หน้าแรก บทความ ‘CBAM วิกฤตหร...

‘CBAM วิกฤตหรือโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย’

24.11.24 | 11:33 น.

‘CBAM วิกฤตหรือโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย’

CBAM เป็นมาตรการกีดกันทางการค้าหรือไม่

มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM: Carbon Border Adjustment Mechanism) เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของ European Green Deal ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะนับเป็นครั้งแรกในโลกที่จะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง โดยสหภาพยุโรปจะนำมาปรับใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) เพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาในกลุ่มประเทศสมาชิก EU และปกป้องธุรกิจภายในกลุ่มประเทศสมาชิก EU ที่ต้องแบกภาระต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเพราะต้องปฏิบัติตามมาตรการ European Green Deal เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้การแข่งขันเป็นธรรม เมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศที่ 3 นอก EU ที่ราคาสินค้าถูกกว่าเพราะการผลิตไม่มีต้นทุนลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ NET ZERO

การแสดงข้อมูล CBAM เป็นการแสดงข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ หากแต่พิจารณาเฉพาะปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์จากการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต รวมทั้งการผลิตวัตถุดิบเท่านั้น

CBAM กระทบกับสินค้าอะไรบ้าง เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่

Advertisement

ในวันที่ 1 มกราคม 2569 และจะมีกลุ่มสินค้าอื่นๆ ถูกพิจารณาตามระเบียบของ CBAM เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีประเภทสินค้าที่อยู่ในขอบเขตของมาตรการ CBAM ทั้งสิ้น 7 รายการ ได้แก่ อะลูมิเนียม (Aluminum) เหล็กและเหล็กกล้า (Iron & Steel) ปูนซีเมนต์ (Cement) ปุ๋ย (Fertilizer) ไฟฟ้า (Electricity) ไฮโดรเจน (Hydrogen) และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอื่นๆ (Other Downstream Products) ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้คาดการณ์ว่า สหภาพยุโรปจะกำหนดรวมเคมีภัณฑ์และพอลิเมอร์ (Organic Chemicals & Polymers) ให้อยู่ภายใต้มาตรการนี้ในช่วงปี 2026-2027 และในปี 2030 คาดการณ์ว่าจะครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์นอกจากนี้ คาดว่ามีประเทศอื่นๆ ที่ประกาศนโยบายคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สำหรับการขึ้นทะเบียนกับคณะกรรมาธิการยุโรปภายใต้ CBAM การซื้อขายคาร์บอน การรายงานและการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรายงานการจ่ายค่าคาร์บอนสินค้านำเข้าและส่งออก เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจไทย ดำเนินการดังนี้

1) เร่งขึ้นทะเบียนในระบบ CBAM Registry ภายใน 31 ธ.ค.2567 เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิการส่งออกสินค้าไปยัง EU และประสานงานกับผู้นำเข้าเพื่อรายงานข้อมูลต่างๆ ตามที่มาตรการ CBAM กำหนด

2) เตรียมพร้อมรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่มีระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 3 ปีแรก โดยยังไม่ต้องซื้อและส่งมอบ CBAM Certificate ซึ่งจะบังคับใช้ CBAM จริงในวันที่ 1 ม.ค.2569

CBAM วิกฤตหรือโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย

ประเทศไทย มีการพัฒนาเรื่อง CFP มาเป็นเวลานานมากกว่า 15 ปีแล้ว มีความก้าวหน้าทางวิชาการและมีระบบรับรองค่า CFP จาก อบก. ภาคธุรกิจที่เคยเข้าร่วมโครงการนำร่องมาก่อนหน้านี้และนำไปประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง มีโอกาสในการพลิกวิกฤตเรื่อง CBAM ให้เป็นโอกาสได้อย่างแน่นอน

ต้องการคำนวณ CBAM เพื่อเตรียมความพร้อม

ภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบเรื่องนี้ ควรมีการเตรียมความพร้อมในการคำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (นับรวมบรรจุภัณฑ์) หรือ CFP เพื่อประเมินตัวเลขเบื้องต้น ว่ามีค่ามากหรือน้อยกว่าผลิตภัณฑ์เดียวกันในยุโรป

รายชื่อที่ปรึกษา CFP โดยดูรายชื่อที่เว็บไซต์ของ อบก. (https://thaicarbonlabel.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=WTI5dWMzVnNkR0Z1ZEE9PQ&action=Y0hKdlpIVmpkSE09)

“ฉลาก CFP ของประเทศไทย ตอบโจทย์ CBAM หรือไม่”

ความก้าวหน้าของประเทศไทยด้านฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ ประเทศไทย นับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีการริเริ่มและพัฒนาระบบรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์มาตั้งแต่ปี 2008 จากการริเริ่มดำเนินโครงการวิจัยเรื่องคาร์บอนฟุตพรินต์ CARBON FOOTPRINT โดยมี รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการทุนอียูและทุนจากหน่วยสนับสนุนวิจัยงานในประเทศ ต่อมาในปี 2009 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเทคนิคคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยองค์การบริการจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. เพื่อพัฒนาแนวทางการประเมิน CFP ตามมาตรฐานสากล มีการดำเนินโครงการนำร่องเพื่อเตรียมความพร้อมให้ภาคอุตสาหกรรมในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ที่ต้องการให้มีการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจก

ระบบรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ของประเทศไทย

ในปัจจุบันมีระบบรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์หลายชนิด ได้แก่ (1) ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ (CFP: Carbon Footprint of Product) เป็นการแสดงข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมตั้งแต่ การผลิตวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิตการกระจายสินค้า การใช้งานผลิตภัณฑ์ และการจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งาน รวมทั้งการขนส่งที่เกี่ยวข้องในทุกๆ ขั้นตอน (2) ฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (CFR: Carbon Footprint Reduction) เป็นการแสดงข้อมูลบ่งชี้ว่ามีมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยไม่ได้มีการแสดงข้อมูลตัวเลข (3) ฉลากคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) หรือฉลากเน็ตซีโร่ (Net Zero) เป็นการแสดงข้อมูลบ่งชี้ว่ามีการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และจัดซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยจนเป็นศูนย์ตามจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ ในกรณี Carbon Neutral สามารถจัดซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการเครดิตประเภททั่วไป แต่หากเป็น Net Zero ต้องจัดซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการคาร์บอนเครดิตประเภทดูดกลับก๊าซเรือนกระจก เท่านั้น และ (4) ฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE CFP: Carbon Footprint of Circular Economy Product) แสดงข้อมูลบ่งชี้ว่ามีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เศรษฐกิจหมุนเวียนที่ผลิตมาจากวัสดุหมุนเวียน ขั้นต่ำ 20% ของน้ำหนักรวมทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ เท่ากับหรือน้อยกว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เดียวกันที่ผลิตมาจากวัสดุใหม่

ข้อมูล CFP & CBAM เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

CFP (Carbon Footprint of Product) เป็นการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากปริมาณสารขาเข้าและสารขาออกโดยตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life cycle of product) ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้า การใช้งานผลิตภัณฑ์ และการจัดการของเสียหลังหมดอายุการใช้งาน รวมทั้งการขนส่งที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอน โดยหลักการทางวิชาการ สามารถนำข้อมูลชุดเดียวจากการประเมิน CFP มาใช้ได้ในการคำนวณปริมาณก๊าซเรือนกระจกตามข้อกำหนดของ CBAM ได้ แต่ต้องแสดงที่มาของข้อมูลกิจกรรมและค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EF: Emission Factor) นอกจากนี้ ต้องให้ทางสหภาพยุโรปยอมรับคุณภาพของข้อมูลกิจกรรมและค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกดังกล่าว โดย ณ ตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญของสหภาพยุโรป ชี้แจงว่า หากไม่มีข้อมูล ให้ใช้ค่ากลางตามที่กำหนดให้

การเตรียมความพร้อมเรื่อง CBAM ของภาคธุรกิจไทย

ภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบเรื่องนี้ ควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่อไปนี้

-คำนวณค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (นับรวมบรรจุภัณฑ์) หรือ CFP เพื่อประเมินตัวเลขเบื้องต้น ว่ามีค่ามากหรือน้อยกว่าผลิตภัณฑ์เดียวกันในยุโรป

-จำแนกจุดปรับปรุงเพื่อหามาตรการลดค่า CFP ให้เท่ากับหรือน้อยกว่าผลิตภัณฑ์เดียวกันในยุโรป

-ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่โดยคำนึงถึงค่า CFP ร่วมด้วย

ส่วนภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องต่อไปนี้

-เร่งตรวจสอบคุณภาพข้อมูลที่ใช้ในฐานข้อมูลค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ระดับชาติ โดยเฉพาะรายการสำคัญๆ ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า เนื่องจากมีผลกระทบต่อการประเมินค่า Embedded Emissions อย่างมาก และยกระดับคุณภาพรายการข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า CBAM

-เร่งเจรจาทางการค้ากับประเทศคู่ค้าในเรื่องมาตรการ CBAM โดยเฉพาะเรื่องระบบรับรองค่า CFP เพื่อขึ้นทะเบียน CBAM Certificate ที่เทียบเท่ากับมาตรฐานสากล รวมทั้งขึ้นทะเบียนหน่วยทวนสอบ CFP ที่มีระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO 14065 เพื่อยกระดับผู้ทวนสอบอิสระและองค์กรที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยทวนสอบ CFP/CBAM ให้เป็นที่ยอมรับ

-สนับสนุนการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไทยที่ได้รับผลกระทบจากเรื่อง CBAM เกี่ยวกับการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์-บรรจุภัณฑ์ที่มีค่า CFP ต่ำ

รศ.ดร.รัตนาวรรณ มั่งคั่ง
ผู้เชี่ยวชาญคาร์บอนฟุตพรินต์ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)
ผู้อำนวยการศูนย์วีกรีน คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์