กับดัก บริหาร ‘เจ้านาย’ หวาดระแวง จุดดับ บริวาร
น่ายินดีที่ อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียงหนังสือชื่อ “งำประกาย:กโลบายไร้ผู้ต่อต้าน” ของ เห่ง อู๋อั๊ง มาเป็นภาษาไทย
โดยสำนักพิมพ์ “เต๋าประยุกต์” ตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2553
ในตอนว่าด้วย “ไม่เผยกำลังที่เริ่มเข้มแข็งเกรียงไกร หลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าริษยาและหวาดระแวง”
ได้กล่าวถึงกรณีของ “หานซิ่น” อย่างมีการสังเคราะห์
นั่นก็คือ มิได้มองอย่างโน้มเอียง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของ “เล่าปัง” ไม่ว่าจะเป็นทางด้านของ “หานซิ่น”
หากมองตามสภาพการณ์ “เป็นจริง” ที่ดำรงอยู่
นั่นก็คือ ความเป็นจริงจากตัวตนแห่ง “เล่าปัง” นั่นก็คือ ความเป็นจริงจากตัวตนแห่ง “หานซิ่น”
ความน่าสนใจอยู่ตรงปมว่าด้วย “ข้อห้าม”
หลักการข้อ 1 ยามเล็กจ้อยอ่อนแอ ต้องไม่เผยปณิธานยิ่งใหญ่ นั่นก็คือ เพราะไม่เผยปณิธานยิ่งใหญ่จึงเอาตัวรอดได้
ไม่เผยปณิธานยิ่งใหญ่ คู่ต่อสู้จึงคลายความระวัง
ไม่เผยปณิธานยิ่งใหญ่ จะพัฒนาและขยายกำลังได้ดียิ่งกว่า นั่นย่อมเท่ากับ
ดำรงลักษณ์แห่ง “พยัคฆ์ซ่อน”
เมื่อเข้าสู่หลักการข้อ 2 ยามเมื่อผงาดเด่นต้องไม่เผยกำลังทั้งหมด
เริ่มตั้งแต่ไม่เผยกำลังที่เริ่มเข้มแข็ง เกรียงไกร หลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมาย หลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าริษยาและหวาดระแวง
เพื่อสามัคคีคนจำนวนมากยิ่งขึ้น
เมื่อเข้าสู่หลักการข้อ 3 หลังเข้มแข็งเกรียงไกรแล้ว ต้องไม่อวดศักดาบารมี เมื่อไม่อวดศักดาบารมี กลับรวมใจคนได้
เมื่อไม่อวดศักดาบารมี จึงไม่ตกเป็นเป้าทำลาย
ตามความเห็นของ “เห่ง อู๋อั๊ง” งำประกายหมายถึงการซ่อนเร้นความรู้ความสามารถ ไม่เผยยอดวิชา ทั้งพยายามยกระดับและพัฒนาตนเอง รอจังหวะโอกาสดำเนินการ
เพื่อบรรลุเป้าหมายในแต่ละและตลอดขั้นตอน
กล่าวสำหรับกรณีของหานซิ่น เป็นคนมีฝีมือนำทัพทำศึกเหนือผู้อื่นจริง เล่าปังตั้งหานซิ่นเป็นแม่ทัพก็เลือกคนถูกแล้ว
แต่เล่าปังไม่เคยวางใจเขา
ความรู้สึกที่ว่านี้มีรากเหง้าอยู่ที่เหล่าจักรพรรดิมักวิตกว่าจะควบคุมเหล่าข้าราชบริพารตลอดไปไม่ได้
จึงมักกลัวว่าหานซิ่นจะก่อกบฏเมื่อสร้างความชอบไว้มาก มีอำนาจบารมีสูงส่ง
นี่คือความหวาดวิตกทางด้านของเล่าปัง เป็นความวิตกที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ตั้งแต่ยังเป็นฮั่นอ๋องและมีมากขึ้นเมื่อปราบดาภิเษก
เหมือนกับเป็นความหวาดวิตกจาก “อดีต” แต่ก็สำคัญ
มีอยู่วันหนึ่งเล่าปังกับหานซิ่นสนทนากันถึงเรื่องข้อเด่นข้อด้อยของ “แม่ทัพ” แต่ละคนโดยมีบรรทัดฐานอันเป็นของตนเอง
เล่าปังถามว่า “ท่านเห็นว่าข้านำไพร่พลม้าศึกได้เท่าไหร่”
“ข้าเห็นว่าท่านอย่างมากก็ไม่กิน 10 หมื่น” เป็นการตอบอย่างรวดเร็ว “เห่ง อู๋อั๊ง” ระบุว่า “หานซิ่นตอบโดยไม่ยั้งคิด”
เล่าปังถามว่า “แล้วท่านล่ะ นำไพร่พลม้าศึกได้เท่าไหร่”
หานซิ่นตอบอย่างมั่นใจว่า “ยิ่งมากยิ่งดี”
คำตอบนี้ของหานซิ่นแม้จะดำเนินไปด้วยความจริงใจและอยู่บนฐานแห่งความมั่นใจ แต่ก็ล่อแหลมต่อการทำให้รู้สึกว่าเป็นการอวดศักดาบารมี อย่าได้แปลกใจหากเล่าปังจะหัวร่อแล้วถาม
“ยิ่งมากยิ่งดี แล้วไฉนท่านต้องอยู่ใต้อำนาจข้า”
ความจริงแล้วคำถามเช่นนี้จากเล่าปังก็น่าจะทำให้หานซิ่นได้ฉุกคิดบ้างว่า คำพูดที่ตรงไปตรงมาของตนน่าจะมีปัญหา
แต่หานซิ่นก็ยังดำรงความเป็นคนซื่อต่อไป
“ท่านไม่สันทัดในการปกครองไพร่พลม้าศึกก็จริง แต่สันทัดในการปกครองแม่ทัพ ขุนศึก”
เป็นการยกย่อง แต่ในคำยกย่องก็มีบางปมที่สร้างความหงุดหงิด
“เห่ง อู๋อั๊ง” จึงว่า “ไม่ว่าใครล้วนรู้สึกว่าเล่าปังหวาดระแวงหานซิ่น แต่หานซิ่นกลับไม่รู้ตัวเลย”
นอกจากไม่รู้ “ตัว” ยังไม่รู้จัก “เล่าปัง” ด้วย
ยิ่งเมื่ออ่านหนังสือ “มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร” ของ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ยิ่งชัดเจน
เชิญ
หานซิ่นนับได้ว่าเป็นขุนพลที่หาได้ยากยิ่ง เขาสามารถวางยุทธวิธีดึงพลังที่แฝงอยู่ในตัวทหารมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ไม่ว่าจำนวนน้อยก็ดี มากก็ดี
ล้วนแล้วแต่มีกลยุทธ์ในการจู่โจม ตั้งรับอย่างเฉพาะตัว ไม่มีในตำราเล่มใดมาก่อน
ศึกที่เป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดเห็นจะเป็นการใช้สงครามจิตวิทยา “ลอบจู่โจมสิบด้าน” และ “เพลงฌ้อ
สิบทิศ” ที่บั่นทอนกำลังใจของเซี่ยงอวี่กับเหล่าทหารฌ้อจนพ่ายแพ้ในที่สุด
ด้านภาวะผู้นำในการบริหารและมองภาพทั้งหมดขององค์กร
หานซิ่นเองยังยอมรับว่าสู้เล่าปังไม่ได้ ครั้งหนึ่งหานซิ่นสนทนากับเล่าปัง เล่าปังถามขึ้นมาว่า
“ถ้าให้ข้าคุมทหารเจ้าว่าข้าคุมได้สักกี่คน”
หานซิ่นตอบ “แสนคน”
เล่าปังถามต่อ “แล้วเจ้าล่ะ”
หานซิ่นตอบว่า “ส่วนข้าน้อยนั้น ยิ่งมากยิ่งดี ไม่จำกัดจำนวน”
เป็นที่มาของสำนวนจีน “หานซิ่นนำทัพยิ่งมากยิ่งดี”
ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าหานซิ่นนั้นอยู่ในระดับแค่“ผู้จัดการ” ผู้บริหารสั่งอะไรมาทำได้หมด ขณะที่เล่าปังเป็น “ผู้บริหาร” ไม่ต้องทำเองแล้ว
เอาเวลาไปบริหารคน
วางวิสัยทัศน์ ดูแลองค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมาย กระจายงาน มอบหมายงานให้ลูกน้องไปทำแทนดีกว่า
จุดอ่อนของ “ผู้จัดการ” เมื่อเทียบกับ “ผู้บริหาร” ที่สำคัญคือ การตัดสินใจ
หานซิ่นกล้าตัดสินใจงานในขอบเขตของตนเอง เช่น ซุ่มโจมตีตรงนี้ เดินทัพอย่างนี้ คนนี้เป็นทัพหน้า ฯลฯ
ในขณะที่เรื่องอื่นๆ ออกอาการลังเลจนเสียงานใหญ่
ช่วงท้ายของสงครามฌ้อ-ฮั่น หานซิ่นอยู่ในตำแหน่งที่มีภาษีดีที่สุด กล่าวคือ อยู่กึ่งกลางระหว่างทัพฌ้อและทัพฮั่น เซี่ยงอวี่ส่งคนไปเกลี้ยกล่อม ที่ปรึกษาแนะหานซิ่นไปว่า
“ใต้เท้าหานช่วยเซี่ยงอวี่ เซี่ยงอวี่ก็ชนะ แต่หากช่วยเล่าปังแล่วไซร้เล่าปังก็ชนะเช่นกัน”
ที่ปรึกษาต้องการให้หานซิ่นตั้งตนเป็น “กลุ่มที่สาม” ถ่วงดุลระหว่าง 2 ขั้ว
“วันนี้หากช่วยเซี่ยงอวี่กำจัดเล่าปังวันข้างหน้าหอกนั้นย่อมกลับมาทิ่มแทงตัว เช่นกันหากช่วยเล่าปังกำจัดเซี่ยงอวี่ จุดจบย่อมไม่พ้นถูกกำจัดไม่วันใดก็วันหนึ่ง”
หานซิ่นเลือกหนทางใด เราท่านรู้กันอยู่แล้วเป็นอย่างดี

