หน้าแรก บทความ สถานการณ์สร้า...

สถานการณ์สร้าง‘โดนัลด์ ทรัมป์’

9.11.24 | 13:35 น.
สถานการณ์สร้าง‘โดนัลด์ ทรัมป์’

สถานการณ์สร้าง‘โดนัลด์ ทรัมป์’

ปิดหีบเลือกตั้งสหรัฐ 2024 โดนัลด์ ทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวอีกวาระหนึ่ง พรรครีพับลิกันมีหวังครองอำนาจในรัฐสภา อันเป็นประจักษ์บริหารแบบครอบคลุม ผลักดันมาตรการ “America First” ตลอดจนบรรลุนโยบายลัทธิฝ่ายเดียว น่าเชื่อว่าความขัดแย้งรุนแรง สถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจเกิดการสั่นคลอนมากขึ้น

ปรากฏการณ์ช่องว่างระหว่างความรวยความจนเลวร้าย จำนวนคนชั้นกลางถดถอย ระบบโครงสร้างสังคมจากรูปแบบ “รักบี้” กลายเป็นรูป “สามเหลี่ยม” ชีวิตความเป็นอยู่ของอเมริกันชนลำบาก คือต้นเหตุแห่งสถานการณ์ที่ทำให้ทรัมป์ได้กลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

แม้คามาลา แฮร์ริสได้รับการสนับสนุนจากสื่อกระแสหลัก การปรากฏตัวในสื่อออนไลน์มีสีสัน หากเป็นเรื่องฉาบฉวย จึงไม่สามารถพลิกสถานการณ์ กล่าวโดยสรุป การที่แฮร์ริสกับพรรคเดโมแครตพ่ายแพ้นั้น ประเด็นที่แท้จริงคือ “ไม่ติดดิน” นั่นเอง

ส่วนโดนัลด์ ทรัมป์สามารถแปลงความล้มเหลวของสหรัฐให้เป็นต้นทุนทางการเมือง แต่ใบสั่งการช่วยชาติของเขาจะสัมฤทธิผลหรือไม่ยังเป็นความสงสัยและคลางแคลงใจของสังคม

Advertisement

สหรัฐอเมริกา กำลังจะต้อนรับ “สมัยโอกาสทอง” หรือ “ยามรัตติกาล” เป็นเรื่องน่าติดตาม

ณ คืนวันที่ 6 พฤศจิกายน (เวลาไทย) ในบรรดา Swing States รวม 7 รัฐ ทรัมป์ได้แน่แล้ว 4 รัฐคือ จอร์เจีย เพนซิลเวเนีย วิสคอนซิน นอร์ทแคโรไลนา ทั้งนี้ ไม่ตัดประเด็น “รวบ 7 รัฐ” 

การเลือกตั้ง 2 สมัยที่ผ่านไป ทรัมป์แพ้คะแนน Popular Vote (หมายความคะแนนรวมทั่วประเทศน้อยกว่าคู่แข่ง) ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ คะแนนจากประชาชนมีหวังเกินกว่ากึ่งหนึ่งและชนะคู่แข่งทั้ง Popular Vote และ Electoral Vote ดังนั้น ผลการเลือกตั้งจึงห่างจากความคาดหวังไปมาก ทั้งนี้ ก็เพราะทรัมป์ถูกประเมินผลการสนับสนุนต่ำเกินความเป็นจริง

ด้านรัฐสภา รีพับลิกันได้ครองวุฒิสภาอีกวาระหนึ่ง ดังนั้น ทำเนียบขาว สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาคงจะต้องตกอยู่ในการครอบครองของพรรครีพับลิกันทั้งหมด

ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ปราศรัยหลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ เขาประกาศจะดำเนินนโยบาย America First เหมือนเดิม เพราะต้องการให้อเมริกายิ่งใหญ่มากขึ้น

ย้อนมองการเลือกตั้งครั้งนี้ เดโมแครตประกาศเปลี่ยนคู่แข่งจากไบเดนเป็นแฮร์ริสตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 

ประชามติของทรัมป์ดีวันดีคืน แต่เนื่องจากที่แฮร์ริสดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ผลงานไม่เป็นที่พอใจ เดโมแครตจึงทำแพคกิ้งให้ใหม่เป็นการเรียกแขก อาทิ สื่อออนไลน์ “ต้นมะพร้าว” “brat” เป็นต้น ในที่สุด “meme” ช่วยให้แฮร์ริสกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง ความนิยมนำหน้าทรัมป์ เมื่อย่างเข้าเดือนกันยายน กระแสแฮร์ริสเริ่มลดน้อยลง กลายเป็นรองจากทรัมป์ การเลือกตั้งสหรัฐไม่ต่างไปจากการวิ่ง “มาราธอน” ก็เพราะประชามติขึ้นๆ ลงๆแพคกิ้งการเมืองก็ดูเหมือนมีประโยชน์ แต่การตัดสินแพ้ชนะอย่างแท้จริงคือเหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม แม้ทรัมป์คือผู้ถูกกล่าวโทษทางอาญา แต่เส้นทางสู่ทำเนียบขาวได้บรรลุความสำเร็จ จึงสันนิษฐานว่า ชีวิตความเป็นอยู่คือสาเหตุในการตัดสินใจ

หากกล่าวกับอุปนิสัยของทรัมป์ การพูดจาหุนหันพลันแล่น เพื่อความสะดวกไปเฉพาะคราวหนึ่งๆ เท่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อ 2020 ทรัมป์แพ้เลือกตั้งแต่ไม่ยอมแพ้ โดยส่งเสริมผู้ที่สนับสนุนเขาให้ก่อเหตุปั่นป่วนที่รัฐสภา จึงไม่แปลกที่ถูกพรรณนาว่าเป็น “ผู้ต่อต้านประชาธิปไตย”

ทรัมป์เป็นคนเก่ง แต่เก่งในทางที่ผิด เขาเล่นการเมืองเป็นอ่านการเมืองออก จึงเอาใจอเมริกันชนประเภทมนุษย์เงินเดือน และพวกอนุรักษนิยมผิวขาว โดยแปลงความทุกข์ยากและเศร้าหมองของพวกเขาให้เป็นต้นทุนทางการเมือง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ไม่ว่าคามาลา แฮร์ริส ไม่ว่าพรรคเดโมแครต ล้วนมิใช่ประเภทติดดิน 

สมัยไบเดนเป็นประธานาธิบดี สิ่งของอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และราคาค่าเช่าบ้านแพงลิ่ว แม้ว่าคณะทำงานของแฮร์ริสยืนยันว่าสนใจความทุกข์ยากของคนอเมริกัน แต่ก็ไม่เห็นแฮร์ริสมีปฏิบัติการที่แตกต่างหรือดีกว่าไบเดนแต่อย่างใด ผู้รากมากดีและนักวิชาการของเดโมแครตยังได้ยืนยันว่า ภายใต้การบริหารของไบเดน เศรษฐกิจดีมาก การพูดจาในเชิงปฏิเสธรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชน เป็นเหตุให้คนจำนวนมากที่เอนเอียงไปยังทรัมป์ สหรัฐเป็นประเทศที่มีหลายหน้าตา มีทั้งความสว่างที่ทันสมัยและเปิดกว้าง มีทั้งความมืดมนที่แตกสลายและล้มเหลว ทว่ามีคนจำนวนมากมุ่งเน้นแต่อุดมการณ์ มองเหรียญเพียงด้านเดียว

แนวคิด “สังคมลูกรักบี้” ในสาขาสังคมศาสตร์มีอยู่ว่า ชนชั้นกลางยิ่งมาก ยิ่งทำให้การเมืองและสังคมมีเสถียรภาพ แต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจสึนามิ เหตุการณ์ความรวยความจนมีความต่างและห่างกันมาก ห่างถึงขั้นชนชั้นกลางสไลด์ลงอย่างรวดเร็ว องค์ประกอบของสังคมกลายเป็น “รูปสามเหลี่ยม” เพราะจำนวนชนชั้นกลางในปี 1971 เกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ บัดนี้เหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ของชนชั้นกลางก็ต้องลดตามไปด้วย

บัดนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ได้กลายเป็นตัวแทนของสหรัฐในด้านความมืดแห่งความล้มเหลว เข้าประจำทำเนียบรอบสอง 4 ปี สหรัฐจะเดินทางไหนไปอย่างไร ไม่เพียงเป็นเรื่องของอเมริกันชน หากยังเป็นเรื่องของคนทั่วโลก

บัดนี้ ทำเนียบขาวและรัฐสภาได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคการเมืองพรรคเดียวคือ รีพับลิกัน ที่น่าสนใจคือ ทรัมป์รับตำแหน่งสมัยแรก พรรคยังอยู่ใต้บัญชาของผู้รากมากดี แต่วันนี้เวลานี้ กลุ่ม MAGA (Make America Great Again) ได้กลายเป็นเสาหลักของรีพับลิกัน ย่อมหมายความว่า ทรัมป์มีพลังที่จะควบคุมรัฐสภา ทำการผลักดันนโยบายก้าวหน้า ถ้าหากจะกล่าวว่าทรัมป์คือประธานาธิบดีที่มีอำนาจสูงสุด ก็คงไม่ผิดกติกา

ย้อนกลับไปสมัยแรกที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีเมื่อ 2016 เขากล่าวหาว่ามีข้าราชการระดับผู้รากมากดีทำการขัดขวางการบริหารงาน และยืนยันว่าหากกลับเข้ารับตำแหน่งอีกสมัยจะต้องทำการสลายบรรดา “อำนาจมืด” (Deep State) หมายความรวมทั้งตรวจสอบข้าราชการตุลาการ และปรับเปลี่ยนข้าราชการจำนวนมากให้เป็นข้าราชการการเมือง กรณีเป็นการลุแก่อำนาจ

ทรัมป์เป็นผู้ที่ใช้อำนาจการทูตอย่างแข็งกร้าว ไม่ว่าพันธมิตรหรือคู่แข่งจะต้องยอมเสียประโยชน์ เรื่องที่น่ากังวลคือ ยูเครนอาจกลายเป็นบุตรที่ถูกทอดทิ้ง ส่วนไทเปทรัมป์บอกว่าจะต้องเรียกเก็บค่าคุ้มครอง

ทรัมป์ผันตัวจากพ่อค้ามาเป็นนักการเมือง แต่ก็ยังไม่ทิ้งนิสัยพ่อค้า เขาพรรณนาคำว่า “ภาษีศุลกากร” คือคำที่สวยรวยในพจนานุกรม สำหรับสงครามการค้ามีแนวโน้มสูงจะต้องเกิด แต่นักวิเคราะห์ชี้ว่า การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเข้มข้นรุนแรง คือมาตรการมีโทษต่อผู้อื่น ไม่เกิดประโยชน์แก่ตน และในที่สุด ผู้ที่เช็กบิลก็คือผู้บริโภคสหรัฐ ส่วนประเทศจีนไม่มีปัญหา สหรัฐมารูปแบบใดก็สามารถรับได้ อดีตคืออุทาหรณ์

กรุงโรมมิใช่สร้างวันเดียว แต่ความล้มเหลวของจักรวรรดิอาจเร็วเกินความคาดหมาย นักวิชาการอังกฤษ 2 นาย John Rapley และ Peter Heather ได้ออกหนังสือเล่มใหม่เมื่อปีที่แล้วชื่อว่า “เหตุใดจักรวรรดิจึงทรุดโทรม” โดยอ้างอิงถึงคำปราศรัยของประมุขแห่งโรมว่า “จักรวรรดิกำลังอยู่ในห่วงเวลารุ่งอรุณแห่งโอกาสทอง ต่อมา 10 กว่าปีให้หลัง จักรวรรดิได้ล้มเหลวอย่างรวดเร็ว”

กล่าวโดยสรุป นักวิชาการ 2 คนมองว่า การสูญสลายของโรม ประเด็นมิใช่เกิดจากสาเหตุผู้อพยพเข้าเมือง หากเกิดจากจักรวรรดิไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

แม้ว่าสหรัฐมิใช่จักรวรรดิโรมัน แต่ประวัติศาสตร์โรมันเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสภาพปัจจุบันของสหรัฐอเมริกา 

โลกนี้ร้อยปีไม่เปลี่ยน ทว่าอเมริกาเปลี่ยน แต่โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวในวันชนะเลือกตั้งว่า ได้นำมาซึ่ง “โอกาสทอง” แก่สหรัฐอเมริกา “กาล” และ “การณ์” คือพยานที่ดี

ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช