‘สี จิ้นผิง’ส่งสาส์นแสดงความยินดี‘โดนัลด์ ทรัมป์’
เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ 2024 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ส่งสาส์นแสดงความยินดี พร้อมกับสำทับว่า “ความสำคัญเกี่ยวกับการเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนซึ่งกันและควบคุมความไม่ลงรอยกันระหว่างจีน-สหรัฐ มิให้เกิดขึ้น” เป็นการเจริญไมตรีและสร้างสรรค์ก่อเกิดประโยชน์
ย้อนคิดอดีต สมัยแรกแห่งการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ได้สร้างความขัดแย้งจีน-สหรัฐในรูปแบบโครงสร้าง หนึ่งในนั้นคือปัญหาไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวเหยียบเส้นแดงจีน
การบรรลุความเป็นเอกภาพของสองฝั่งช่องแคบ เป็นผลประโยชน์หลักของปักกิ่งที่ประนีประนอมมิได้ แต่สำหรับทรัมป์ ไต้หวันเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเพื่อใช้ในการเจรจาและขูดรีดเอา “ค่าคุ้มครอง” เท่านั้น และก็เป็นเบี้ยที่ทรัมป์สามารถสละได้ตามอำเภอใจได้ทุกเมื่อ
ท่ามกลางภาวะที่ทรัมป์กำลังจะเข้าประจำทำเนียบขาววาระที่สอง ความสัมพันธ์สองฝั่งช่องแคบไต้หวันถดถอยโดยพลัน และน่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
กิจกรรมต่างประเทศที่โดดเด่นของทรัมป์คือ ยึดถือลัทธิฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นการก่อสัมพันธ์กับคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ หรือปฏิบัติต่อพันธมิตรตามประเพณี ล้วนเป็นกรณีที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระบอบประชานิยม ซึ่งเป็นแกนหลักแห่งผลประโยชน์ระยะสั้น
ตัดกลับเมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 ประเทศจีนกลายเป็นเครื่องระบายอารมณ์ของคนผิวขาวในอเมริกา ทั้งนี้ก็เพราะเกิดจากการปลุกระดมของทรัมป์เพื่อให้คนทำงานออฟฟิศเกิดอคติต่อประชาชนจีน
เดือนธันวาคม 2016 ทรัมป์ในฐานะว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจาก “ไช่ อิงเหวิน” ผู้นำสูงสุดไต้หวัน กรณีเป็นการทำลายประเพณีทางการทูต เพราะตั้งแต่จีน-สหรัฐสถาปนาทางการทูตเมื่อปี 1979 ผู้นำสหรัฐ-ไต้หวันต้องห้ามด้วยการสนทนาโดยตรง เพราะไม่มีสัมพันธ์ทางการทูต ในขณะที่ทรัมป์เปรยว่า ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดสหรัฐจึงต้องถูกจำกัดด้วยหลักการ “จีนเดียว”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 หลังจากที่สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ทรัมป์ได้โทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเป็นครั้งแรก เขายืนยันรับรองนโยบาย “จีนเดียว” ส่วนประเด็นสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง “ทรัมป์” กับ “ไช่” ก็หายเงียบไปแบบ “มิดอิ่มซิ่ม” ตามภาษาอีสานบ้านเรา
เมื่อทรัมป์ชนะเลือกตั้งรอบนี้ สื่อไต้หวันคาดเดากันว่า “ไล่ ชิงเต๋อ” ผู้นำสูงสุดไต้หวันอาจเล่น “บทเดียว”
กับไช่ อิงเหวิน ถ้าเป็นจริงคือ “ไล่ ชิงเต๋อ” โทรแสดงความยินดีกับทรัมป์ ก็พอจะอนุมานได้ว่า ไต้หวันจะต้องลงทุนมากทีเดียว ก็เพราะสังคมไต้หวันวิตกกับคำขวัญ “Make America Great Again” ชาวเน็ตไต้หวัน จึงลงข้อความในทำนองประทดประเทียดว่า “Make Taiwan Pay Again”
ก็เพราะสมัยแรกของทรัมป์ ได้ขายอาวุธให้แก่ไต้หวันเป็นเงินถึง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ยอดขายอาวุธเท่ากับ 8 ปีของรัฐบาลโอบามา และเท่ากับ 2 เท่าของรัฐบาลไบเดน
รัฐบาลหมินจิ้งตั่ง (ประชาธิปไตยก้าวหน้า) มองว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันนั้น เป็นพฤติกรรมที่สหรัฐ “เป็นมิตรไต้หวันและต่อต้านจีน” แต่ทรัมป์พูดชัดเจนว่า ถ้าต้องการให้สหรัฐดูแล ก็ต้องจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ทรัมป์ได้คืบเอาศอก ส่งสัญญาณให้ไต้หวันซื้ออาวุธเพิ่มจากสหรัฐ ในความเป็นจริง ทรัมป์ยังติดนิสัยพ่อค้ามาดำเนินธุรกรรมต่างประเทศ โดยมองการเมืองระหว่างประเทศคือเครื่องกดเงิน ATM
อันนโยบายการทูตสหรัฐมิใช่ตัดสินใจเพียงคนเดียว ประเด็นสกัดจีนคือความรับรู้ร่วมกันในวงการเมืองสหรัฐ อาทิ นักการเมืองฝ่ายเหยี่ยวสหรัฐ John Bolton เป็นต้น
และก็พออนุมานได้ว่า คณะทำงานการทูตที่ใกล้ชิดไต้หวันมิใช่น้อย ถือว่าไต้หวันเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของสหรัฐ เพื่อใช้ในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีน
จากอดีตที่ผันผ่าน ฝ่ายบริหารของไต้หวันล้วนมีความสัมพันธ์อันล้ำลึกกับสหรัฐ การเลือกตั้งสหรัฐ 2020 ทรัมป์พ่ายแพ้หมดรูป ฝ่ายบริหารที่สนับสนุนได้ลงถนนทำการประท้วง ผู้ที่เคลื่อนไหวคงเข้าใจผิดว่าทรัมป์คือ “เตี่ย” เป็นพฤติกรรมที่ไม่ฉลาดเลย เพราะเป็นเรื่องภายในของสหรัฐไม่เกี่ยวกับไต้หวันแต่ประการใด
สาส์นที่สี จิ้นผิงส่งถึงโดนัลด์ ทรัมป์ชี้ว่า ประวัติศาสตร์ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐคือ “ร่วมกันได้ประโยชน์ สู้กันเกิดโทษ” ซึ่งเป็นการแสดงถึงความเชื่อมั่นแห่งสัมพันธไมตรีที่จีนมีต่อประเทศใหญ่ และหมายความรวมถึงการปะทะกันอันอาจเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนการจัดการความสัมพันธ์ของสองฝั่งช่องแคบ ปักกิ่งยืนยันถึงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนและมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน และก็ไม่ละทิ้งความประสงค์ในการรวมตัวเป็นเอกภาพ อีกทั้งมีการเตรียมการใช้อาวุธเพื่อเปิดปฏิบัติการรวมไต้หวันเมื่อถึงคราวจำเป็น ส่วนการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันของทรัมป์ ความจริงหาได้เปลี่ยนแปลงกำลังพลของสองฝั่งได้ไม่ ซ้ำยังมีความห่างมากขึ้นทุกขณะ
สมัยรัฐบาลไบเดน ไม่คัดค้านแนนซี่ เพโลซี่ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเดินทางเยือนไต้หวัน เป็นเหตุให้จีนต้องใช้ทหารปลดปล่อยทำการล้อมเกาะไต้หวันและและเปิดการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริง แต่เมื่อเอาจริงเข้า ไต้หวันและสหรัฐก็ไม่เห็นมีปฏิกิริยาใด “เพโลซี่” จึงกลับบ้านด้วยฉายา “นักสู้ประชาธิปไตย”
“โปรสหรัฐ” เสมือนเมโลดี้หลักในทางการเมืองของไต้หวัน แต่คำว่า “ใกล้ชิดไต้หวัน” ของสหรัฐยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม จึงไม่ต่างไปจาก “น้ำยาบ้วนปาก”
สองฝั่งช่องแคบแยกกันปกครองแต่ไม่แตกแยกเป็นสัจธรรมที่สังคมโลกรับรู้ทั่วไป การรวมกันเป็นเอกภาพโดยสันติคือความสุขของคนจีนสองฝั่งช่องแคบ
ไม่ว่าฝ่ายบริหารไต้หวันจะทำการปลุกระดมประเด็น “ละวัฒนธรรมจีน” ขนาดไหนอย่างไร เชื่อว่าไม่มีวันสำเร็จ ชีพจรและวัฒนธรรมจีนเป็นประเด็นที่ลบล้างมิได้ เพราะเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์
ต้องไม่ลืมว่าวัฒนธรรมของสองฝั่งช่องแคบมาจากต้นลำธารเดียวกัน บรรพบุรุษเดียวกัน เลือดทุกหยดคือจีน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ การฟื้นฟูความสัมพันธ์โดยสันติ ร่วมสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์คือเส้นทางอันเกษม
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

