หน้าแรก บทความ โคทม อารียา :...

โคทม อารียา : เหลียวหลังแลหน้าคดีตากใบ

28.10.24 | 14:30 น.

ขณะที่เขียนบทความนี้ คดีตากใบก็หมดอายุความลง วันที่กำลังเขียนอยู่นี้คือวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ผมลองท่องอินเทอร์เน็ตในเรื่องนี้ดู แล้วเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่า คนหลายคน-หลายฝ่ายกำลังเฝ้าดูการสิ้นอายุความ เสมือนเฝ้าดูการสิ้นใจของคดี แต่ก็มีความห่วงใยต่างกันไป

ขอเริ่มจากข่าวของ ผบ.ตร. ที่สั่งการให้มีการตรวจค้น 5 จุด (ทั่วประเทศ!) เพื่อหาตัวจำเลย ถ้าจับตัวขึ้นศาลทัน ก็จะเป็นการต่อลมหายใจให้แก่คดี แต่ข่าวบอกว่าการตรวจค้นทั้ง 5 จุดไม่เจอตัวจำเลย ส่วนรัฐมนตรีมหาดไทยที่กำกับการทำงานของพนักงานฝ่ายปกครอง ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมจำเลยตามหมายจับของศาล ให้สัมภาษณ์ในเรื่องนี้ว่า เรื่องมันผ่านไปเป็นเวลา 20 ปีแล้ว ขอให้ถือคติว่าการโกรธ 10 ครั้ง ไม่เท่าการให้อภัยครั้งเดียว ถึงอย่างไร คนหลบหนีคดีไม่มีความสุข เหมือนเขาถูกสังคมลงโทษอย่างหนักหนามาก (ทำให้นึกถึงความเห็นใจที่นายทหารบางคนแสดงต่ออดีตแม่ทัพภาค 4 ที่ถูกย้ายหลังเหตุการณ์ตากใบไม่นาน ว่าการย้ายถือเป็นการลงโทษขั้นแรงสำหรับทหาร)

ทางด้านรัฐมนตรีกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อหลายหน จนครั้งหนึ่งถึงกับกล่าวว่าจะไม่ขอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว แต่ยังยอมตอบคำถามเรื่องนี้อยู่ดี โดยมีคำคมว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ (คงหมายความว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน) อย่าเอาไปเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนแม่ทัพภาค 4 ผู้รับผิดชอบความมั่นคงในพื้นที่ได้กล่าวต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีชื่อยาวมาก จึงขอเรียกสั้น ๆ ว่าคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความโดยย่อว่า รัฐมนตรีให้ดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างดี ตนเลยต้องระวังมิให้มีมือที่สามมาสวมรอยก่อความไม่สงบ และได้ขอความร่วมมือจากผู้นำท้องถิ่นและหน่วยงานความมั่นคง ให้ช่วยกันควบคุมพื้นที่มิให้เกิดเหตุรุนแรง แต่ขณะนี้ไม่มีอะไรน่าวิตก

ในการประชุมคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายฉัตรชัย บางชวด ได้แสดงความคิดเห็นว่า ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลได้กล่าวคำขอโทษ และได้เยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตากใบ เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามดำเนินการติดตามตัวจำเลยอย่างเต็มที่ กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าไประดับหนึ่ง และรัฐบาลได้เตรียมมาตรการ 4 ด้าน หลังวันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไปที่คดีหมดอายุความ ได้แก่ 1. สถานการณ์น่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงมากขึ้น ต้องเฝ้าระวังพื้นที่เข้มข้นมากขึ้น 2. กำชับหน่วยปฏิบัติให้มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด ห้ามซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัย 3. เยียวยาทางจิตใจผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ตากใบนอกเหนือจากที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้ และ 4.รัฐจะเดินหน้าขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยและการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เลขาธิการสภามั่นคงแห่งชาติแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ภาครัฐยินดีเปิดพื้นที่แสดงออกทางการเมืองอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ทางฝ่ายมาเลเซียที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุย มีความจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปีที่ผ่านมา และฝ่ายไทยกำลังพิจารณาลดการใช้กฎหมายพิเศษ และอาจมีการออกกฎหมายอื่นมาใช้แทนที่การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการแยกกลุ่มผู้เห็นต่างเพื่อหามาตรการที่เหมาะสมตามลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะคืนสู่สังคม หรือผู้ต้องขัง ควรได้รับการปฏิบัติ หรือการดูแลอย่างไร

Advertisement

ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยให้สัมภาษณ์พร้อมคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ความโดยย่อว่า ขอให้รัฐบาล 1) แสดงความรับผิดชอบโดยออกมาขอโทษประชาชน ที่ไม่สามารถจับตัวจำเลยมาขึ้นศาล 2) เปลี่ยนนโยบายจากการทหารนำการเมือง มาเป็นการเมืองนำการทหาร และ 3) ดำเนินการพูดคุยสันติภาพอย่างจริงใจ ส่วนนิพนธ์ บุญญามณีให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นว่า การที่ไม่สามารถนำตัวจำเลยมา ได้กระทบกระเทือนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม

คราวนี้มาฟังนักวิชาการดูบ้าง นายสุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกลับกังวลว่า ถ้าคดีถูกยุติลงโดยไม่มีผู้ต้องหาปรากฏตัวในศาลแล้ว ก็อาจคาดได้ไม่ยากว่าน่าจะมีการจัดการชุมนุมประท้วงตามมาอย่างแน่นอน และน่าจะมีการชักชวนให้คนเข้าร่วมเป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งภาพของการประท้วงในคดีตากใบครั้งนี้จะถูกขยายผลในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าสนใจว่าต่อปัญหาตากใบนั้น กลุ่มก่อความไม่สงบจะก่อเหตุในรูปแบบใด เช่นการใช้ “ยุทธวิธีดาวกระจาย” ด้วยการส่งกำลังชุดเล็กออกปฏิบัติพร้อมกันหลายจุดในหลายพื้นที่ ซึ่งเคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง และสร้างภาพในสื่อได้มาก การก่อเหตุในอีกส่วนที่เห็นได้มาโดยตลอด คือ การมุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่มักจะถูกนำมาใช้เป็นภาพแทนความสำเร็จของปฏิบัติการทางทหารของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ดังนั้น มาตรการป้องกันกำลังพลจึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ผู้บังคับบัญชาควรให้ความสนใจ

นักวิชาการและนักกิจกรรมหลายคนย่อมเห็นต่างจากสุรชาติ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ได้มีการประชุม คณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางสันติภาพในชายแดนภาคใต้ โดยมีจาตุรนต์ ฉายแสงเป็นประธาน ก่อนการประชุม ตัวแทนจากเครือข่ายเดอะ ปาตานี และ 45 องค์กรได้เข้ายื่นหนังสือที่กราบเรียนนายกรัฐมนตรี เรียนรัฐมนตรีมหาดไทย ประธานกรรมาธิการศึกษาแนวทางสันติภาพในชายแดนใต้ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยเสนอหลักการสำคัญและมีข้อเรียกร้องดังนี้

1) หลักสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศกำหนดว่า กรณีมีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายหรือทหารใช้กำลังโดยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเกินส่วน (ซึ่งรวมถึงในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยนั้น) ให้รัฐภาคีดำเนินการสืบสวนสอบสวนที่รวดเร็ว เป็นกลาง และละเอียดถี่ถ้วน โดยประกันว่าผู้กระทำความผิดจะต้องถูกดำเนินคดี และถ้าถูกตัดสินว่ามีความผิด ต้องได้รับโทษที่เหมาะสม กรณีปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ลอยนวลเพราะการขาดอายุความ เป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

2) หลักการไม่ใช้ความรุนแรง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) มีหลักการสำคัญคือ หลักการแยกพลรบออกจากพลเรือน หลักการได้สัดส่วน หลักการเตือนภัยก่อนการใช้ความรุนแรง หลักความจำเป็นทางการทหาร และหลักมนุษยธรรม ผู้เป็นเหยื่อของเหตุการณ์ตากใบ เป็นพลเรือน ที่ถูกกระทำความรุนแรงเกินสัดส่วน โดยได้รับการเตือนภัยพอเป็นพิธี และได้รับการปฏิบัติ (มัดมือไพล่หลัง วางเรียงทับกันอย่างแออัดในรถบรรทุก) ที่ไร้มนุษยธรรม จึงขัดกับหลักการไม่ใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุของกฎหมายดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น กรณีตากใบที่ไม่มีการรับผิด ได้ก่อความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในหมู่ชาวมลายูมุสลิมอย่างกว้างขวาง และเป็นสาเหตุหนึ่งของการใช้ความรุนแรงตอบโต้กันในเวลาต่อมา

3) หลักความจริงและการปรองดอง (Truth and reconciliation) หลังการล้มเลิกการปกครองแบบแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ พบว่าก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนเป็นจำนวนมาก เกินกว่าที่จะสืบสวน- สอบสวน-ดำเนินคดีให้ครบถ้วนได้อย่างมีประสิทธิผล รัฐบาลแอฟริกาใต้จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการความจริงและการปรองดองขึ้น เพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้มาให้ “ความจริง” แก่คณะกรรมการฯ แสดงความรับผิดชอบ โดยพร้อมชดเชยและขอโทษ เพื่อแลกกับการให้อภัย สำหรับกรณีตากใบ ในกรณีไม่พึงประสงค์ที่รัฐไม่สามารถจับกุมจำเลยก่อนหมดอายุความได้ รัฐบาลพึงดำเนินการตามหลักการข้อนี้ เพื่อการปรองดองและการคืนสันติสุขสู่สังคม

4) หลักการเยียวยาทางสังคม แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ดำเนินการชดเชยเป็นจำนวนเงินแก่ผู้เสียหายในกรณีนี้แล้ว รัฐบาลปัจจุบันควรดำเนินการเยียวยาบาดแผลทางใจด้วย ในกรณี 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลหลายคณะได้สนับสนุนการสร้างอนุสรณ์สถานที่สี่แยกคอกวัว และคณะรัฐมนตรีเคยมีมติให้หน่วยงานของรัฐสนับสนุนและเข้าร่วมในพิธีรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาที่จัดขึ้นทุกปีด้วย ในกรณีตากใบ รัฐบาลอาจดำเนินการในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยคำนึงถึงการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

โดยคำนึงถึงหลักการข้างต้น เดอะ ปาตานี และ 45 องค์กร จึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1) ขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทยกำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการจับกุมจำเลยทั้ง 7 คนโดยเร่งด่วน และส่งตัวจำเลยขึ้นสู่ศาลนราธิวาส ให้ทันก่อนการหมดอายุความ

2) ขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษากรณีที่เกิดขึ้น และเสนอแนวทางสร้างสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง ในการแก้ไขปัญหาตากใบและปัญหาอื่น ๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้

3) หากรัฐล้มเหลวในการนำตัวจำเลยขึ้นสู่ศาล ซึ่งจะเป็นตราบาปหนึ่ง แต่รัฐบาลยังสามารถดำเนินการต่อไปด้วยกลไกอื่นได้ เช่น

3.1) ขอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความจริงและการให้อภัย มีอำนาจหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการ Truth and Reconciliation ของแอฟริกาใต้ (แต่ในขอบเขตที่แคบกว่ามาก) โดยสามารถเชิญจำเลยทั้ง 7 และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นอดีตข้าราชการ มาให้ “ความจริง” แก่คณะกรรมการฯ ว่าตนมีบทบาทอย่างไรในกรณีตากใบ ตนเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นบ้าง หากยอมรับว่าตนได้กระทำความผิด ก็สามารถขอโทษและชดเชยต่อผู้ถูกกระทำหรือต่อญาติผู้ถูกกระทำได้ โดยหวังว่าจะได้รับการให้อภัย กรณีที่จำเลยผู้ใดไม่ให้ความร่วมมือแก่คณะกรรมการอิสระฯ คณะกรรมการฯสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณางดเงินบำนาญหรือดำเนินการถอดยศจำเลยผู้นั้นได้

3.2) ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยราชการในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับญาติมิตรของผู้เสียชีวิตในกรณีตากใบ ในการจัดพิธีรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นประจำทุกปี โดยอาจรวมถึงพิธีละหมาดฮายัดเพื่อขอพรและขอสันติสุข ทั้งนี้ โดยปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในการจัดหาสถานที่ และการจัดให้มีสัญลักษณ์ที่เหมาะสมด้วย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีแถลงการณ์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ความว่า การดำเนินคดีที่ล่าช้าและปล่อยปละละเลยจนระยะเวลาล่วงผ่านมาเกือบ 20 ปี เป็นการซ้ำเติมความสูญเสียของครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย ผู้ได้รับบาดเจ็บ ตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบอย่างไม่อาจยอมรับได้ การที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษ และไม่สามารถทำความจริงให้กระจ่างได้ ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย และเป็นการละเมิดต่อ “สิทธิในการรู้ความจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของเหยื่อ” ตามกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ให้การรับรอง

กสม. ขอเรียกร้อง ดังต่อไปนี้

1.เร่งนำตัวผู้ต้องหาในคดีนี้ทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อมิให้เกิดวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิดโดยอาศัยช่องว่างจากการดำเนินคดีล่าช้าและการขาดอายุความของคดี

2.ให้มีการเยียวยาความเสียหายที่มิใช่เฉพาะตัวเงิน การเยียวยานี้หมายรวมถึงการทำความจริงให้ประจักษ์ โดยญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้เสียหายต้องได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างสมบูรณ์และครบถ้วนอันเป็นการให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของเหยื่อและผู้สูญเสีย

3.ผลักดันแก้ไขกฎหมายให้คดีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากเสียชีวิต เช่นคดีตากใบ เป็นคดีที่ไม่มีอายุความ

เหมือนกับจะให้คำตอบแก่ กสม. อยู่ในที นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้แสดงความเห็นในกรณีตากใบมาก่อน ได้เปลี่ยนมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเย็นวันที่ 24 ตุลาคม สรุปได้ว่า

1.ไม่มีปาฏิหาริย์ คือคงไม่สามารถจับกุมจำเลยมาขึ้นศาลได้ทันก่อนหมดอายุความ

2.ได้มีการเยียวยาชดเชยไปแล้ว หากมีข้อเสนอให้เยียวยาเพิ่มเติมอย่างไร ก็สามารถพูดคุยกันได้

3.ได้สอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกาไปแล้วเรื่องการออกพระราชกำหนดขยายอายุความของคดีตากใบ ได้คำตอบมาว่า ไม่น่าจะทำได้เพราะจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ส่วนการออกกฎหมายให้กรณีที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เป็นคดีที่ไม่มีอายุความนั้น ยังไม่ได้คุยกัน

ที่สำคัญคือ อดีตนายกรัฐมนตรีนายทักษิณ ชินวัตร, พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์, และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้ออกมาแสดงความเสียใจและขอโทษกับเหตุการณ์นี้แล้ว ในวันนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องขอโทษในนามรัฐบาลด้วย จะทำให้ดีที่สุดไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

แล้วอย่างไรต่อไป ตอนนี้มีความกังวลเรื่องมือที่สาม คือมองว่ามือที่สามคงเป็นฝ่ายก่อความไม่สงบ แต่ในอีกมุมหนึ่ง มือที่สามอาจเป็นพวก IO หรือพวกปฏิบัติการข่าวสาร หรืออาจเป็นพวกตัวป่วนที่ชอบก่อกวนให้โกรธกัน เช่น มีการทำรายการ Tik Tok ที่เสนอว่า “ตากใบจบไปแล้ว ถ้าจะฟื้นคดีก็คืนเงินมา” มีการโพสต์ข้อความในเฟสบุ๊กว่า “วงในโจรใต้ : ผู้ก่อการร้ายเตรียมก่อเหตุลอบสังหารผู้มาชุมนุม” เป็นต้น

ทางฝ่ายนักวิชาการด้านความมั่นคงได้เสนอข้อมูลว่า มีการฟ้องร้องในคดีตากใบทั้งหมด 4 คดีแล้ว คือ 1) คดีแกนนำการชุมนุม 59 คนถูกฟ้องฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน ฯลฯ แต่อัยการสูงสุดเห็นใจให้ถอนฟ้อง 2) ญาติผู้เสียชีวิตยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง ซึ่งประนอมความกันได้ 3) คดีผู้เสียชีวิตในที่ชุมนุมจำนวน 7 คน แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นผู้ทำให้เขาเหล่านั้นเสียชีวิต พนักงานอัยการจึงสั่งให้ยุติการสอบสวน 4) คดีผู้เสียชีวิตจากการขนย้าย ผลของการไต่สวนของศาลจากปี 2548 จนในเดือนพฤษภาคม 2552 ศาลได้สรุปว่า สาเหตุการเสียชีวิตทั้ง 78 ศพ เป็นเพราะขาดอากาศหายใจ ในระหว่างการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานที่ทำตามหน้าที่ อัยการจึงสั่งไม่ฟ้อง อย่างไรก็ดี คดีนี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาใหม่ในการเมืองปัจจุบัน

ขอให้ข้อสังเกตว่า ทั้ง 4 คดีที่ดำเนินการไปแล้ว ล้วนไม่ประสบความสำเร็จในการให้ความยุติธรรมแก่ญาติผู้เสียชีวิต ดังนั้น เมื่อคดีหมดอายุความ ก็ควรใช้กลไกอื่น เช่น

– ใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (restorative justice) ที่ควบคู่ไปกับการค้นหาความจริง

– ใช้กระบวนการเยียวยาทางสังคม ที่กว้างกว่าการเยียวยาระดับปัจเจก

– ใช้การเรียนรู้บทเรียนราคาแพงนี้ด้วยกัน เพื่อจะได้ไปสู่การหยุดการฆ่าฟันกันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมาเนิ่นนานกว่ายี่สิบปีแล้ว

– ใช้ปัญญาของสังคม และภาวะผู้นำของผู้นำทางการเมือง เพื่อตอบสนองความจำเป็นพื้นฐาน ทั้งของคนในพื้นที่ และของสังคมไทยโดยรวม