เป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO
ความท้าทายของประเทศไทยในยุคโลกเดือด
ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คืออะไร
ความเป็นกลางทางคาร์บอน (CARBON NEUTRALITY) หมายถึง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดกลับคืนมา ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO GHG EMISSIONS) แต่เรามักจะเรียกกันสั้นๆ ว่า NET ZERO หมายถึง ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เท่ากับปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่ทวีความรุนแรงจากปัญหาภาวะโลกร้อนสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่ความหายนะของโลก ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว เห็นว่าต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเร่งด่วน เรียกร้องให้มีความร่วมมือกันในระดับโลก ทำให้นานาชาติที่เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัดสินใจประกาศนโยบาย CARBON NEUTRALITY และ NET ZERO เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้
ทำไมประเทศไทยจึงประกาศเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO
ประเทศไทยมีดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศของโลกสูงเป็นลำดับที่ 9 ของโลก ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ประเมินโดยองค์กร Germanwatch จากจำนวนผู้เสียชีวิตจากสภาพอากาศวิกฤตสุดขั้วและการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งมาจากการเกิดน้ำท่วมใหญ่ในปี 2011 ดังนั้น หากไม่ประกาศนโยบายและเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO ในขณะที่ประเทศคู่ค้าของประเทศไทยต่างพากันประกาศเป้าหมายดังกล่าว ก็เกรงว่าอาจถูกกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศในอนาคต ทำให้รัฐบาลไทยตัดสินใจประกาศนโยบายและเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO
การประกาศเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO เป็นภาคบังคับหรือไม่
ณ ปัจจุบัน ยังไม่ได้มีการบังคับอย่างเป็นทางการให้ภาคธุรกิจประกาศเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ดำเนินการเพราะเป็นนโยบายระดับชาติ ซึ่งมีกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่ CARBON NEUTRALITY & NET ZERO คือ การออกพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วย 13 หมวดหลัก และ 1 หมวดเพิ่มเติม ครอบคลุมเรื่องสำคัญหลายด้าน ตั้งแต่การกำหนดนโยบายระดับชาติ ไปจนถึงการจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความผูกพันในการดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ การร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาโดยเพิ่งผ่านอนุกรรมการครั้งที่ 14 และจะเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีในลำดับถัดไป โดยคาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปี พ.ศ.2569
ดาวน์โหลดร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ https://shorturl.at/oBDKZ
สถานการณ์ล่าสุดของการประกาศนโยบายและเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO
ประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด 73,640 โรงงาน (อ้างอิงข้อมูลล่าสุด วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 จากข้อมูลจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมในภาพรวมของประเทศไทย โดยกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม) พบว่ามีการประกาศนโยบายและเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO จำนวน 126 บริษัท (อ้างอิงข้อมูลล่าสุด วันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 จากเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.) นอกจากนี้ พบว่ามีอย่างน้อย 623 บริษัท (อ้างอิงข้อมูลล่าสุด วันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน))
ทำไมต้องทวนสอบรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
เรื่องที่กำลังอยู่ในความสนใจของภาคธุรกิจ คือ การกำหนดให้มีการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป้าหมายการลด และแผนการดำเนินงาน ในระดับประเทศและระดับนิติบุคคล ที่ต้องผ่านทวนสอบจาก หน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ขึ้นทะเบียน ระดับชาติ ซึ่งต้องผ่านการรับรองมาตรฐานระบบงานตามมาตรฐาน มอก.14065-2560 (ISO 14065 : 2013) ว่าด้วยข้อกำหนดและแนวทางสำหรับการประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเพื่อรับรองความสามารถในการตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจกโดยหน่วยรับรองอิสระที่เป็นบุคคลที่สาม เพื่อทำให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
ตรวจสอบรายชื่อ โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ของ อบก.ได้ที่ https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.phplang=TH&mod=ZG1WeWFXWnBaWEk9&action=Ym1WMGVtVnlidz09
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่า หากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2569 นี้ จะทำให้มีความต้องการกำลังคนด้านคาร์บอนฟุตพรินต์จำนวนมาก ในขณะที่ ณ ตอนนี้ พบว่าประเทศไทยมีจำนวนที่ปรึกษา CFO จำนวน 165 คน จาก 18 หน่วยงาน และมีหน่วยตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก ขึ้นทะเบียน ระดับชาติ จำนวน 15 หน่วย (คาดว่ามีผู้ทวนสอบ CFO จำนวนประมาณ 100 คน) ทำให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนากำลังคนในด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
การเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจเรื่อง CARBON NEUTRALITY & NET ZERO
ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐได้พยายามดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจ ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคบริการ โดยมีการจัดงานสัมมนาเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศและทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาแนวทางการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร โดยอ้างอิงเทคนิคการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA: Life Cycle Assessment อ้างอิงจาก ISO 14040/14044) ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล หรือที่รู้จักกันดีว่าเป็นการจัดทำ CFO (Carbon Footprint of Organization) ในระดับองค์กร ทำเพื่อจำแนกกิจกรรมที่เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาก๊าซเรือนกระจก (GHG: Green House Gas) 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), มีเทน (CH4), ไนตรัสออกไซด์ (N2O), ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs), เพอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs), ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) และไนโตรเจนไตรฟลูออไรด์ (NF3) คำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระบุแหล่งปล่อยที่มีนัยสำคัญสูง อันเป็นการกระตุ้นให้มีการตั้งเป้าและมาตรการลด นอกจากนี้ มีการรับสมัครบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานภาครัฐหลากหลายแห่งเพื่อให้เรียนรู้แนวทางเชิงปฏิบัติในการจัดทำ CFO, CFP รวมทั้งพัฒนากำลังคนไม่ว่าจะเป็น ที่ปรึกษา (Consultant) และผู้ทวนสอบ (Verifier) ตลอดจน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบงานเพื่อขอรับการรับรองเป็น หน่วยตรวจสอบความได้และทวนสอบก๊าซเรือนกระจก (Validation/Verification Body, VVB) ควบคู่กันไปด้วย
ปัญหาและอุปสรรคสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ
หากเป็นองค์กรที่มีการเตรียมความพร้อมมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรที่เข้าร่วมเป็นบริษัทนำร่องในโครงการของหน่วยงานรัฐมาแล้วก่อนหน้านี้ พบว่าไม่ได้มีปัญหาอุปสรรคในการรายงาน CFO ที่ผ่านการทวนสอบ ทั้งทางเทคนิคและการเงิน แต่หากเป็นองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ ที่ไม่เคยเข้าร่วมงานสัมมนาใดๆ มาก่อน พบว่ามีความตื่นตัวในการเตรียมความพร้อมอย่างมากเนื่องจากการรายงาน CFO ที่ผ่านการทวนสอบ กำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ในการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายในพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่วนองค์กรขนาดเล็ก มีปัญหาสำคัญในเรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากรเกี่ยวกับข้อกำหนดในการรายงาน CFO การไม่มีระบบบัญชีดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อมูลบัญชีรายการก๊าซเรือนกระจก การไม่มีงบประมาณในการจัดจ้างที่ปรึกษาในการจัดทำรายงาน CFO ตามรูปแบบที่กำหนดและจัดจ้างผู้ทวนสอบ นอกจากนี้
ในภาพรวมทั้งหมด พบว่ามีอุปสรรคสำคัญในการกำหนดเป้าหมายลดและหามาตรการลด ทำให้หลายองค์กรลังเลที่จะออกนโยบายและประกาศเป้าหมาย CARBON NEUTRALITY & NET ZERO ต่อสาธารณะเพราะเกรงว่าจะทำไม่ได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านบุคคลากร (เช่น ไม่มีเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมหรือความยั่งยืน) ข้อจำกัดด้านสถานที่ (เช่น ไม่มีพื้นที่สำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟ) ด้านเทคโนโลยี (เช่น มีข้อจำกัดในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี) และด้านการลงทุน (เช่น ไม่มีงบประมาณลงทุนเรื่องเครืองจักรและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่านี้ เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในตอนนี้)
โจทย์สำคัญเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุน
หากลดไม่ได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไปแล้ว ต้องมีการจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น (1) การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิตและระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (2) การพัฒนาระบบการรายงานและทวนสอบ CFO ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่สอดคล้องตามมาตรฐานสากล โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันการฟอกเขียว (GREEN WASHING) ด้วยการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าองค์กรรับผิดชอบต่อสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และ (3) การบริหารจัดการการเงินอย่างยั่งยืน (Sustainable Financing) โดยการกําหนดนิยามและจัดหมวดหมู่กิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่คํานึงถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เรียก THAILAND TAXONOMY แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ 1.สีเขียว กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย เช่น พลังงานลม 2.สีเหลือง กิจกรรมที่สามารถปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจเข้าข่ายสีเขียวได้ในอนาคต เช่น พลังงานไฟฟ้าจากชีวภาพ และ 3.สีแดง กิจกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก จำเป็นต้องมีมาตรการจัดการแก้ไข เช่น ภาคอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ตัวอย่างเช่น ภาคพลังงาน ภาควัสดุก่อสร้าง เป็นต้น โดยนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้เหมาะสมและสอดคล้องตามบริบทของประเทศไทย เช่น การออกตราสารหนี้สีเขียว การออกสินเชื่อสีเขียว โดยที่ระยะแรก มีเพียงภาคพลังงาน และภาคการขนส่ง
ส่วนระยะที่ 2 มีแผนที่จะขยายขอบเขตให้ครอบคลุม 4 ภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ การผลิต การเกษตร การกำจัดของเสีย ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์
รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง
ผู้เชี่ยวชาญคาร์บอนฟุตพรินต์ ของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ผู้อำนวยการศูนย์วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

