บริหารอย่างไร? ให้เป็น ‘ตำนาน’
ผู้นำในตำนานเป็นผู้ที่สร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลเกินกว่าขอบเขตอิทธิพลโดยตรงของตนเอง หรือมิได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของผู้มีอำนาจตามรูปแบบความเป็นผู้นำ ซึ่งทุกคนสามารถแสดงคุณลักษณะของความเป็นผู้นำในตำนาน โดยไม่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้นบุคคลที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้บริหารจึงไม่ควรละทิ้ง “โอกาสแห่งโอกาส”ในการสร้างตนให้เป็นบุคคลในตำนานของการบริหารองค์กรที่บุคลากรทุกคนยอมรับ ประทับใจ เคารพรัก และกล่าวถึงอยู่เป็นนิจ
รูปแบบความเป็นผู้นำเป็นสิ่งที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงโดยตลอดตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความคาดหวังของแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริหารจะต้องปรับตัวให้ก้าวทันกับพลวัตเหล่านี้ สำหรับภาพรวมประเภทความเป็นผู้นำต่างๆ ที่จัดแบ่งตามบริบท ‘เวลา’ ออกเป็น 3 รูปแบบใหญ่ๆ ประกอบด้วย
รูปแบบความเป็นผู้นำดั้งเดิม ได้แก่ ผู้นำแบบเผด็จการ (Autocratic Leadership) ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) ผู้นำแบบราชการ (Bureaucratic Leadership) ผู้นำแบบการทำธุรกรรม (Transactional Leadership) ผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ผู้นำแบบรับใช้ (Servant Leadership) รูปแบบความเป็นผู้นำร่วมสมัย ได้แก่ ผู้นำแบบปรับตัว (Adaptive Leadership) ผู้นำแบบร่วมมือกัน (Collaborative Leadership) ผู้นำแบบดิจิทัล (Digital Leadership) ผู้นำที่ชอบสอนงาน (Coach-Style Leadership) ผู้นำอย่างมีสติ (Mindful Leadership) และรูปแบบความผู้นำในอนาคต ได้แก่ การเป็นผู้นำที่เน้นความยั่งยืน (Sustainability-Focused Leadership) การเป็นผู้นำด้านสติปัญญาทางอารมณ์ (Emotional Intelligence Leadership) การเป็นผู้นำแบบคล่องตัว (Agile Leadership) ความเป็นผู้นำด้านความหลากหลายและการรวมกลุ่ม (Diversity and Inclusion Leadership) และความเป็นผู้นำที่มีนวัตกรรม (Innovative Leadership)
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเภทใดก็ตาม การเดินทางสู่ความเป็นผู้นำระดับตำนานเริ่มต้นด้วยเป็นผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพและความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมองค์กรที่เสริมพลัง กำหนดทิศทางหรือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ส่งเสริมวัฒนธรรมเชิงบวก ให้ความสำคัญกับผู้คน ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ยอมรับการเปลี่ยนแปลง สร้างความสัมพันธ์ และเป็นผู้นำโดยการเป็นตัวอย่าง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสร้างมรดกแห่งความเป็นเลิศด้านความเป็นผู้นำที่ยั่งยืนด้วย
ในบริบททางการศึกษาระดับอุดมศึกษา ผู้นำระดับตำนานจะเป็นบุคคลที่มีส่วนสนับสนุนด้านวิชาการ การวิจัย การพัฒนานักศึกษา และการบริหารจัดการ เนื่องจากการศึกษาระดับอุดมศึกษามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง การเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับ “ตำนาน” นับเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่า สำหรับตัวอย่างผู้นำระดับตำนานในบริบทอุดมศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ที่มีบทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเติบโต นวัตกรรม และการทำงานร่วมกันมีอยู่หลายท่าน อาทิ
สหรัฐอเมริกา: ดรูว์ กิลพิน ฟอสต์ (Drew Gilpin Faust) เป็นนักการศึกษาและนักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน และอธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (พ.ศ.2550-2561) ที่มิได้สำเร็จการศึกษาจากฮาร์วาร์ด เป็นผู้นำที่สร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาสหวิทยาการและความหลากหลายในระดับอุดมศึกษา ความเป็นผู้นำของฟอสต์ช่วยขยายอิทธิพลของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไปทั่วโลก, ดร.จูดิธ โรแดง (Dr. Judith Rodin) เป็นนักบุกเบิก นักสร้างนวัตกรรม นักสร้างการเปลี่ยนแปลง และผู้นำความคิดระดับโลก เป็นเวลากว่าสองทศวรรษที่ ดร.โรแดงเป็นผู้นำและเปลี่ยนแปลงสถาบันระดับโลกสองแห่ง ได้แก่ มูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ในฐานะอธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ดร.โรแดงได้นำโครงการสำคัญๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยและการมีส่วนร่วมของชุมชนของมหาวิทยาลัย
สหราชอาณาจักร: เซอร์ เดวิด วัตสัน (Sir David Watson) เป็นนักวิชาการ ผู้บริหาร นักคิดเชิงกลยุทธ์ ผู้กำหนดนโยบาย และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยไบรตัน (University of Brighton) วัตสันไม่เพียงแต่เป็นผู้นำมหาวิทยาลัยที่โดดเด่น แต่ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในการกำหนดนโยบายและหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาของสหราชอาณาจักรที่ส่งเสริมการเข้าถึงและนวัตกรรม, ศาสตราจารย์เซอร์ เลสเซก บอรีซิวิช (Professor Sir Leszek Borysiewicz) ในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ที่มีบทบาทดูแลความก้าวหน้าที่สำคัญในการวิจัยและการศึกษา ส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศและการทำงานร่วมกันภายในมหาวิทยาลัย
ญี่ปุ่น: ดร.ชินยะ ยามานากะ (Dr. Shinya Yamanaka) นักวิจัยด้านเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกียวโต ยามานากะได้สร้างผลงานที่ล้ำสมัยด้านการแพทย์ฟื้นฟู และสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ, ศาสตราจารย์ฮิโรชิ มัตสึโมโตะ (Professor Hiroshi Matsumoto) ในฐานะอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนาโกย่า มัตสึโมโตะมีอิทธิพลในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัย และการเสริมสร้างสถานะของมหาวิทยาลัยระดับโลก
สิงคโปร์: ศาสตราจารย์ทัน เอ็ง เช (Professor Tan Eng Chye) ในฐานะอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมชื่อเสียงของ NUS ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก โดยเน้นความเป็นเลิศด้านการวิจัยและนวัตกรรม, ดร.วิเวียน บาลากฤชนัน (Dr. Vivian Balakrishnan) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยในสิงคโปร์ โดยมีอิทธิพลต่อนโยบายที่ส่งเสริมภูมิทัศน์การศึกษาของประเทศ
การบริหารให้เป็นผู้นำระดับตำนานมิใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นไปไม่ได้ หากผู้บริหารมุ่งมั่น อดทน สู้ไม่ถอย กล้าลองผิดลองถูก และเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ…
รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

