ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ “น่าสนใจ” คือ พ.ศ.2491 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง สหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกไปสนับสนุนหนักแน่นให้ “จัดตั้ง” ประเทศอิสราเอล (ที่ตั้งในปัจจุบัน) ทำให้ชาวปาเลสไตน์นับล้านที่อยู่ตรงนั้นขออพยพเข้าไปในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งหมดเป็นประชากรมุสลิม
ซึ่งในเวลานั้นมีชาว “อาหรับ” ที่เป็นมุสลิมเข้ามาอยู่ในอเมริกามาก่อนแล้ว กระจายตัวกันอยู่ในรัฐต่างๆ โดยเฉพาะที่รัฐมิชิแกน
ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า “ชาวมุสลิม” กลุ่มแรกเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อใด
นักประวัติศาสตร์อนุมานว่า มุสลิมกลุ่มแรกมาจากภูมิภาคเซเนแกมเบียจาก แอฟริกา ในช่วงต้นศตวรรษที่ 14 เชื่อกันว่าชาวมุสลิมกลุ่มนี้เป็นแขกมัวร์ที่ถูกขับไล่ออกจากสเปน ซึ่งเดินทางไปถึงทะเลแคริบเบียนและอาจไปถึงอ่าวเม็กซิโกด้วย
หลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน คือ มุสลิมกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นจริงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือทาสชาวแอฟริกัน ที่ถูกจับใส่เรือมาขาย ร้อยละ 10-15 บอกว่าเป็นมุสลิม หลายคนถูกบังคับให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ความพยายามใดๆ ที่จะปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลามและรักษาการแต่งกายและชื่อดั้งเดิมเอาไว้จะต้องทำอย่างลับๆ
อเมริกา คือ ดินแดนแห่งความรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรม
อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ฟอร์ด (Ford) ที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูสุดขีด ในรัฐมิชิแกนของอเมริกา เป็นศูนย์รวมของแรงงานจากตะวันออกกลาง ซึ่งทั้งหมดคือ มุสลิม
ระหว่างปี 1878-1924 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.5) ผู้อพยพมุสลิมจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากซีเรียและเลบานอนเดินทางมาอเมริกาเป็นจำนวนมาก ตั้งรกรากในรัฐโอไฮโอ มิชิแกน ไอโอวา และดาโคตา ส่วนใหญ่ไปเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม
อเมริกา คือ ดินแดนแห่งโอกาสของทุกคนในโลก เป็นประเทศที่เกิดขึ้นใหม่ ต้องการแรงงานในทุกระดับ มีความท้าทายให้คนเก่งแบบอัจฉริยะเพื่อไปทำงานในอวกาศ มีงานให้ทำในทุกที่ ทุกโอกาสแม้กระทั่งเป็นทหารในกองทัพ ผู้อพยพส่วนใหญ่อพยพไปสร้างตัว เพราะเศรษฐกิจในอเมริกาดีกว่าในบ้านเกิด ที่ไม่มีความรู้ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มักทำงานเป็นผู้ใช้แรงงาน
บริษัทฟอร์ดมอเตอร์เป็น 1 ในนายจ้างรายใหญ่รายแรกๆ ของประชากรมุสลิมที่เข้าไปในอเมริกา รวมถึงคนผิวสี ซึ่งมักเป็นกลุ่มคนที่เต็มใจทำงานในทุกสภาพที่ยากลำบากของโรงงาน
200 กว่าปีที่แล้ว พ่อค้าคนผิวขาวทำธุรกิจค้าทาส นำคนผิวสีนับล้านคนจากแอฟริกาบรรทุกใส่เรือข้ามมหาสมุทรนำมาประมูลขายในอเมริกาทั้งชาย-หญิง คนคือทรัพยากรอันมีค่าสูงสุด
(เรื่อง การแย่งคนเพื่อไปทำงาน สร้างอาณาจักรของตน อันที่จริงก็เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สมัยอยุธยา แม่น้ำลำคลองในประเทศไทยล้วนเกิดจากการจ้างกวาดต้อนผู้คนจากต่างเมืองมาขุด)
สงครามกลางเมืองในอเมริกา (12 เมษายน 2404-9 เมษายน 2408 ตรงกับช่วงปลายในหลวง ร.4 ต่อเนื่องถึงสมัยในหลวง ร.5 ของสยาม) แบ่งฝ่ายรบกันเหนือ-ใต้ ด้วยเหตุผลทางการเมือง การปกครอง เรียกกันว่าสงครามพี่น้องฆ่ากันเอง คนผิวดำถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเสียชีวิตเป็นแสนคน
พ.ศ.2408 สงครามกลางเมืองยุติลง ประธานาธิบดีลินคอล์นออกกฎหมายปลดปล่อยทาสผิวสีเป็นอิสระ หากแต่ชาวอเมริกันผิวขาว (บางส่วน) ยังไม่ยอมรับที่จะให้คนผิวสีมาเท่าเทียม มีปัญหาหนัก รุนแรง เรื่องการเหยียดสีผิว เชื้อชาติ
รัฐทางตอนเหนือในอเมริกาค่อนข้างยอมรับคนผิวสี ในขณะที่รัฐทางใต้เหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ
การอพยพครั้งใหญ่ของคนผิวสีไปยังภาคเหนือ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการฟื้นฟูศาสนาอิสลามของคนผิวสีอเมริกันและการเติบโตของขบวนการชาตินิยมมุสลิมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องนานนับศตวรรษ
ในช่วงทศวรรษปี 1930 และ 1940 ผู้อพยพชาวอาหรับเริ่มก่อตั้งชุมชนและสร้างมัสยิด ชาวมุสลิมผิวสีได้สร้างมัสยิดของตนเองกระจายไปทั่วอเมริกาจากร้อยเป็นพันแห่ง
ปี 1952 เกิดมัสยิดมากกว่า 1,000 แห่งในอเมริกาเหนือ
“ชาวจีน” ที่ถูกว่าจ้างไปทำงานหนักทางภาคตะวันตกของอเมริกา โดยเฉพาะ ก่อสร้างทางรถไฟ และในที่สุดก็กลายเป็นชุมชนคนอเมริกันเชื้อสายจีนนับแสนคนในแคลิฟอร์เนีย
(คนไทยในอเมริกาก็มีจำนวนนับแสนคนนะครับ)
มุสลิมกลุ่มใหม่ๆ อพยพมาจากสถานที่ต่างๆ ไปอเมริกา เช่น จากดินแดนปาเลสไตน์ อิรัก และอียิปต์ ในช่วงทศวรรษ 1960 มีมุสลิมจากแอฟริกา เอเชีย และแม้แต่ลาตินอเมริกา
มุสลิมทั้งโลกถือว่าเป็นพี่น้องกัน ชอบอยู่รวมกันเป็นชุมชน ปฏิบัติกิจทางศาสนาร่วมกัน เกื้อกูลกัน
6 มีนาคม 2507 นักมวยชื่อเสียงก้องโลกผิวสีชาวอเมริกันผู้เป็นตำนาน รุ่นเฮฟวี่เวต ชื่อเดิมคือ แคสเซียส เคลย์ (Cassius Clay) ประกาศหันไปนับถือศาสนาอิสลาม เปลี่ยนชื่อเป็น มูฮัมหมัด อาลี (Muhammad Ali)
ขอตัดฉากมาที่ช่วงเวลานี้ครับ
จากการสำรวจในปี 2020 ในสหรัฐอเมริกามีมัสยิดราว 2,000 แห่ง ณ และมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งก็คือมัสยิดอิสลามแห่งอเมริกา ตั้งอยู่ในเมืองเดียบอร์น รัฐมิชิแกน เฉพาะรัฐมิชิแกน ในอเมริกามีประชากรอาหรับ อเมริกัน ราว 4 แสนคน ที่มีบรรพบุรุษมาทำงานในโรงงานบริษัทฟอร์ดมอเตอร์
โรงงานผลิตรถยนต์ฟอร์ดในเมืองดีทรอยต์ ที่ทำให้เมืองดีทรอยต์กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่โด่งดังที่สุดในโลก
แต่โบราณนานมา…เมืองเดียร์บอร์นเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีประชากรเบาบาง เมื่อเกิดโรงงาน ผู้คนจากทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกต่างเดินทางมาทำงานให้กับบริษัทฟอร์ด โดยเฉพาะมุสลิมจากเลบานอน ซีเรีย อิรัก เยเมน
พ.ศ.2548 การบูรณะศูนย์กลางอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเสร็จสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ทางศาสนาขนาด 120,000 ตารางฟุต ประกอบด้วย ห้องประชุมห้องครัว ห้องละหมาด เพดานสูง โดมที่ประดับด้วยอักษรวิจิตร ชั้นลอยสำหรับสตรี สำนักงาน ห้องประชุม และห้องสมุด โปรแกรมการศึกษา
เวลาผ่านไป…เมืองเดียร์บอร์นกลายเป็นเมืองที่มีชาวอาหรับเป็นส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่มีประชากร 110,000 คน มีนายกเทศมนตรีเป็นทั้งมุสลิมและอาหรับ เป็นเมืองแรกของสหรัฐที่ทำให้ “วันอีด” เป็นวันหยุดที่มีค่าจ้างสำหรับพนักงานของเมือง
เคยมีการร้องเรียนต่อศาลเรื่องเสียงสวดมนต์ผ่านลำโพงในช่วงเช้ามืด ที่คนในชุมชนเห็นว่าเป็นการรบกวน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 มัสยิดแห่งนี้ได้รับคำสั่งจากศาลให้สามารถออกอากาศเสียงเรียกละหมาดโดยใช้เครื่องขยายเสียงได้ ถือเป็นมัสยิดแห่งแรกในอเมริกาที่ได้รับอนุญาต ศาลตัดสินว่าเสียงจากลำโพงของมัสยิดแห่งนี้เทียบเท่ากับเสียงระฆังโบสถ์ในศาสนาคริสต์
ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดในอเมริกาคาดว่าในปี 2050 ประชากรชาวมุสลิมในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 3.5 ล้านคนในปัจจุบันเป็น 8.1 ล้านคน การเพิ่มขึ้นนี้จะทำให้มุสลิมกลายเป็นกลุ่มศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา
ปี 2020 พบว่ามีชาวมุสลิมประมาณ 3.3 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคิดเป็นราว 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในทางตรงกันข้าม ชาวยิวในสหรัฐอเมริกามีจำนวน 5.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันทั้งหมด
ขอแถมนะครับ…คำว่า “มัสยิด” ในภาษาอาหรับ หมายถึงสถานที่ใดๆ ที่ชาวมุสลิมจะละหมาด โดยหันหน้าไปทิศทางนครมักกะห์ (Mecca) ไม่จำเป็นต้องเป็นอาคาร
รัฐที่มีจำนวนมัสยิด มาก-น้อย มีดังนี้ ครับ
นิวยอร์ก มี 257 แห่ง แคลิฟอร์เนีย 246 แห่ง เท็กซัส 166 แห่ง ฟลอริดา 118 แห่ง อิลลินอยส์ 109 แห่ง นิวเจอร์ซี 109 แห่ง
จำนวนมัสยิดยังคง “เพิ่มขึ้น” อย่างต่อเนื่องทั่วสหรัฐ
ตรรกะในการเพิ่มจำนวนมัสยิด คือ การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของประชากรมุสลิมในอเมริกาอันเนื่องมาจากการอพยพและอัตราการเกิด รวมถึงผู้เข้าร่วมสวดมนต์ในมัสยิดยังเพิ่มขึ้นด้วย
ลุงแซมใจดี ใจกว้างเสมอ สำหรับผู้อพยพ
สหรัฐส่งทหารไปทำสงครามในอัฟกานิสถานนานนับ 10 ปี ในที่สุดรัฐบาลของทรัมป์ก็ตัดสินใจถอนทหารกลับบ้าน ศึกสงครามยังคาราคาซัง ชาวอัฟกันนับล้านเดือดร้อนแสนสาหัส
การถอนกำลังทหารผ่านมาถึงสมัย ประธานาธิบดีโจ ไบเดน
ปี 2021 รัฐบาลของไบเดน เปิดตัวปฏิบัติการ Operations Allies Welcome (OAW) วอชิงตันไฟเขียว อนุญาตให้ขนย้ายชาวอัฟกันราว 76,000 คนไปตั้งรกรากในสหรัฐอเมริกาได้ ตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งทั้งหมดเป็นมุสลิม
ถ้าย้อนไปตั้งแต่อเมริกาเริ่มเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถาน ชาวอัฟกันได้รับอนุญาตให้เข้าไปตั้งรกรากในอเมริการวมทั้งสิ้นราว 2 แสนคน ลุงแซมขนคนย้ายคนนับแสนโดยใช้เครื่องบินครับ…
ศูนย์กลางอิสลามแห่งสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือแห่งนี้ เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ.2506 บูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ.2458 ตัวหออะซาน 2 ข้างมีความสูงเท่ากับตึก 10 ชั้น

