หน้าแรก บทความ สุพันธุ์ มงคล...

สุพันธุ์ มงคลสุธี : เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาส่งผลเอสเอ็มอีไทย?

8.11.24 | 13:17 น.

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการะหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “คามาลา แฮร์ริส” ส่งแรงกระเพื่อมไม่น้อยต่อทั้งโลกในหลายมิติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ต่างก็มี “นโยบายกีดกันทางการค้าและการลงทุน” เช่นเดียวกัน

แม้งานนี้จะดูเหมือนว่าทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตจะมีจุดยืนกันคนละฝั่ง โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยอาจจะไม่ต่างกันมากนัก ทว่าจะต่างกันตรงที่นโยบายจะมีความเข้มข้นมากหรือเข้มข้นน้อยเท่านั้นเอง

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง “ลุงแซม” ขยับ ประเทศคู่ค้าขนาดเล็กอย่างไทยคงจะได้รับผลกระทบไม่น้อย เพราะไทยเองก็เป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของทางสหรัฐอเมริกา แถมยังเป็นประเทศที่ค้าขายแบบ “เกินดุลการค้า” กับสหรัฐอเมริกา มาหลายปีติดต่อกัน และติดอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกมาโดยตลอด

ล่าสุดประเทศไทยติดอยู่ในอันดับที่ 12 จากอันดับที่ 14 ของโลก ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม พ.ศ.2567 ไทยได้ดุลการค้าสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นราวๆ 11% อยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากประมาณกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ

ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกายังน่าเป็นกังวลและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าพรรคไหนจะเข้ามาบริหารประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนของประเทศไทยก็คงหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับ “นโยบายกีดกันทางการค้าและการลงทุน” ที่ก่อตัวขึ้น และยังต้องประเมินว่าความขัดแย้งด้าน “ภูมิรัฐศาสตร์” หรือ “Geopolitical conflict” จะทวีความรุนแรงหรือไม่อย่างไร

Advertisement

ประเทศไทยนี่ล่ะจะเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางนโยบายกีดกันทางการค้าและการลงทุน ไทยจะต้องรับมือกับการย้ายฐานการผลิต หรือ Investment relocation จากกระแสสงครามการค้า หรือ Trade War ที่เป็นหนึ่งปัจจัยที่เกิดจากความขัดแย้ง นอกเหนือไปจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่มีความอ่อนไหวอย่างมากท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งไทยจะต้อง “Rebalance” ในหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

โดยไทยเองถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก เป็นประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก หรือ Global supply chain ที่มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนหลายล้านรายหลายล้านกิจการอยู่ในห่วงโซ่อุปทานอันนี้ด้วย

เอสเอ็มอีไทยจำนวนไม่น้อยอาจจะมองว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ อาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัวไปสักหน่อย แต่จริงๆ แล้วมันไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย เพราะตลาดส่งออกไทยยังคงพึ่งพาตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาอย่างแยกไม่ออกจริงๆ ดังนั้น เอสเอ็มอีจะต้องตั้งรับและเตรียมพร้อมรับมือกับการค้าโลกหลังจากนี้

ผมอยากให้เอสเอ็มอีไทยเปิดใจยอมรับเข้าใจก่อนว่าทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาถือเป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้างกฎกติกาและเงื่อนไขทางการค้าโลกผ่านมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการกีดกันทางการค้า

“การกีดกันทางการค้านี้ล่ะที่จะทำให้สินค้าจากประเทศที่สาม เช่น จีนทะลักเข้าไทยมากขึ้น เพราะจีนถูกปิดกั้นจากทางฝั่งนั้น ทำให้ไม่มีตลาดส่งออกสินค้า ก็ต้องเน้นมาทางเอเชียมากขึ้น กระทบต่ออุตสาหกรรมไทยอยู่เช่นกัน ขณะนี้ประเมินว่าอาจจะมีมากกว่า 25 กลุ่มอุตสาหกรรมจากทั้งหมด 46 กลุ่มอุตสาหกรรม”

การแข่งขันกับจีนเรื่องต้นทุนการผลิต เอสเอ็มอีไทยเองคงสู้ลำบาก แต่ถ้าสู้ด้วยนวัตกรรม ผมเชื่อว่ายังมีทางรอดและสินค้าก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

แม้เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีศักยภาพมากเพียงพอในการค้าขายทำธุรกิจกับทางผู้ประกอบการจากสหรัฐอเมริกาโดยตรง แต่อย่าลืมว่าเอสเอ็มอีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทาน เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายๆ รายที่เข้าสู่ตลาดสหรัฐไปแล้ว จำเป็นต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของโลกไปด้วย

ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ชี้ให้เอสเอ็มอีเห็นทิศทางการทำธุรกิจภายใต้แรงกดดันการเมืองโลกหลังจากการที่สหรัฐอเมริกาได้ผู้นำคนใหม่ เพื่อให้เอสเอ็มอีที่เป็นเครือข่ายของ Global supply chain สามารถปรับตัวได้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

ที่สำคัญ เอสเอ็มอีและบริษัทขนาดใหญ่ จำเป็นต้องหาตลาดสำรองไว้ให้มากขึ้นในกลุ่มประเทศ CLMV เพราะมีความได้เปรียบทางด้านโลจิสติกส์

ส่วนภาครัฐเองจำเป็นต้องมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพื่อตั้งรับและป้องกันไม่ให้ธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยสะดุดอีกระลอกจากผลกระทบของการเลือกตั้งที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจโลก

“สิ่งหนึ่งที่ผมยังกังวลคือหากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น เศรษฐกิจไทยก็คงไม่ฟื้นตัวตามไปด้วย ธุรกิจเอสเอ็มอีคงรอไม่ไหว รัฐจึงต้องเพิ่มยาแรงอัดเม็ดเงินช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ได้”

การที่นักลงทุนย้ายฐานการผลิตเข้ามาในไทยมากขึ้น ภาครัฐจะต้องเร่งผลักดันให้บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นมาใช้สินค้าที่ผลิตในไทยเข้าสู่ระบบการผลิตในโรงงานมากขึ้น สร้างความได้เปรียบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา

ไม่ว่าพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตจะมาก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้อยู่ดี ภาครัฐต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ Local content ในระยะยาว เอสเอ็มอีไทยจึงจะฟื้นตัวได้

“แต่การที่จะให้บริษัทข้ามชาติหันมาให้ Local content มากขึ้นก็ไม่ง่าย รัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้น ส่งเสริมการใช้ เพิ่มเงินอัดฉีด เสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี มีต้นทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพทัดเทียมมาตรฐานโลก”

ประเด็นราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่อาจจะพุ่งทะยานเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หาก “ทรัมป์” เข้ามาแล้วถอดถอนสหรัฐอเมริกาออกจากข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นครั้งที่สอง หรือ Paris Agreement ทั่วโลกคงต้องหันมาพิจารณาเรื่องการลงทุนที่เกี่ยวข้องใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนสีเขียว ที่จะกระทบไปทั้งระบบ

หากราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง เอสเอ็มอีก็จะหนีไม่พ้นเรื่องต้นทุนการผลิต ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และค่าครองชีพที่จะสูงลิบลิ่ว กระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับไทยอยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง ต้นทุนการเงินก็สูง ที่กล่าวมานี้ยังไม่นับรวมผลกระทบ
ด้านนโยบายการคลังหากทางสหรัฐอเมริกามีมาตรการใหม่ๆ ออกมาส่งผลกระทบต่อตลาดเงิน ตลาดทุนทั้งโลก ตลอดจนอัตราแลกเปลี่ยน หัวใจหลักของภาคการส่งออก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการะหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” และ “คามาลา แฮร์ริส” ถือเป็นจุดเปลี่ยนโลกที่สำคัญ ซึ่งไทยต้องวางตัวให้ดี ปรับตัวให้รอด ท่ามกลางนโยบายผู้ท้าชิงทั้งสองพรรค