปรเป็นการกระทำอย่างเป็นจริงผลเป็นเช่นใด
นี่ย่อมสะท้อนความรู้สึกลึกๆ ที่ฝังอยู่ภายใน
เมื่อเสียงก๊กหานซิ่นเห็นด้วยกับข้อเสนอของกวยถอง ก็ให้หาผู้ถือหนังสือพระเจ้าฮั่นอ๋องมา แล้วแจ้งให้ทราบว่า
“ราษฎรในเมืองฉียังไม่ราบคาบ
ครั้นจะไปเข้าเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋อง อยู่ภายหลังคนในเมืองฉีเกลือกจะเป็นกบฏขึ้นมา เราจะให้จิ๋วซกไปขอตราพระเจ้าฮั่นอ๋องมาจัดแจงให้ปกติ
แล้วจึงจะยกกองทัพไปกำจัดฌ้อปาอ๋อง”
จากนั้น จึงจัดแพรกับทองให้กับผู้ถือหนังสือตามสมควร ความน่าสนใจมิได้อยู่เพียงท่าทีตอนนี้ หากแต่อยู่ที่รายละเอียดของหนังสือ
เป็นหนังสือจากเสียงก๊กหานซิ่นไปยังพระเจ้าฮั่นอ๋อง
เป็นหนังสืออันสะท้อนไม่เพียงความนัยแห่งความปรารถนาของเสียงก๊กหานซิ่น หากแต่ยังเป็นการประเมินความรู้สึกของพระเจ้าฮั่นอ๋องอีกด้วย
จำเป็นต้องศึกษาอย่างรอบด้าน
ยุทธนิยายเรื่อง “ไซ่ฮั่น” สำนวนวังหลังบรรยายเนื้อความในตอนนี้ว่า ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องรับหนังสือจากเสียงก๊กหานซิ่นออกอ่าน
ข้าพเจ้าหานซิ่นซึ่งเป็นไต้เสียงก๊กขอกราบทูลว่า
อันประเพณีเมืองใหญ่ถ้าไม่มีเจ้าเมืองดับร้อน บรรดาราษฎรทั้งปวงก็ไม่ราบคาบ ข้าพเจ้าถือบารมีไต้อ๋องไปตีเมืองใดก็ได้เมืองนั้น
ฉีอ๋องหนีไป
ฌ้อปาอ๋องให้ยองโจออกมาช่วยเมืองฉี ข้าพเจ้าคิดฆ่ายองโจที่แม่น้ำอุยจุยได้ที่ตำบลซงหยาง กิตติศัพท์ลือไปแก่เมืองขึ้น ผู้คนแตกหนีเข้าป่ายังไม่ราบคาบ
บัดนี้ข้าพเจ้ายังรวบรวมทหารอยู่
คำคนผู้ใหญ่เมื่อก่อนว่ามาว่าชาวเมืองฉีนี้เป็นคนมักกลับกลอก ไม่ซื่อตรง ข้าพเจ้าขอพระราชทานตราเทียบที่ฉีอ๋องมาจะได้จัดแจงข่มขี่ราษฎรให้เรียบร้อยแล้วจึงค่อยยกกองทัพตามเสด็จไปปราบฌ้อปาอ๋อง
แก้ไขพระบิดากับฮองเฮาไต้อ๋องให้จงได้
พระเจ้าฮั่นอ๋องทราบในหนังสือทรงโกรธจึงตรัสว่า “อ้ายลูกเล็ก ตั้งให้เป็นแม่ทัพ ทำศึกตีเมืองได้จองหองจะคิดตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า”
ฝ่ายจางเหลียงกับตันแผงเฝ้าอยู่ใกล้
เห็นพระเจ้าฮั่นอ๋องเคืองหานซิ่นจึงกระซิบทูลว่า “เรายังจะทำศึกกับฌ้อปาอ๋องอยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าฌ้อปาอ๋องมีกำลังเข้มแข็งจะเอาชนะได้ยาก
ซึ่งไต้อ๋องได้เมืองขึ้นของฌ้อปาอ๋องไว้หลายสิบเมืองก็ดี
อย่าประมาทเสีย จงเอาใจหานซิ่นให้ตราตั้งเป็นฉีอ๋องไว้ก่อน พอจะได้คิดทำศึก แม้นไม่ตั้ง หานซิ่นเห็นจะเสียใจ
เกลือกจะกลับเป็นศัตรูเปรียบเสมือนเกิดโรคภายในไต้อ๋อง”
คำของจางเหลียง ตันแผง นี้เอง ด้านหนึ่ง ทำให้พระเจ้าฮั่นอ๋องได้สติ แต่ก็เป็นสติอันเพิ่มความระมัดระวังสูงยิ่งขึ้น
เป็นความระมัดระวังอย่างเปี่ยมด้วยความรัดกุม
ต้องยอมรับว่ายุทธนิยายเรื่อง “ไซฮั่น” สะท้อนท่วงทำนองนี้ของพระเจ้าฮั่นอ๋องด้วยความประณีต มากด้วยความอ่อนไหว
พระเจ้าฮั่นอ๋องหน่วงพระทัย แต่ก็ตรัสออกมาด้วยเสียงอันดัง
“หานซิ่นก็เป็นชายยังหนุ่ม ทำศึกปราบหัวเมืองทั้งปวงได้มีความชอบอยู่เป็นอันมากทำไมมาขอตราแต่เพียงเทียบที่
ถ้าจะเป็นฉีอ๋องครองเมืองใหญ่ไม่ได้หรือ”
แม้จะมากด้วยอารมณ์ในเบื้องต้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องกลับสามารถตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
1 เพราะคำทักท้วงมาจากจางเหลียง ตันแผง
ขณะเดียวกัน 1 เพราะตระหนักในบทบาทและความหมายทางการทหารของหานซิ่น ปัจจัยทางทหารจึงเป็นปัจจัยด้านหลักในยามศึกสงคราม
เป็นบทบาทที่จะเข้าปะทะกับทัพของฌ้อปาอ๋อง

