จิตสำนึกคืออะไร ใครช่วยบอก
วิคตอเรีย สุบีรานา เป็นครูชาวสเปน ผู้ใช้ชีวิตยาวนานในการเป็นครูสอนเด็กอยู่ที่เนปาล แต่นอกเหนือจากการพัฒนาการเรียนการสอนที่นักเรียนเข้าถึงได้ง่ายแล้ว เธอยังได้ซึมซับคำสอนวัชรยานของเนปาล และเป็นครูในเรื่องจิตวิญญาณด้วย ในเมืองไทย เธอเป็นวิทยากรจัดอบรมคำสอนวัชรยานในหลายเรื่อง เรื่องที่ผมได้เข้ารับการอบรมจากเธอคือเรื่องการเตรียมตัวตาย (Living and Dying with Dignity) ซึ่งได้สร้างความประทับใจแก่ผมเป็นอย่างยิ่ง ในการอบรมนั้น เธอเปิดโอกาสให้เราได้ใคร่ครวญถึงการตายผ่านการภาวนา วัตถุประสงค์ของการอบรมคือการชำระประสบการณ์ด้านลบและปลดปล่อยพลังงานต่าง ๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์ซึ่งเราสะสมและแบกมันไว้ในระดับจิตใต้สำนึก (subconscious) เธอทำให้เราประหลาดใจโดยย้ำหลายครั้งว่า ชีวิตเรานั้นวนเวียนอยู่กับจิตสำนึก (conscious) ซึ่งคิดเป็นเพียง 5% โดยจิตส่วนที่เหลืออีก 95% คือส่วนที่ปกติเราไม่รับรู้ ได้แก่จิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึก (unconscious) การภาวนาและการตริตรองจะปลดปล่อยสิ่งที่เราแบกไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อช่วยให้ช่วงเวลาแห่งการตายปลอดโปร่งและเป็นการเดินทางที่สบายขึ้น ผมจึงสนใจเรื่องจิตสำนึกมากขึ้นแต่นั้นมา
บทความนี้จะอ้างอิง 1) คำบรรยายของอาจารย์ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม เรื่อง “จิตสำนึก-จิตใต้สำนึก-จิตเหนือสำนึก-จิตไร้สำนึก” เผยแพร่ทางยูทูบ ที่ https://youtu.be/wIyDzGlKFNo?si=uKUTcalMir_JjByr 2) หนังสือชื่อ “จิตรู้สำนึก ท่องจักรวาลความคิด สำรวจโลกลี้ลับแห่งตัวตน อันนากา แฮร์ริส เขียน พรนริศร์ ลีลาอาภรณ์ แปล 3) จักรวาลในหนึ่งอะตอม องค์ทะไลลามะ เขียน เพชรรัตน์ เจริญสุข แปล
ก่อนอื่นขอสารภาพว่า ผมมีความสับสนพอสมควรในเรื่องคำศัพท์ ยกตัวอย่างเช่น คำว่า โรคทางจิต ท่านพุทธทาสบัญญัติคำขึ้นมาใหม่ 3 คำว่า โรคทางกาย, โรคทางจิต (mental disease) ซึ่งสองอย่างนี้ ท่านเอาไว้ในฝ่ายโรคทางกายหมด, และโรคทางวิญญาณ ซึ่งตรงกับโรคทางจิตตามศัพท์ในสมัยพุทธกาล โรคสองโรคแรกไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนาซึ่งเป็นยาแก้โรคทางวิญญาณโดยตรง (ดู “แก่นพุทธศาสน์” ย่อหน้าที่ 27 – 32) ส่วนองค์ทะไลลามะอธิบายศัพท์ที่ตรงกันในภาษาทิเบต – สันสกฤต – อังกฤษ ดังนี้: เซม – จิตตะ – mind, นัมเช – วิญญาณ – consciousness, ยี – มนะ – mental states คำว่ามนะอาจแปลเป็นไทยว่า สภาวะทางจิต โดยที่ “จิตสำนึก” ล้วนประกอบด้วยสภาวะทางจิตที่แตกต่างหลากหลาย เช่น ความเชื่อ ความทรงจำ ความตั้งใจ รวมถึงสภาวะที่เกี่ยวกับความรู้สึก อารมณ์ และยังมีสภาวะทางจิตอีกประเภทหนึ่งที่เป็นมูลเหตุของการกระทำ เช่น เจตนา ความมุ่งมั่น ความปรารถนา ความกลัว ความโกรธ เป็นต้น
จิตสำนึกหรือจิตรู้สำนึก ซึ่งน่าจะตรงกับคำว่าวิญญาณในความหมายของพุทธศาสนานั้น อาจจำแนกเป็นวิญญาณรู้โดยอายตนะภายใน 6 และวิญญาณรู้จากอายตนะภายนอกอีก 6 ในเรื่องนี้ องค์ทะไลลามะจัดตัวท่านเองอยู่ในสำนักมาธยมิกะ ที่เชื่อว่าวิญญาณรู้ที่หกหรือมโนวิญญาณ ได้รวมเรื่องทางจิต (มนะ) ไว้หมดแล้ว จึงไม่คล้อยตามสำนักโยคาจารที่เพิ่มอีกสองวิญญาณคือ กลิษฏมโนวิญญาณหรือมนัส และอาลัยวิญญาณ
ผมฟังคำบรรยายของอาจารย์ทวีศักดิ์ก็อดคิดเอาเองไม่ได้ว่า คำว่าอาลัยวิญญาณจะตรงกับคำว่าธาตุรู้หรือไม่ ในความหมายหนึ่ง ธาตุหรือ element หมายถึงสสารพื้นฐานซึ่งตารางธาตุระบุว่ามีอยู่ทั้งหมด 118 ธาตุ ในอีกความหมายหนึ่ง ในระหว่างรูปธาตุ 118 ธาตุ และนามธาตุ อาจมีธาตุรู้อยู่โดยธรรมชาติ ซึ่งตามคำบรรยายของอาจารย์ทวีศักดิ์ หมายถึงจิตสำนึกอันบริสุทธิ์ หรือจิตเดิมแท้ ที่รู้แล้วก็จบ สักแต่ว่ารู้ ซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกพาหิยะและท่านพุทธทาสนำมาอ้าง ความว่า “เมื่อใดเธอได้เห็นรูป สักว่าตาเห็น, ได้ฟังเสียง สักว่าหูได้ยิน, ได้ดมกลิ่น ก็สักแต่ว่าได้กลิ่น, ได้ลิ้มรส ก็สักแต่ว่าได้ชิม, ได้สัมผัสผิวหนัง ก็สักแต่ว่าเป็นการกระทบทางผิวหนัง, จะคิดนึกขึ้นมาในใจ ก็สักแต่ว่ารู้สึกตามธรรมชาติขึ้นมาในใจ, เมื่อเป็นดังนี้แล้ว เมื่อนั้นตัวเธอจะไม่มี”
อาจารย์ทวีศักดิ์ให้คำอธิบายในเรื่องจิต โดยแบ่งออกเป็น
จิตสำนึกคือส่วนของจิตที่ “เมื่อทำสิ่งใด ก็รู้ตัวว่าทำสิ่งนั้น” หรือเป็นจิตที่รู้สึกตัว เมื่อทำกิจกรรมทางกาย วาจา และใจ หมายถึงจิตที่อยู่ในสถานะตื่น (waking state),
จิตใต้สำนึกคือส่วนของจิตที่กึ่งรู้ – กึ่งไม่รู้ หรือกึ่งหลับกึ่งตื่น คือจิตที่อยู่ในสถานะฝัน (dreaming state) จิตใต้สำนึกเป็นตัวสัญญาที่สะสมมา เป็นคลื่น เป็นภพ – เป็นชาติ เป็นความทรงจำของประสบการณ์ เป็นเหมือนคลังสินค้าที่เก็บทุกสิ่งอย่าง ทั้งประสบการณ์ที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ผุดขึ้นมายามฝันหรือในบางช่วงเวลาของการทำสมาธิภาวนา
จิตไร้สำนึกคือส่วนของจิตที่ไม่รู้ตัว เช่น อยู่ในสถานะที่หลับลึก (deep sleep state) ไม่ฝัน หรืออยู่ภายใต้ฤทธิ์ยาสลบที่บล็อกทางเดินของเส้นประสาทความรู้สึก อีกประการหนึ่ง มีการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา โดยเส้นประสาททั่วร่างกายควบคุมกระบวนการที่ไม่รู้ตัว เช่น การหายใจ การเต้นของหัวใจ
จิตเหนือสำนึก (superconscious) คือจิตที่เข้าถึงธาตุรู้ โดยไม่อยู่ภายใต้จิตทั้งสามข้างต้น เป็นจิตที่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และอยู่เหนือสำนึกแบบทวิภาวะ อยู่เหนือการแบ่งดี – แบ่งชั่ว เป็นจิตที่ตื่นและเบิกบานในความกระจ่างชัด
พุทธศาสนาสอนเรื่องโรคทางวิญญาณที่ทำให้ทุกข์ และวิธีรักษาโรคดังกล่าว แม้จะสอนให้เชื่อบ้าง แต่ก็เน้นการสอนให้ปฏิบัติจนประจักษ์แจ้งด้วยตนเองมากกว่า ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้ามาก โดยอาศัยหลักการปฏิบัติจนเป็นที่ประจักษ์ คือใครก็ตามที่ทดลองปฏิบัติ ถ้าถูกต้อง ก็จะประจักษ์ในผลเหมือนกัน วิทยาศาสตร์ได้รุกเข้ามาในดินแดนของศาสนาเพื่อมาอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ จนบางส่วนของคำสอนต้องพ้นสมัยไป อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ทุกคำถาม โดยเฉพาะคำถามทางจริยธรรม หรือตอบคำถามพื้นฐานได้อย่างน่าพอใจ เช่นว่า เราเป็นใคร เกิดมาทำไม
องค์ทะไลลามะเป็นผู้นำศาสนาพุทธที่น่าเลื่อมใสที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน จากวัตรปฏิบัติและข้อเขียนของท่าน ทำให้เราไม่สงสัยถึงการรอบรู้และการฝึกฝนจิตที่ลุ่มลึกยากที่จะหาผู้ใดเปรียบ หนังสือ “จักรวาลในหนึ่งอะตอม” ของท่าน แสดงให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่ง คือการเป็นผู้สงสัยใฝ่รู้ทางวิทยาศาสตร์ และผู้ส่งเสริมการผสานวิทยาศาสตร์กับคำสอนของศาสนาพุทธ ท่านเขียนว่า “จิตวิญญาณก็ต้องการการพิสูจน์ด้วยการรู้จริงและด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ ถ้าหากเราในฐานะผู้ปฏิบัติธรรมได้ละเลยต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์แล้ว การปฏิบัติของเราก็จะดูยากจน ต่ำต้อย” ทะไลลามะองค์ก่อน (องค์ที่ 13) ได้ไปอินเดียและกลับมาริเริ่มโครงการใหม่ ๆ เช่น โทรเลข ไปรษณีย์ โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก โรงกษาปณ์ โรงพิมพ์ธนบัตร และการส่งเด็กกลุ่มหนึ่งไปเรียนในโรงเรียนที่ไม่อิงศาสนาในอังกฤษ และสิ่งที่ท่านนำกลับมาจากอินเดียด้วยก็มี เช่น นาฬิกาพก เครื่องฉายหนังสองเครื่องและรถยนต์สามคัน ซึ่งดึงดูดความสนใจของทะไลลามะองค์ปัจจุบันขณะที่อยู่ในวัยเด็ก โดยที่ท่านสารภาพไว้ในข้อเขียนว่า บางครั้งอยากลูบคลำสิ่งเหล่านี้ มากกว่าการเรียนปรัชญาและการท่องจำบทเรียนเสียอีก
หนึ่งในเพื่อนนักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ที่สอนวิทยาศาสตร์แบบตัวต่อตัวให้แก่ท่าน เป็นนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่อ คาร์ล ฟอน ไวซ์ซัคเกอร์ คนที่สองคือเดวิด โบห์ม นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันที่ต้องลี้ภัยมาอยู่อังกฤษจากการล่าพ่อมดในข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ของแม็ก คาร์ที นักวิทยาศาสตร์สำคัญคนที่สามคือ คาร์ล พอปเปอร์ เจ้าของทฤษฎีการพิสูจน์ได้ว่าผิด (falsifiability thesis) ที่คล้องจองกับวิธีวิทยาในพุทธปรัชญาทิเบต แต่ผู้ที่มามีความสัมพันธ์ต่อเนื่องยาวนานคือ ฟรานซิสโก วาเรลา นักประสาทวิทยาที่มาช่วยจัดประชุมนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจในเรื่องจิตและชีวิต (Mind and Life) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ธรรมศาลาในปี ค.ศ. 1987 และจัดต่อมาอีกหลายครั้ง วาเรลาเป็นครูผู้มีพรสวรรค์ในการอรรถาธิบายอย่างแจ่มชัด เขายังศึกษาพุทธปรัชญาและยึดวิธีของการวิปัสสนาอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังช่วยองค์ทะไลลามะในภารกิจการผสานวิทยาศาสตร์กับจิตวิญญาณ
ในเชิงพุทธปรัชญา องค์ทะไลลามะอ้างคำสอนของพุทธศาสนาว่า โลกแห่งเหตุปัจจัยมีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกันสามประการคือ
1.สสาร หรือวัตถุทางกายภาพ
2.จิต หรือประสบการณ์เชิงอัตวิสัย
3.นามธรรมปรุงแต่ง (abstract composites) หรือมโนสังขาร
ลักษณะประการที่สามนี้ องค์ทะไลลามะวิจารณ์ว่า คล้ายกับ “โลกที่สาม” ของพอปเปอร์ที่หมายถึง“โลกแห่งความจริงในตัวของมันเอง ซึ่งก็คือเนื้อหาทางความคิดที่ไม่ใช่กระบวนการทางจิต”
มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งองค์ทะไลลามะสนใจ อันสืบเนื่องจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมอง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประสบการณ์เชิงอัตวิสัยหลายอย่างได้ เช่น การรับรู้ ท่านเลยถามนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งว่า ในทางกลับกัน อาศัยความคิดจะสามารถก่อให้เกิดกระบวนการทางเคมีในสมองได้หรือไม่ คำตอบคือว่า “ไม่ได้” เพราะกายภาพกำหนดจิต แต่จิตกลับมากำหนดกายภาพไม่ได้ องค์ทะไลลามะเกรงใจไม่เถียง แต่ต่อมามีข้อค้นพบว่า เมื่อจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ คลื่นสมองจะราบเรียบ และเปลี่ยนแปลงช้าลง เมื่อฝึกทักษะทางดนตรีจนชำนิชำนาญ สมองส่วนที่ใช้มากในการฝึกจะมีความซับซ้อนมากขึ้น เป็นต้น
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นข้อท้าทายในการผสานการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ เช่นทางประสาทวิทยา กับการทำสมาธิภาวนาเพื่อการฝึกฝนจิต อุปสรรคสำคัญคือผู้ฝึกจิตจะมีประสบการณ์ทางอัตวิสัย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการวัดการทำงานของสมองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่อาจรับรู้ได้ วิธีที่จะก้าวข้ามประเด็นนี้มี อาทิ ให้นักวิทยาศาสตร์ฝึกฝนจิตจนเข้าสู่ฌานต่าง ๆ ได้ ในขณะที่ตนทำการทดลองวัดทางวิทยาศาสตร์ หรือให้นักวิทยาศาสตร์หอบเครื่องมือขึ้นภูเขาไปหาโยคีผู้ปลีกวิเวกในที่ห่างไกล หรือนิมนต์ลามะหรือโยคีให้ยอมละการปลีกวิเวกชั่วคราวมาให้ความร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการทดลองในสถานที่ที่มีเครื่องมือทันสมัยครบครัน ความร่วมมือระหว่างผู้มีประสบการณ์อัตวิสัยกับนักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่สะดวกนัก แต่ก็ได้เริ่มขึ้นบ้างแล้ว ส่วนหนึ่งโดยการริเริ่มหรือการเชิญชวนขององค์ทะไลลามะนั่นเอง
งานวิจัยเรื่องหนึ่งที่อาจเป็นไปได้ คือเรื่องที่ชาวทิเบตเรียกว่าสภาวะแสงกระจ่าง ซึ่งแสดงออกในช่วงเวลาสั้น ๆ ขณะที่มนุษย์กำลังสิ้นใจ และอาจเกิดขึ้นในเวลาสั้น ๆ ในช่วงเวลาอื่น เช่น ระหว่างจาม เป็นลม นอนหลับสนิท ลักษณะเด่นของสภาวะนี้คือความเป็นธรรมชาติซึ่งไร้อัตตาหรือการยึดติดใด ๆ สำหรับผู้ปฏิบัติอย่างเชี่ยวชาญ เช่น ท่านลิง ริมโปเช ผู้เป็นครูขององค์ทะไลลามะ ท่านสามารถอยู่ในสภาวะแสงกระจ่างได้สิบสามวัน ถึงแม้ว่าทางการแพทย์จะถือว่าท่านหยุดหายใจหรือตายไปแล้ว องค์ทะไลลามะกล่าวด้วยอารมณ์ขันว่า ครั้งหนึ่งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์มาเยือนธรรมศาลาพร้อมทำการทดลองด้วยอุปกรณ์ครบมือ แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ไม่มีลามะผู้ใดเสียชีวิตในช่วงเวลานั้น
องค์ทะไลลามะสรุปลงท้ายหนังสือของท่านว่า จิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สนิทสนม บางครั้งก็เย็นชา แต่ในคริศตศตวรรษนี้ ทั้งสองได้มาสนิทสนมกันใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ความกลมเกลียวนี้เป็นพลังที่จะช่วยมนุษยชาติให้เผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะพันธกรณีเชิงศีลธรรมที่อยู่เบื้องหน้าเรา และไขปริศนาของจิตสำนึก ที่ต้องยอมรับว่าเรายังอยู่ห่างไกลที่จะไขปริศนานี้ให้ลุล่วงไปได้
หนังสือเรื่องจิตรู้สำนึกของอันนากา แฮร์ริส ได้ตั้งคำถามและอธิบายถึงอุปสรรคที่อยู่เบื้องหน้ากว่าที่เราจะไขปริศนาสำคัญ ๆ ได้ ก่อนอื่น อันนากาให้นิยามของจิตรู้สำนึกอย่างกว้าง ๆ ในเชิงคำถามมากกว่าคำตอบด้วยซ้ำไป นั่นคือ “สิ่งมีชีวิตใดมีจิตรู้สำนึก เมื่อตอบได้ว่า การเป็นสิ่งมีชีวิตนั้น เป็นอย่างไร (What is it like)” เช่น ถ้าค้างคาวตอบได้ว่าการเป็นค้างคาวนั้นเป็นอย่างไร ก็แปลว่าค้างคาวมีจิตรู้สำนึก
คำถามที่ยากอีกคำถามหนึ่งคือ สสารมีจิตรู้สำนึกไหม ถ้ามีก็แปลว่าจิตรู้สำนึกมีอยู่แล้วในสสารที่ประกอบเป็นตัวเรา ถ้าไม่มี อยู่ดี ๆ สสารจะตื่นขึ้นและเปิดรับโลกเข้าไปอย่างนั้นหรือ
มีอีกสองคำถามที่อันนากาตั้งไว้เพื่อให้ผู้อ่านช่วยหาคำตอบเอง นั่นคือ 1) ในระบบที่เรารู้ว่ามีจิตรู้สำนึกอยู่แน่ ๆ อย่างสมองของมนุษย์ มีหลักฐานอะไรที่ตรวจพบได้จากภายนอกบ้าง และ 2) จิตรู้สำนึกนั้นสำคัญต่อพฤติกรรมของเราหรือไม่
ต่อไปจะขอนำข้อความที่น่าสนใจบางข้อความของหนังสือของอันนากามาเล่าสู่กันฟังโดยสังเขป เพื่อประกอบการตอบคำถามข้างต้น
– ถ้าสัตว์น่าจะมีสำนึกรู้ แล้วพืชเล่า หากความทรงจำประกอบด้วยการสร้าง (เข้ารหัสข้อมูล) การคงไว้ (จัดเก็บข้อมูล) และการระลึกได้ (เรียกใช้ข้อมูล) พืชก็สามารถจดจำได้อย่างแน่นอน
– อัลกอริทึมที่ไม่มีจิตรู้สำนึก อยู่เบื้องหลังความสามารถของกูเกิลในการคาดเดาสิ่งที่เรากำลังค้นหาได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งความสามารถของไมโครซอฟต์ เอาต์ลุก ในการเสนอแนะว่าใครกันที่เราจะต้องส่งสำเนาถึงในอีเมลฉบับหน้า เราไม่คิดว่าคอมพิวเตอร์ของเรารู้สำนึก … แต่ถ้ามันมีการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) ในอนาคต มันก็จะแสดงความคิดเห็นและอารมณ์ได้ ซึ่งจะดูไม่ห่างไกลจากการมีจิตรู้สำนึกสักเท่าไร
– สมองรวบรวมข้อมูลจากประสาทสัมผัสแต่ละชนิด ในเวลาที่ต่างกันเพียงเศษเสี้ยววินาที จากนั้นจึงนำมา “ผูกกัน” (binding) ก่อนที่มันจะตัดสินใจว่าเกิดอะไรขึ้น … แปลว่าสมองรู้ก่อนจิตรู้สำนึก (หรือตัวเรา) เสียอีก
– สัญชาตญาณที่ว่าจิตรู้สำนึกอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้น มาจากประสบการณ์ของการตัดสินใจเลือกทางต่าง ๆ อย่างเสรี … เรารู้สึกว่าจิตรู้สำนึกจำเป็นต่อกระบวนการคิด มีผลต่อการตัดสินใจ (แต่จริงเช่นนั้น หรือว่าเป็นสัญชาตญาณที่ชวนให้เราคิดเช่นนั้น)
– จิตรู้สำนึกรับรู้ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสหรือแม้กระทั่งความคิดของเราเอง ล่าช้าไปหลายมิลลิวินาที … ผู้ร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าพวกเขามีเจตนาเคลื่อนไหว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก่อนที่พวกเขาจะรู้สึกว่าได้ตัดสินใจเคลื่อนไหวเสียอีก จิตรู้สำนึกไม่ได้สร้างเจตนาในการเคลื่อนไหว เพียงเป็นผู้เฝ้ามองการเคลื่อนไหว ภายใต้ภาพลวงตาว่ามันเป็นผู้สั่งการ จิตรู้สำนึกชี้นำพฤติกรรมของมนุษย์ได้จริงหรือ
– อันนากาถามตัวเองว่า “ฉัน” ตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มนี้ใช่หรือไม่ ในบางแง่มุมคือใช่ แต่ “ฉัน”ในที่นี้ไม่ใช่ประสบการณ์รู้สำนึก สมองของฉันที่เชื่อมต่อกับอดีตและโลกภายนอก เป็นผู้ตัดสินใจต่างหาก ฉันในฐานะจิตรู้สำนึก เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์การตัดสินใจที่ว่านั้น
– ยังมีปัจจัยอีกหลายปัจจัยนอกเหนือจาก “จิตรู้สำนึก” ที่มีผลต่อพฤติกรรม ตัวอย่างหนึ่งคือ “ปรสิต” ดังนี้
1.ปรสิต Toxoplasma Gondii เกาะติดสัตว์เลือดอุ่นทุกชนิด แต่สืบพันธุ์โดยอาศัยเพศได้ในลำไส้แมวเท่านั้น เชื้อนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของหนู หนูที่ติดเชื้อจะละทิ้งความกลัวแมว แทบจะวิ่งเข้าไปหาแมวด้วยซ้ำ
2.พยาธิขนม้าจะทำให้จิ้งหรีดที่ติดเชื้อมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบหรือลำธาร แล้วกระโดดลงไปในจังหวะเวลาที่พอดีกับฤดูสืบพันธุ์ที่พยาธิทำได้ในน้ำเท่านั้น
3.ตัวกะปิ (pill bug คล้ายกิ้งกือตัวสั้นราวหนึ่งนิ้วที่ขดตัวเป็นรูปทรงกลมเมื่อมีอันตราย) ที่ติดเชื้อจากหนอนหัวหนาม จะไปนอนอาบแดดตอนบ่ายบนพื้นที่สีอ่อนที่ตัดกับสีเปลือกของมัน ทำให้นกเห็นมันได้โดยง่าย หนอนหัวหนามจึงกลับไปสู่ระบบทางเดินอาหารของนกเพื่อวางไข่ได้สำเร็จ
4.เด็กที่ติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตค็อกไค อาจเกิดอาการแพ้ภูมิตัวเอง ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ โรคกระตุก หรืออาการจิตประสาท
– สรุปว่ามีพลังมากมายที่อยู่เบื้องหลังการกระทำ พฤติกรรมจำนวนมากที่เราคิดว่ามีที่มาจากจิตรู้สำนึก (หรือรวมไปถึงจิตใต้สำนึกที่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร) และคิดว่าพฤติกรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของจิตรู้สำนึก แต่พฤติกรรมเหล่านั้นดำรงอยู่ได้โดยไม่มีจิตรู้สำนึก
– เราสามารถรับรู้ภาพ เสียง ความรู้สึกและความคิด โดยปราศจากการรับรู้ว่าเราเป็นตัวตนผู้ได้ยินเสียงหนึ่ง ๆ หรือเป็นผู้ครุ่นคิดถึงความคิดนั้น (อาจขัดกับความเชื่อของเดส์การ์ตที่ว่า “ฉันคิด จึงมีตัวตน – cogito ergo sum) ทั้งหมดนี้ไม่ขัดกับหลักการประสาทวิทยาศาสตร์ยุคใหม่เลย เพราะมีส่วนหนึ่งของสมองที่รู้จักกันนามเครือข่ายอัตโนมัติ (default mode network) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าส่งผลต่อความรู้สึกเป็นตัวตน โดยสมองส่วนนี้จะถูกกดไว้ชั่วคราวขณะทำสมาธิ รวมทั้งยาเสพติดกลุ่มหลอนประสาท (เช่น LSD เคตามีน) มีผลระงับความรู้สึกเป็นตัวตน โดยทำให้กำแพงระหว่างความรู้สึกถึงตัวตน กับความรู้สึกเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ดูจะสูญสลายไป
– กรณีศึกษาผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ทำให้สมองซีกซ้ายและซีกขวาแยกจากกัน ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ ผู้ป่วยจะรู้สึกเหมือนมีสองตัวตนอยู่ในห้องเดียวกัน ตัวตนหนึ่งจะงงงวยกับความเห็นและความต้องการของอีกตัวตนหนึ่ง
– ในการฝึกสมาธิ ครูผู้ฝึกจะบอกว่าให้ตั้งจิตมั่นอยู่กับปัจจุบัน แต่เด็กนักเรียนชั้น ป. 2 คนหนึ่งเล่าประสบการณ์ให้ครูฟังว่า “มันเป็นตอนนี้ตลอด แต่มันไม่มีตอนนี้ เพราะมันเคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ” จึงนำมาซึ่งคำถามว่า ชั่วขณะหนึ่งในการรู้สำนึกนั้นใช้เวลาเท่าไร จิตรู้สำนึกนั้นคงอยู่อย่างต่อเนื่องหรือติด ๆ ดับ ๆ แล้วเราจะแยกได้อย่างไรว่าอะไรคือปัจจุบัน
อันนากาจึงกล่าวเชิงสรุปว่า โอกาสที่วิทยาศาสตร์จะสามารถเปิดเผยความเร้นลับของจิตรู้สำนึกได้สำเร็จยังอยู่ห่างไกลกับความสามารถของเราในปัจจุบัน (แต่มีอารมณ์ขันพอที่จะเติมว่า เว้นแต่จะมีคนเยี่ยงไอน์สไตน์ผุดบังเกิดขึ้นมาในแวดวงประสาทวิทยาศาสตร์) มนุษยชาติเพิ่งจะเริ่มเข้าใจตำแหน่งของตัวเองในเอกภพ แต่เราควรตระหนักด้วยว่า มีความเร้นลับอยู่ตรงนี้ ณ จุดที่เรายืนอยู่ด้วย และนักวิทยาศาสตร์ควรพยายามศึกษาความเร้นลับเหล่านี้ร่วมกับผู้นำทางจิตวิญญาณ
โคทม อารียา

