ความทรงจำของหมอเอลิซาเบท คูเบลอร์-รอสส์ว่าด้วยการมีชีวิตกับการตาย
หนังสือ “วงล้อแห่งชีวิต : บันทึกความทรงจำของการมีชีวิตกับการตาย” เขียนโดยหมอเอลิซาเบท คูเบลอร์-รอสส์ (ค.ศ. 1926 – 2004) แปลโดยวิภาดา กิตติโกวิท เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก มีเรื่องน่าสะเทือนใจอยู่หลายตอน ชีวประวัติของเธอเหมือนเป็นนิยาย มีการผจญภัย มีบางตอนที่เหลือเชื่อ แฝงด้วยคติที่ได้มาจากการใช้ชีวิตของเธอ และการอุทิศตนด้วยความรักอันเป็นเป้าหมายแห่งชีวิต พระไพศาล วิสาโล เขียนไว้ในบทนำว่า เธอ “ได้เปิดโลกแห่งภาวะใกล้ตายให้เราเห็นว่า คนเราจะตายอย่างไรขึ้นอยู่กับว่าเขามีชีวิตอยู่อย่างไร เธอยังบอกเราอีกว่า ชีวิตหลังตายก็ไม่น่ากลัวเช่นกัน” อันที่จริง เธอยืนยันในหนังสือของเธอว่า “เมื่อความตายมาถึงนั้น ไม่มีความเจ็บปวด ความกลัว ความกังวล หรือความเสียใจ มีเพียงการแปลงรูปเป็นผีเสื้อที่อบอุ่นและสงบ”
เธอได้โยงความตายกับผีเสื้อจากประสบการณ์ที่ได้ไปเยี่ยมค่ายกักกัน “ไมดาเน็ก” ของนาซีที่โปแลนด์หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน ที่นั่นเธอพบสัญญาณแห่งอดีตอันชั่วร้าย ที่ซึ่งคนถูกฆ่าตายกว่า 300,000 คน เธอเห็นลวดหนาม หอยาม ค่ายพัก ยังมีรถไฟอีกหลายขบวน บางตู้บรรจุเส้นผมของผู้หญิงที่จะถูกส่งกลับไปเยอรมนี เพื่อไปทอเป็นเสื้อกันหนาว รถตู้สุดท้ายเต็มไปด้วยเสื้อผ้าของเด็ก รองเท้า ของเล่นของเด็กทารก ฯลฯ ในค่าย เห็นเตียงไม้เกลี้ยง ๆ กองซ้อนกันห้าชั้น บนผนัง คนสลักชื่อของตนและภาพวาด และเห็นภาพภาพหนึ่งที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผีเสื้อ ทุกหอนอนเต็มไปด้วยผีเสื้อ ทำไม ทำไมเป็นผีเสื้อ มันต้องมีความหมายบางอย่าง ขณะนั้นเธอหาคำตอบไม่ได้
อย่างไรก็ดี ในตอนท้ายของหนังสือ เธอผู้เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าเขียนว่า “เวลานี้ฉันกำลังเรียนเรื่องความอดทนและการยอมศิโรราบ ยากเท่าที่บทเรียนเหล่านั้นจะยาก ฉันรู้ว่าสิ่งสูงสุดแห่งสิ่งสูงสุดนั้นมีแผนการ ฉันรู้ว่าพระองค์มีเวลาซึ่งเหมาะสำหรับฉันที่จะลาจากร่างของฉัน ในลักษณะเดียวกับที่ผีเสื้อทิ้งรังไหม” หรือความตายจะเสมือนการเปลี่ยนผ่านจากดักแด้สู่ผีเสื้อ หรือว่าผู้ที่อยู่ในค่ายกักกันจะตระหนักและเปิดรับความตายที่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่าน
เอลิซาเบทเกิดที่สวิสเซอร์แลนด์ จากครอบครัวโปรเตสแตนต์ พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัวผู้เคร่งครัด แม่เลี้ยงดูลูกทุกคนอย่างอบอุ่น เธอเป็นพี่สาวคนโตของแฝดสาม ตัวเล็กมากขณะคลอดโดยมีน้ำหนักเพียง 2 ปอนด์ (ไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม) ต้องได้รับการดูแลในตู้อบเด็กทารกแรกเกิดเพื่อมีชีวิตรอด ในวัยเด็ก เธอได้รับการปฏิบัติเหมือนน้องแฝดอีกสองคน จึงโหยหาอัตลักษณ์เฉพาะของตน เธอบอกหลายครั้งในอัตชีวประวัติว่าตนเป็นคนดื้อรั้น
วันหนึ่ง เมื่อโตพอเข้าโรงเรียน เธอไปดูแข่งม้ากับพ่อ แล้วนั่งบนพื้นหญ้าชื้นตลอดบ่าย ผลคือการมีไข้สูง เพ้อ เพราะเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ต้องนอนโรงพยาบาลแรมเดือน ฟื้นมาได้เพราะพ่อถ่ายเลือดให้ พอกลับมาบ้านก็ยังต้องพักฟื้นอีกสามสัปดาห์ ดีที่ครูพาเพื่อนนักเรียนมาเยี่ยมและร้องเพลงที่เธอชอบให้ฟัง ก่อนกลับ ครูยื่นหมีสีดำน่ารัก ซึ่งเต็มไปด้วยช็อกโกแลตที่อร่อยที่สุดให้ เธอหายป่วยได้เพราะการดูแลและความรักที่ได้รับที่บ้าน และช็อกโกแลตอีกจำนวนหนึ่งด้วย
เธอใฝ่ฝันที่จะเป็นหมอ เพราะได้รับแรงบันดาลจากหมอชาวอัลซาส (พื้นที่พิพาทระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศส) ชื่อ อัลเบิรต์ ชไวทเซอร์ ผู้เป็นทั้งนักเปียโน อาจารย์สอนศาสนา ฯลฯ แต่เขาลาออกจากงานเพื่อมาเรียนแพทย์อยู่ 7 ปี ซึ่งเป็นการทำตามเสียงเรียก ในที่สุด ก็ไปทำการรักษาพยาบาลในถิ่นทุรกันดารของแอฟริกา และเปิดโรงพยาบาลที่เมืองแลมบารินี ประเทศกาบ็อง ที่ก่อนหน้านั้นไม่มีหมออยู่เลย
เมื่อเอลิซาเบทจบมัธยม พ่อสั่งให้ไปช่วยงานที่สำนักงานของพ่อ เมื่อเธอปฏิเสธ ก็ต้องออกจากบ้านไปเป็นคนใช้ โชคไม่ดี เจ้าของบ้านเอารัดเอาเปรียบและเหยียดหยาม เธอจึงโซซัดโซเซกลับบ้าน และนอนฟื้นตัวบนเตียงอยู่สองสามสัปดาห์
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้น เธออายุได้ 13 ปี เธอได้ข่าวว่าคนยิวถูกกวาดล้างในโปแลนด์ และจำนวนมากถูกฆ่าตายในค่ายกักกัน จึงสัญญากับพระเจ้าว่า โตขึ้นจะไปโปแลนด์เพื่อช่วยเหล่าคนกล้า เธอเกลียดนาซี และตะโกนขณะที่ฟังวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ว่า “เราจะไม่มีวันยอมแพ้” ในที่สุดเธอ ก็ได้งานที่ชอบ เริ่มจากการเป็นเด็กฝึกงานในสถาบันวิจัยทางชีวเคมี มีโอกาสสวมเสื้อกาวน์สีขาวเป็นครั้งแรก งานต่อมาคือเป็นเด็กฝึกงานในแผนกโรคผิวหนังของโรงพยาบาลรัฐในซูริก
วันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เป็นวันยกพลขึ้นบกที่แคว้นนอร์มังดี สถานการณ์สงครามเปลี่ยนไป ไม่นานผู้ลี้ภัยหลั่งไหลเข้าสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาเป็นระลอกคลื่น วัน ๆ นับร้อยคน หลายคนถูกพาเข้ามาที่แผนกโรคผิวหนัง เธอทำงานกับเด็ก ๆ โดยตรง เอาสบู่เหลวฟอกตัว ดูแลคนที่เป็นหิด ให้พวกเขาแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสะอาด และให้สิ่งที่เธอรู้สึกว่าพวกเขาต้องการมากที่สุด กอดและปลอบประโลมด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน
เธอพยายามหาอาหารให้พอสำหรับผู้ลี้ภัยที่อดอยาก เป็นเวลาหลายคืนต่อเนื่อง เธอกับเพื่อนเด็กฝึกงานซึ่งชอบก่อกวนอีกคนหนึ่ง ช่วยกันสั่งอาหารครบชุดนับร้อย ๆ ชุดจากครัวโรงพยาบาล เพื่อมาแจกจ่ายให้เด็ก ๆ ถ้าเหลือก็เลี้ยงผู้ใหญ่ จากนั้นพวกเขาจะถูกส่งไปพักตามโรงเรียน แล้วส่งต่อให้กาชาด ไม่นาน การผันอาหารอันมีค่าก็ถูกพบ เธอถูกหัวหน้าที่มาใหม่เรียกเข้าพบ เขาชื่อหมอไวต์ซ เป็นชาวโปแลนด์เชื้อสายยิว เธอคาดว่าจะถูกไล่ออก เพราะนอกจากเรื่องอาหารแล้ว ยังไม่ได้ขออนุญาตพักงานในห้องปฏิบัติการเลย แต่หมอไวต์ซกลับชมเชย “คุณต้องดูแลเด็ก ๆ ผู้ลี้ภัย นั่นเป็นโชคชะตาของคุณ”
มีสำนวนภาษาอังกฤษว่า “Waiting for the other shoe to drop” ซึ่งอาจารย์วิภาดาแปลว่า “คอยให้รองเท้าอีกข้างถูกทิ้งลง” และให้คำอธิบายว่า ห้องชุดในนิวยอร์กสมัยนั้น เมื่อเพื่อนบ้านชั้นบนกลับดึกและถอดรองเท้าข้างหนึ่งโยนลงกับพื้น คนชั้นล่างพลอยตื่น และคอยฟังว่ารองเท้าอีกข้างจะถูกโยนลงเมื่อใด ในที่นี้ อุปมาว่าจะมีเรื่องตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ หัวหน้าผู้บริหารโรงพยาบาลเรียกเด็กฝึกงานทั้งสองคนไปพบ และคาดโทษว่า ให้ชดใช้ค่าอาหารที่ได้ปันส่วนให้เด็กผู้ลี้ภัย ถ้าทำไม่ได้ ก็จะถูกไล่ออก … โชคดีที่หมอไวต์ซไปหาผู้นำชุมชนชาวยิวในซูริก แล้วพวกเขาก็ช่วยคืนค่าอาหารแก่โรงพยาบาล
วันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 คือวันที่สงครามในยุโรปสิ้นสุดลง เสียงระฆังโบสถ์ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ดังขึ้น ราวกับร่วมบรรเลงเพลงซิมโฟนี เธอถือโอกาสสมัครเป็นสมาชิกขององค์การอาสาสมัครนานาชาติเพื่อสันติภาพ (International Voluntary Service for Peace – IVSP) เธอได้ข่าวจากหัวหน้าหน่วยอาสาสมัครเฉพาะกิจว่ากำลังวางแผนที่จะเข้าไปยังชายแดนฝรั่งเศสที่เพิ่งเปิดใหม่ เพื่อฟื้นฟูหมู่บ้านชนบทชื่อ เอกูรฺเซย์ (curcey) ซึ่งถูกนาซีทำลายเกือบทั้งหมด เมื่อเธอบอกเรื่องนี้ที่โต๊ะอาหารค่ำ พ่อโพล่งออกมาว่า เธอบ้า แม่อยากให้เธอเป็นเหมือนน้องสาวอีกสองคน คืออย่าไปเผชิญอันตรายเลย แต่เธอคิดว่า นี่เป็นชะตากรรม และเธอต้องไปตามเส้นทาง
ที่เอกูรฺเซย์ บ้านถูกทำลาย ชายหนุ่มที่บาดเจ็บไม่กี่คนเดินเร่ร่อนอยู่ ที่เหลือเป็นคนแก่ ผู้หญิง และเด็กจำนวนเล็กน้อย กับนักโทษนาซีกลุ่มหนึ่งที่ถูกขังในห้องใต้ดินของโรงเรียน เธอรับหน้าที่เป็นแม่ครัว อาสาสมัครหลายคนต้องตระเวนทั่วป่าและฟาร์มใกล้เคียงทั้งวัน เพื่อหาอาหารพอกินมื้อเดียว เมื่อแรกถึงเอกูรฺเซย์ เธอสังเกตเห็นนักโทษถูกพาออกไปยังทุ่งรอบนอก พอตกเย็นนักโทษที่กลับมาจะลดลงคนสองคนเสมอ เมื่อสอบถาม พบว่าพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องกวาดทุ่นมนุษย์ คนที่ไม่ได้กลับมาถูกระเบิดและถูกฝังไว้ ด้วยความโกรธ อาสาสมัครหยุดการกระทำนั้นโดยขู่ว่า เราจะเดินไปข้างหน้าและให้พวกเขามาทำงานก่อสร้างแทน
ยกเว้นชาวบ้าน ไม่มีใครเกลียดนาซีมากไปกว่าเธอ แต่ในสัปดาห์แรก ๆ เธอได้เห็นทหารเหล่านี้ในฐานะที่เป็นมนุษย์ พ่ายแพ้ ท้อแท้ หิวโหย หวาดกลัวที่จะต้องไปเสี่ยงในทุ่งระเบิด แล้วหัวใจของเธอก็เปิดกว้างขึ้น เธอสอดสบู่ ดินสอและกระดาษ ผ่านลูกกรงเหล็กของหน้าต่างห้องใต้ดิน พวกเขาเทใจใส่จดหมายสะเทือนใจที่เธอยัดใส่เสื้อ และส่งต่อให้ครอบครัวพวกเขาเมื่อเธอกลับบ้าน … อาสาสมัครสร้างบ้านจำนวนมาก แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่มอบให้คนเหล่านี้ คือความรักและความหวัง
ที่ค่ายกักกันไมดาเน็ก ขณะที่กำลังตั้งคำถามถึงความหมายของผีเสื้อที่สลักไว้ตามหอนอน ความคิดของเธอถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหนักแน่นของหญิงสาวชื่อ โกลดา “คุณก็สามารถทำอย่างนั้นด้วย … ถ้าคุณถูกเลี้ยงมาในเยอรมนีของนาซี” เอลิซาเบทอยากตะโกนแย้งว่า “ไม่ใช่ ฉันรักสันติภาพ โตในครอบครัวที่อ่อนโยน ในประเทศที่สงบสุข” แต่ดูเหมือนโกลดาจะเดาใจได้และกล่าวว่า “คุณทำได้ง่าย ๆ ในตัวเราทุกคนมีฮิตเลอร์อยู่”
โกลดาเกิดในเยอรมนี เมื่ออายุสิบสองปี ตำรวจลับเอาตัวพ่อเธอไป ต่อมาครอบครัวพร้อมปู่ ย่า ถูกส่งมาที่ไมดาเน็ก วันหนึ่ง โกลดาและครอบครัวอยู่ในกลุ่มที่ถูกถอดเสื้อผ้าและถูกผลักเข้าไปในห้องรมแก๊ส เธอเป็นคนสุดท้ายที่พวกเขาดันเข้าไปก่อนปิดประตูและเปิดแก๊ส แต่ประตูปิดไม่ลง พวกเขาเลยกระชากเธอออกมา พวกเขาถือว่าเธอตายแล้วและไม่มีใครขานชื่อเธออีก เธอมีเวลาน้อยมากสำหรับเสียใจ เธอต้องตะเกียกตะกายเอาชีวิตรอดในฤดูหนาวของโปแลนด์ บอกกับตัวเองว่า “ฉันต้องอยู่เพื่อบอกโลกถึงความสยดสยองที่คนพวกนี้ได้ก่อ” โกลดาหล่อเลี้ยงความเกลียดชังนี้ และตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะมีชีวิตอยู่
แต่เมื่อค่ายถูกปลดปล่อย โกลดาอ่อนเปลี้ยจากความโกรธและความขมขื่น ไม่ต้องการใช้ชีวิตอันมีค่าที่เหลือหว่านโปรยความเกลียดชัง “ถ้าทำเช่นนั้น ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากฮิตเลอร์ … หนทางเดียวที่เราสามารถพบสันติสุขได้ คือปล่อยให้อดีตเป็นอดีต … ถ้าฉันสามารถเปลี่ยนชีวิตของคนคนหนึ่ง จากความเกลียดชังและความพยาบาท ไปสู่ความรักและความเมตตา ก็มีค่าควรที่จะมีชีวิตรอดมาแล้ว” โกลดาช่างล้ำค่า ช่างแข็งแกร่ง
ประสบการณ์กับชาวเยอรมันของเอลิซาเบทยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่จะขอนำมาเล่า เธอได้รับปากกับหมอไวต์ซว่าจะไปช่วยเขาที่โปแลนด์ การเดินทางช่างยากลำบากในช่วงเวลาหลังสงครามใหม่ๆ เธอไม่สามารถบอกล่วงหน้าว่าจะไปถึงเมื่อไร โชคดีที่ระหว่างทางพบทีมแพทย์สี่คนที่ช่วยพาเธอไปด้วยกัน แต่พอถึงจุดนัดหมายกับหมอไวต์ซ ทีมแพทย์ต้องออกเดินทางต่อไป เธอจึงเคว้งคว้างอยู่ไม่รู้จะทำอย่างไร พอดีเหลือบไปเห็นธงชาติสวิสแต่ไกล หมอไวต์ซมาตามลางสังหรณ์แล้วมาเจอกันพอดี
เอลิซาเบทไปทำงานที่ค่าย IVSP เริ่มต้นด้วยงานก่อสร้างโรงเรียนหลังหนึ่ง แต่สิ่งที่จำเป็นมากที่สุดคือบริการด้านการแพทย์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหญิงสองคนชื่อ ฮานกา กับดานกา พวกเธอเคยเข้าร่วมกับกองกำลังโปแลนด์ และได้รับการฝึกการแพทย์ภาคสนามขั้นพื้นฐาน เมื่อพวกเธอเห็นเอลิซาเบทพันแผลห้ามเลือดที่ขาให้แก่ชายคนหนึ่งที่ตกลงมาระหว่างทำงานก่อสร้าง ก็มากอดเอลิซาเบทในฐานะที่เป็นหนึ่งในพวกเธอ ทั้งสามคนได้ดัดแปลงกระท่อมหลังหนึ่งให้เป็นคลินิก แม้จะขาดแคลนทั้งอุปกรณ์และหยูกยา
กลางดึกคืนหนึ่ง เอลิซาเบทถูกปลุกด้วยเสียงร้องและเสียงหายใจหอบของเด็ก เสียงนั้นมาจากเด็กวัยราวสามขวบในอ้อมแขนของหญิงชาวนาคนหนึ่ง เด็กมีอาการของไข้ไทฟอยด์ แต่ที่นั่นไม่มียา หญิงชาวนาพูดง่าย ๆ ว่า “หมอต้องช่วยแก แกเป็นลูกคนสุดท้ายในจำนวนสิบสามคนของฉัน คนอื่นตายหมดที่ค่ายไมดาเน็ก คนนี้เกิดที่นั่น ฉันไม่อยากให้เขาตายในเมื่อพาแกออกมาได้แล้ว” เอลิซาเบทจึงคิดหาทางช่วย เมืองลูบลินที่อยู่ถัดไปมีโรงพยายาล ถ้าเด็กรอดจากการเดินทาง เราอาจโน้มน้าวให้ทางโรงพยาบาลรับไว้รักษาได้
หญิงผู้นั้นทราบว่าเสี่ยง แต่เธอก็ลุกขึ้นและกล่าวว่า “เราไปกันเถอะ” ทั้งสองคุยกันไปตลอดคืน ผลัดกันอุ้มเด็ก ฟ้าสางก็ไปถึงประตูโรงพยาบาล ยามบอกว่าไม่รับคนไข้อีกแล้ว เมื่อเอลิซาเบทเห็นชายคนที่น่าจะเป็นหมอ ก็เข้าไปหา เขาจับชีพจรเด็กแล้วสรุปว่า “ในเมื่อเขาไม่มีโอกาสรอด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะรับเขาเข้ามา” ทันใดนั้น เอลิซาเบทกลายเป็นคนก้าวร้าว มองหน้าเขาแล้วกล่าวว่า “ฉันมาจากสวิตเซอร์แลนด์ โบกรถมาเพื่อช่วยชาวโปแลนด์ เราดูแลคนป่วยวันละห้าสิบคนในคลินิกเล็กจิ๋วที่ลูซีมา และเดินมาจากที่นั่นเพื่อช่วยเด็กคนนี้ ถ้าหมอไม่รับ ฉันจะกลับไปบอกทุกคนที่สวิตเซอร์แลนด์ว่า คนโพลใจดำ หมอชาวโปลไม่เห็นใจหญิงผู้เหลือลูกคนสุดท้ายจากสิบสามคนที่รอดจากค่ายกักกัน” เขาไม่เติมใจ แต่เอื้อมมือมารับเด็กภายใต้เงื่อนไขว่าต้องทิ้งเด็กไว้ที่นั่นสามสัปดาห์ “ในสามสัปดาห์ ถ้าไม่ถูกฝังก็หายดีพอรับกลับได้” แล้วหมอกับเด็กก็หายไปในโรงพยาบาล
เอลิซาเบทถามหญิงชาวนาว่า “เธอจะทำอะไรต่อ?” “ฉันจะกลับไปช่วยหมอ” เธอตอบ ที่คลินิก จากล่าม ถึงพยาบาล ถึงแม่ครัว ไม่มีอะไรที่เธอทำไม่ได้ แล้วเช้าวันหนึ่งเธอก็จากไป อ๋อ นั่นก็ครบสามสัปดาห์พอดี สัปดาห์ต่อมา เอลิซาเบทตื่นขึ้นและพบผ้าเช็ดหน้าห่อดินอยู่ข้างศีรษะ ในนั้นมีข้อความ “ถึงหมอหญิง ส่งมาจากผู้ซึ่งหมอได้ช่วยลูกคนสุดท้ายจากสิบสามคนไว้ ดินศักดิ์สิทธิ์ โปแลนด์” หญิงชาวนาคงพาลูกกลับหมู่บ้าน ขุดดินจากบ้านเธอและขอให้พระเสกมัน ในเมื่อนาซีได้ฆ่าพระตายเกือบหมด เธอคงตามหาไปไกลกว่าจะได้พบสักคน ดินของเธอเป็นดินที่พระเจ้าประสาทพร ถุงดินนั้นกลายเป็นของขวัญล้ำค่า ที่ต่อมาได้ช่วยชีวิตเอลิซาเบทไว้
เรื่องราวมีอยู่ว่า เธอเดินทางกลับสวิตเซอร์แลนด์อย่างทุลักทุเล ต้องหลบซ่อนในลังไม้ของทหารอังกฤษเพื่อหลบหลีกการตรวจตราของทหารเยอรมันที่เบอร์ลิน แล้วต้องเดินเท้าหลายชั่วโมง หิว เป็นไข้ สับสนงุนงง มีอาการเพ้อ เห็นภาพหลอน ชั่วขณะหนึ่ง เธอคิดจะขโมยแซนด์วิชจากเด็กหญิงตัวน้อย แต่เด็กหญิงเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ขณะที่เกิดความคิดก็ได้ยินเสียงของโกลดาว่า “มีฮิตเลอร์อยู่ในตัวเราทุกคน” อ้อ มันเพียงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม
เอลิซาเบทรอดตายมาได้ เพราะมีหญิงชราคนหนึ่งพบเอลิซาเบทหลับอยู่ขณะที่เธอออกมาเก็บฟืน แล้วหาทางเข็นไปส่งถึงโรงพยาบาลเยอรมัน หลายวันที่นั่น เธอมีสติบ้างไม่ได้สติบ้าง แต่ทั้งเพื่อนร่วมห้องและพยาบาลต่างปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือ เพราะอคติคิดว่าเธอเป็นชาวโปล คืนนั้น เธอเกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจหดตัวอย่างแรง ไม่มีใครช่วย ดีที่หมอเวรรักษาคำปฏิญาณของแพทย์และสั่งให้ฉีดยาสโตรฟันทีนให้ ตอนเช้า อาการดีขึ้น ลุกขึ้นนั่งและกินอาหารเช้า หมอถามว่า “สาวสวิสน้อย ๆ ของผม เป็นอย่างไรบ้างวันนี้” ทันทีที่พยาบาลกับเพื่อนร่วมห้องได้ยินว่าเธอเป็นสวิส ไม่ใช่โปล ท่าทีก็เปลี่ยนไป กลายมาให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่
หลายสัปดาห์ต่อมา ก่อนออกจากโรงพยาบาล เธอเล่าเรื่องดินโปลที่เก็บไว้ในเป้ให้พยาบาลและเพื่อนร่วมห้องฟัง และอธิบายว่า “ไม่มีความแตกต่างระหว่างแม่ของเด็กชาวโพลกับแม่ของเด็กชาวเยอรมัน”
เอลิซาเบทป่วยเกือบตายอีกครั้งเมื่อแต่งงานแล้วและย้ายตามสามีไปอยู่สหรัฐอเมริกา เธอแท้งลูกหลายครั้ง แต่ในที่สุดลูกชายคนโตก็คลอดออกมา เธอท้องอีก แท้งอีก ในที่สุดเด็กในครรภ์ที่จะคลอดเป็นคนที่สองก็ครบกำหนดคลอด วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1963 น้ำเดิน พอกลับบ้านจากการบรรยาย ก็โทรหาหมอสูติ หมอบอกว่า อย่ากังวล แค่นอน อย่าให้เหนื่อยและไปหาเขาวันจันทร์ เช้าวันจันทร์ เมื่อไปหาหมอ ผนังท้องเธอแข็งราวกับหิน หมอวินิจฉัยว่าเยื่อบุช่องท้องอักเสบ เป็นการติดเชื้อที่คุกคามต่อชีวิต ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าได้รับการตรวจในวันที่น้ำเดิน เอลิซาเบทปวดมาก เจ็บจนสุดทน มันมาเป็นระลอกจนหมดสติ เธอต้องอยู่กับระลอกคลื่นความเจ็บปวดสี่สิบแปดชั่วโมง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงร้องของทารกแรกเกิด และมีเสียงคนพูดว่า “ลูกสาว”
พอจบเป็นหมอ เอลิซาเบทคิดจะเป็นหมอเด็ก แต่เพราะมีที่ว่างให้ฝึกความเชี่ยวชาญด้านจิตแพทย์ชะตากลับนำเธอไปทางนั้น ในฐานะจิตแพทย์ เธอบุกเบิกหาความรู้จากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยใกล้ตาย หนังสือเล่มแรกที่สร้างชื่อเสียงแก่เธอเป็นอันมากชื่อ “ว่าด้วยความตายและการตาย” เธอเริ่มสังเกตว่าวงการแพทย์ขณะนั้นมองการตายในแง่ลบ ราวกับว่าหน้าที่ของแพทย์คือรักษาคนไข้ให้หายป่วย ถ้าคนไข้ตายถือเป็นความล้มเหลว หรือถ้ารู้ว่าไม่มีทางรักษาก็แทบจะหมดความใส่ใจ ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยใกล้ตายหลายคนว้าวุ่น เดียวดาย ต้องการการประคับประคอง และความรัก
จากประวัติคนไข้จำนวนมาก จากการเฝ้าสังเกตและพูดคุยกับคนที่กำลังจะตาย เธอพบว่าทุกคนล้วนผ่านขั้นตอนที่คล้ายกัน เริ่มจากการช็อกแล้วปฏิเสธ เดือดดาลและขึ้งโกรธ แล้วโศกเศร้าและเจ็บปวด พวกเขาต่อรองกับพระเจ้า หดหู่ ถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน?” สุดท้าย ถอยเข้าสู่ตัวเอง แยกตัวเองจากคนอื่น ขณะที่หวังจะไปสู่ขั้นที่สงบลงและยอมรับ นี่คือขั้นตอนโดยประมาณที่คนใกล้ตายจะผ่านไป แม้ลำดับของขั้นตอนอาจแปรเปลี่ยนไปได้บ้าง หนังสือเล่มดังกล่าว ทำให้วงการแพทย์หันมาศึกษาสภาวะของคนใกล้ตายมากขึ้น และขั้นตอนที่หมอเอลิซาเบทเสนอ ได้รับการขนานนามว่า “โมเดลคูเบลอร์-รอสส์”
หลังจากที่ได้ศึกษาสภาวะของคนใกล้ตายแล้ว เอลิซาเบทก็หันมาสนใจการเปลี่ยนผ่าน หรือชีวิตหลังจากตายแล้ว ด้วยเหตุผลบางประการ คนที่ตายแล้ว เช่นหัวใจหยุดเต้น บางคนได้ฟื้นกลับมาเล่าประสบการณ์ของตัวเองหลังความตาย เธอจึงเริ่มโครงการใหม่ในหัวข้อ “ชีวิต ความตาย และการเปลี่ยนผ่าน” เธอจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ จัดสัมมนา ฝึกตัวต่อตัวเพื่อให้คนเอาชนะน้ำตาและความโกรธ ทำกิจที่คั่งค้าง ซึ่งอาจเป็นความตายของพ่อแม่ที่ยังไม่ได้ไว้ทุกข์ การถูกล่วงละเมิดทางเพศที่ยังไม่เคยยอมรับ และบาดแผลอื่น ๆ เพื่อให้กระบวนการเยียวยาจะได้เริ่มขึ้น เพื่อการใช้ชีวิตที่เปิดเผย ซื่อตรง อันจะเอื้อต่อความตายที่ดี
เธอบรรยายว่าความตายเกิดขึ้นในหลายระยะ ในระยะที่หนึ่ง คนลอยออกจากร่าง ระยะที่สอง คนทิ้งร่างของตนไว้ข้างหลัง กลายเป็นวิญญาณหรือพลังงานเท่านั้น ระยะที่สาม เทวดาอารักษ์มานำทาง ผ่านอุโมงค์ หรือประตู สะพาน ช่องเขา ธารน้ำสวย และสุดท้ายพบแสงสว่าง ระยะที่สี่ ผู้ให้สัมภาษณ์บรรยายว่าไปอยู่เบื้องหน้า “จุดกำเนิดสูงสุด” เป็นประสบการณ์ในความเป็นหนึ่งเดียวของการดำรงอยู่
เอลิซาเบทไม่พอใจที่จะรับทราบประสบการณ์หลังตายจากผู้ให้สัมภาษณ์เพียงเท่านั้น เธออยากประสบด้วยตนเองด้วย เธอเดินทางไปที่ฟาร์มของนักวิจัยชื่อโรเบิร์ต มอนโรว์ ที่นั่นมีห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในการหาประสบการณ์การออกจากร่าง เธอเข้าไปในคูหาเก็บเสียง นอนบนเตียงน้ำ ใช้ผ้าปิดตา ปิดไฟ ผู้ช่วยเอาหูฟังครอบหัวไว้ มอนโรว์ประดิษฐ์วิธีกระตุ้นสมองด้วยคลื่นเสียงเทียม ทำให้สมองเข้าสู่ฌาน และกระทั่งไปพ้นจากนั้น
การทดลองครั้งแรกกับเธอไม่ประสบความสำเร็จ แต่ครั้งที่สองเป็นประสบการณ์ที่ยากแก่การบรรยาย จิตหยุดทุกความคิดทันที พาเธอเข้าสู่ด้านใน เหมือนการหายเข้าไปในหลุมดำ คืนนั้น มอนโรว์จัดให้เธอไปพักในเคบินโดดเดี่ยว เธอเข้านอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว แล้วฝันร้ายก็เริ่มขึ้น มันเหมือนกับฝ่าเข้าไปในความตายหนึ่งพันครั้ง เธอรวดร้าวและเจ็บปวดอย่างท่วมท้น ไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะกรีดร้อง พอความตายหนึ่งสำเร็จลง อีกความตายจะเริ่มขึ้น เธอกำลังให้ชีวิตอีกครั้งแก่ความตายของคนไข้ทุกคนที่เคยดูแล เป็นการสัมผัสอีกครั้งกับความหวั่นวิตก ความโศกเศร้า ความกลัว ความเสียใจ ความสูญเสีย ถ้าบางคนตายเพราะมะเร็ง เธอได้สัมผัสความเจ็บปวดของพวกเขา บางคนตายเพราะหลอดเลือดในสมองแตก เธอก็ทรมานด้วยเช่นกัน
ความตายกี่ร้อยกี่พันครั้งไม่สำคัญ ไม่ช้าหรือเร็วมันก็จะมีจุดจบ เมื่อนั้นความเจ็บปวดก็จะพ้นไป เธอต้องตอบรับคำว่า “ได้” กับมัน และแล้วเธอก็ตะโกนว่า “ได้” ห้องหยุดนิ่ง ความทรมานหยุดลงในพริบตา เธอตื่น สังเกตร่างที่นอนอยู่ ส่วนใดก็ตามที่มองไป จะเริ่มสั่นด้วยความเร็วเหลือเชื่อ มองไปยังสิ่งใด ก็จะเห็นโมเลกุลเต้นระบำอยู่นับพัน ๆ ล้านตัว เธอเห็นดอกบัวจำนวนมากเบ่งบาน คลี่กลีบสดใส มีสีสันงามประณีต หลังดอกบัว มีแสงสว่างเจิดจ้า แสงเดียวกับที่คนไข้ทุกคนบอกว่าได้เห็น เธอผสานเข้ากับมัน เป็นหนึ่งด้วยความอบอุ่นและความรัก ได้ยินเสียงสองเสียง เสียงแรกเธอพูดเองว่า “ฉันเป็นที่ยอมรับของพระองค์” เสียงที่สองลี้ลับพูดว่า “ศานตินิลยา”
หลายเดือนต่อมา เธอเล่าประสบการณ์ที่ไร่ของมอนโรว์ให้ผู้มาฟังการบรรยายของเธอในเรื่องจิตวิทยาเหนือตน (transpersonal) หลังการบรรยาย มีพระรูปหนึ่งห่มจีวรสีส้ม เดินมายังเวที แล้วบอกว่า “เมื่อคุณนั่งอยู่กับคนไข้และเด็ก ๆ ที่กำลังจะตาย แล้วเพ่งความสนใจไปที่พวกเขาเป็นชั่วโมง ๆ คุณได้อยู่ในรูปแบบสูงสุดของการทำสมาธิ” เขาอธิบายต่อไปว่า “ศานตินิลยา เป็นคำภาษาสันสกฤต หมายถึงบ้านหลังสุดท้ายแห่งสันติ คือที่ที่เราไปเมื่อคืนสู่พระเจ้า”
หนังสือของหมอเอลิซาเบทเล่มนี้ มีบทเรียนการใช้ชีวิตและการตายให้เราได้ใคร่ครวญหลายเรื่อง ที่นำมาเขียนในบทความนี้เป็นเพียงการเล่าบทเรียนบางบทโดยสังเขป เราเรียนรู้ว่ามีหลายครั้งที่มีคนช่วยชีวิตเธอได้อย่างหวุดหวิด เธอได้ช่วยให้ผู้ป่วยใกล้ตายจำนวนมากตายลงอย่างสงบ พร้อมทั้งบอกให้วงการแพทย์หันมาสนใจเรื่องนี้ เธอได้บุกเบิกการค้นคว้าเรื่องประสบการณ์เฉียดตาย (Near Death Experiences – NDEs) หรือชีวิตหลังความตาย เธอได้ต่อสู้กับอคติของผู้คนที่รังเกียจและกลัวจะติดโรคเอดส์ ถึงกับขับไล่เธอออกจากชุมชนเมื่อเธอปรารภว่าจะจัดตั้งสถานเลี้ยงดูเด็กที่ติดโรคเอดส์ เรื่องหนึ่งที่เธอสอนเราคือ อคติทำให้เราเข่นฆ่ากันมามากแล้ว แต่ทุกคนเป็นมนุษย์ คือทำเรื่องโหดร้ายได้ แต่ก็ทำเรื่องดี ๆ ได้เช่นกัน
หมอเอลิซสเบทสรุปว่า บทเรียนที่ยากที่สุดคือการเรียนรู้ในการรักที่ไร้เงื่อนไข
ผมอยากรู้ว่าหมอเอลิซาเบทตายอย่างไร เธอป่วยจากโรคหลอดเลือดในสมองหกครั้ง และยังดื้อไม่ยอมเลิกสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ หรือกินช็อกโกแลต ตามที่หมอของเธอเตือน เมื่อสืบถามวิกิพีเดียพบว่า เธอตายตามธรรมชาติอย่างสงบด้วยวัย 78 ปี ก่อนตายยังต่อว่าการรีรอ (procrastination) ของพระเจ้าที่ยังไม่พาเธอไปสักที และเธอก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมายืนยันประสบการณ์หลังตายของเธอ
โคทม อารียา

