คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมไม่ค่อยรู้จักปัญญาประดิษฐ์ (ปป.) เพียงแต่ได้ยินถึงสมรรถภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยีนี้ รวมทั้งความน่ากลัวของมัน มองในแง่ดี ปป. คือเครื่องมือใหม่เครื่องมือหนึ่งของมนุษย์ มองในแง่น่ากลัว ปป. คือสิ่งไม่มีชีวิตที่กำลังถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนและฉลาดกว่ามนุษย์ เทคโนโลยี ปป. เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ และถูกกล่าวขานในฐานะที่เป็นเครื่องจักรกลสำคัญของการปฏิวัติข่าวสารข้อมูล ขณะนี้เราเรียนรู้ถึงองค์ประกอบสำคัญๆ ของเทคโนโลยีนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนตามไม่ค่อยทัน อินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี 2512 หรือเมื่อ 55 ปีนี่เอง โทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกถูกนำออกแสดงในปี 2516 ส่วนระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้ค้นข้อมูลข่าวสารบนเว็บ (search engine) เพิ่งมีให้ใช้อย่างแพร่หลายก็ในปี 2533 แล้วชีวิตเราก็เปลี่ยนไปเป็นอันมาก ดูจากจำนวนชั่วโมงที่แต่ละคนใช้ไปกับแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ติ๊กต็อก เน็ตฟลิกซ์ ไลน์ ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ขอถือว่า “สารตั้งต้น” ของการปฏิวัติข่าวสารข้อมูลน่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ (ชาตะ 2489) และพลังขับเคลื่อนน่าจะเป็นการคิดค้น “อัลกอริทึม” ใหม่ๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น บล็อกเชน โปรแกรมแปลภาษา โปรแกรมสนทนา (บอต) โปรแกรมการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) การโปรแกรมโดยเลียนแบบระบบประสาท เป็นต้น การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เหล่านี้ นำมาสู่ปัญญาประดิษฐ์ที่มีให้ใช้ในปัจจุบัน และกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วแบบรั้งไม่อยู่ในขณะนี้
ข้อมูลเกี่ยวกับ ปป. ค้นหาได้ในเว็บไซต์ต่างๆ ในที่นี้ ขอนำข้อมูลจาก https://www.dia.co.th/articles/what-is-artificial-intelligence/ มาเสนอโดยสังเขปดังนี้ เราสามารถแบ่ง ปป.ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ แบ่งตามความสามารถ และแบ่งตามฟังก์ชั่นการทำงาน
ก) ปัญญาประดิษฐ์แบ่งตามความสามารถ ได้เป็น 1) ปป.ที่มีความฉลาดแบบแคบ หรือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) คือ สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้เพียงบางอย่างในวงจำกัด คือทำงานตามชุดคำสั่งเท่านั้น ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น ปป.ของหุ่นยนต์บริการตามร้านอาหาร 2) ปป.ที่มีความฉลาดแบบทั่วไป หรือ Artificial General Intelligence (AGI) สามารถคิดวิเคราะห์ วางแผน และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เข้าใจเรื่องที่เป็นนามธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถเรียนรู้ประสบการณ์จากอดีตได้เหมือนมนุษย์ ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นการพัฒนา ในอนาคต ปป.ประเภทนี้อาจเป็นภัยต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์หรือไม่ก็ได้ 3) ปป.ที่ฉลาดล้ำ หรือ Artificial Super Intelligence (ASI) ที่มีปัญญาเหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระดับจินตนาการความเป็นไปได้
ข) ปัญญาประดิษฐ์แบ่งตามฟังก์ชั่นการทำงาน ดังนี้ 1) แบบที่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ หรือ Reactive Machines ทำได้แค่โต้ตอบต่อสถานการณ์ตรงหน้าเท่านั้น เช่น การเล่นหมากรุก 2) แบบที่ส่งผลจำกัดต่อผู้รับข่าวสาร (Limited Effects Theory) เทคโนโลยีนี้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีหน่วยความจำ แต่ยังมีผลจำกัด เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ที่ใช้เซ็นเซอร์เพื่อระบุผู้คนที่เดินข้ามถนน สัญญาณไฟจราจร และอื่นๆ เพื่อให้การตัดสินใจในการขับขี่ดีขึ้น และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้ 3) แบบที่มีจิตสำนึก ที่เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ของมนุษย์ได้ แต่เทคโนโลยีประเภทนี้เป็นเรื่องของอนาคต
กล่าวโดยรวม เทคโนโลยี ปป. คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีคุณประโยชน์ ถูกสร้างมาเพื่อให้สามารถทำงานได้เหมือนมนุษย์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมเติบโตได้อย่างมาก เพราะสามารถช่วยลดการทำงานซ้ำซ้อน รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเงิน ด้านการตลาด รวมไปถึงด้านความปลอดภัย เป็นต้น
แม้เทคโนโลยี ปป.จะมีประโยชน์มาก แต่การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ก็อาจมีภัยรวมอยู่ด้วย หากวิศวกรผู้พัฒนามัน ไม่ได้พัฒนากลไกแก้ความผิดพลาดด้วยตนเอง (self-correcting mechanism) รวมไว้ในตัวระบบด้วย (คือให้ฉลาดแต่ก็มีสามัญสำนึก) อีกทั้งต้องระวังมิให้ใช้ความโลภ และความหลงใหลในอำนาจเป็นปัจจัยนำในการพัฒนา
ต่อไปจะขออ้างอิงเนื้อหาภาคที่สองของหนังสือชื่อ Nexus เขียนโดย ยูวัล โนอาห์ ฮารารี ภาคที่สองนี้ว่าด้วยเครือข่ายการสื่อสารอนินทรีย์ (inorganic) ซึ่งหมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์นั่นเอง โดยเปรียบต่างจากเครือข่ายอินทรีย์ที่มีมนุษย์เป็นสมาชิกเครือข่าย
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ยูวัลชอบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต โดยจะเน้นมากหน่อยในเรื่องผลด้านลบของเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่องหนึ่งที่เขาเล่าคือโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮีนจา ผู้มีถิ่นฐานอยู่ในมลรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของเมียนมา บ่อยครั้งที่พวกเขาที่เป็นชาวมุสลิมจะตกเป็นเหยื่อความรุนแรงด้วยน้ำมือของทหารในปี 2562-2563 กลุ่มชาวโรฮีนจาผู้ใช้ความรุนแรงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ในชื่อย่อว่า กองกำลัง ARSA ได้ลักพาตัวพลเรือนชาวเมียนมาหลายสิบคน และโจมตีด่านทหารหลายแห่ง กองทัพเมียนมาและชาวพุทธสุดโต่งจึงเริ่มกวาดล้างชาวโรฮีนจา ความเกลียดชังและการทำร้ายชาวโรฮีนจาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการรณรงค์ชวนเชื่อผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งชาวเมียนมาหลายล้านคนใช้ในการสื่อสาร
มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่มาจากบริษัท OpenAI เจ้าของแชตบอต GPT-4 บริษัทต้องการจะรู้ว่าผู้กระทำการสนทนาหรือ “บอต” สามารถวางอุบายเพื่อหลอกคู่สนทนาที่เป็นคนได้หรือไม่ บริษัทได้พัฒนารูปพิเศษเล็กๆ เรียกว่า CAPTCHA ที่เขียนตัวอักษรอย่างบิดเบี้ยว ซึ่งคนอ่านได้แต่ “บอต” อ่านไม่ได้ โดยนักวิจัยเขียนโปรแกรมให้ “บอต” พยายามอ่าน สิ่งที่ “บอต” ทำ คือติดต่อไปยังเว็บไซต์ที่รับสมัครงานออนไลน์ และขอให้ผู้สมัครงานคนหนึ่งช่วยอ่าน CAPTCHA ให้ที ผู้สมัครงานคนนั้นเกิดสงสัยและถาม “บอต” กลับไปว่า “คุณเป็นโรบอตใช่ไหมจึงอ่าน CAPTCHA ไม่ออก” “บอต” ใช้อุบายโดยแก้ตัวว่า “ไม่ใช่ ผมเป็นคน เพียงแต่พิการทางสายตา” แล้ว “บอต” ก็บรรลุเป้าหมายโดยมีคนช่วยอ่าน CAPTCHA ให้
แต่โบราณกาล เครือข่ายการสื่อสารจะมีมนุษย์อยู่ในวงจรเสมอ จึงเรียกเป็นเครือข่ายอินทรีย์ก็ว่าได้ ด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่มีขึ้นมา เครือข่ายได้ขยายออกเป็นเครือข่ายผสม อินทรีย์-อนินทรีย์ แต่ด้วยเทคโนโลยี ปป.เรากำลังสร้างเครือข่ายอนินทรีย์ล้วนๆ คือมนุษย์กำลังเป็นส่วนเกินหรืออยู่นอกวงจรก็ว่าได้ ดังนั้น เทคโนโลยีเช่นนี้จะพัฒนาต่อไปอย่างไรก็คาดการณ์ยาก
ขณะนี้เทคโนโลยีและอัลกอริทึมกำลังพัฒนาต่อไปอย่างรวดเร็วมาก แต่ก่อนมนุษย์สื่อสารถึงกันผ่าน “ภาษาธรรมชาติ” บัดนี้ คอมพิวเตอร์กำลังฉลาดที่จะเรียนรู้ “ภาษาธรรมชาติ” หลากหลายภาษา พร้อมทั้งสามารถแปลภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องอย่างมากด้วย คือเก่งกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดจะทำได้ รวมทั้งมีทักษะในการเขียนบทความ นิทาน บทละคร กวีนิพนธ์ บทเพลง ฯลฯ ได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ในอนาคตมนุษย์จะเกียจคร้านในการสร้างสรรค์ข้อเขียน เหมือนกับที่เกียจคร้านในการบวก ลบ คูณ หาร เพราะมีเครื่องคิดเลขช่วยใช่หรือไม่
แล้วยังมีภาษาเข้ารหัสลับ (encrypted) ที่จะต้องมีการไขรหัสจึงจะสื่อความหมายได้ ได้มีการพัฒนาการเข้ารหัสลับวิธีใหม่ๆ โดยอาศัยคอมพิวเตอร์ ในระยะยาวอาจจะมีเครือข่ายสื่อสารอนินทรีย์ที่คอมพิวเตอร์ติดต่อ สื่อสาร หรือบริหารจัดการกันเองโดยมนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจได้ แล้วเครือข่ายเช่นนี้จะแย่งชิงทรัพยากร เช่น พลังงาน วัสดุ ทรัพย์สิน ฯลฯ ไปจากมนุษย์ เพื่อไปบำรุงเครือข่ายอนินทรีย์โดยเฉพาะก็อาจเป็นได้
ถ้าเครือข่ายอนินทรีย์ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดผลอะไรในทางการเมืองก็ยากจะคาดเดา เราอาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยหมายถึงการสนทนา หมายถึงการที่เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ความเห็น ได้อย่างเสรี โดยไม่มีใครพยายามบิดเบือน หรือยัดเยียดความคิดเห็นใดความคิดเห็นหนึ่งโดยเฉพาะ แต่นี่เป็นเพียงทฤษฎี และเราทราบดีว่าผู้มีอำนาจในการปกครอง อำนาจทางการเงิน และอำนาจทางความรู้ คอยพยายามควบคุม ครอบงำ หรือสื่อสารชวนเชื่อทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา โดยใช้ข้อความกึ่งจริงกึ่งเท็จ ใช้เรื่องเล่าแบบสมคบคิด ใช้วาทกรรมที่มีอำนาจเหนือ (hegemonic) ฯลฯ ตลาดเสรีทางความคิดในโลกออนไลน์ ยังคงเป็นในทางทฤษฎีมากกว่าในทางปฏิบัติ และเรายังคาดเดาไม่ได้ว่าเทคโนโลยี ปป.จะมาเสริมแรงการเมืองประชาธิปไตยหรือการเมืองอำนาจนิยมมากกว่ากัน
ในหนังสือชื่อ “เครื่องสร้างความโกลาหล” (Chaos Machine) ผู้เขียนที่ชื่อ แม็กซ์ ฟิชเชอร์ เล่าเรื่องราวต่างๆ ว่าแพลตฟอร์ม เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์หรือเอ็กซ์ ยูทูบ แสวงประโยชน์จากความเปราะบางทางจิตวิทยาของเราอย่างไร ตัวอย่างหนึ่งคือกรณีของคาร์ลอส จอร์ดี ในปี 2560 เขาเป็นสมาชิกสภาเทศบาลของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งในบราซิล แต่เขาโด่งดังขึ้นมาจากการเผยแพร่วิดีโอยูทูบปลุกปั่นที่มีคนชมนับล้าน เช่น เปิดโปงว่าครูกำลังล้างสมองนักเรียน และกำลังข่มเหงรังแกนักเรียนที่มีความคิดอนุรักษนิยม ในปีต่อมา เขาคือผู้สนับสนุนตัวยงของบอลโซนาโร และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เขากล่าวแก่ฟิชเชอร์ว่า “ถ้าไม่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผมจะไม่ได้เป็น ส.ส. และบอลโซนาโรไม่ได้เป็นประธานาธิบดี”
ก่อนที่เทคโนโลยี ปป.จะเริ่มแสดงความน่ากังวลเสียอีก ได้มีปรากฏการณ์การเมืองของสหรัฐอเมริกาที่น่าสนใจปรากฏการณ์หนึ่ง คือ QAnon เรื่องมีอยู่ว่า ในปี 2560 มีบุคคลคนหนึ่ง ใช้นามแฝงว่า Q โพสต์ข้อความบนอินเตอร์เน็ตว่า มีการสมคบคิดระดับโลกที่จะทำลายล้างมนุษยชาติ เนื้อหาคล้ายๆ กับหนังสือชื่อ “ค้อนของแม่มด” ที่คราเมอร์เขียนเพื่อปลุกปั่นให้มีการล่าแม่มดในยุคกลางของยุโรป Q ให้ข้อมูลว่า มีชนชั้นนำกลุ่มหนึ่ง ที่ชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ชอบกินเนื้อมนุษย์ และเป็นสาวกของปีศาจซาตาน พวกนี้ได้แทรกตัวเข้าไปในรัฐบาลของสหรัฐ และของอีกหลายประเทศ รวมทั้งสถาบันต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
ความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีผู้ติดตาม (followers) กว่า 4.5 ล้านคน ในการเลือกตั้ง ส.ส.ของสหรัฐ ในปี 2563 ผู้สมัครพรรครีพับลิกัน 22 คน และผู้สมัครอิสระ 2 คน ประกาศตนว่าเชื่อในทฤษฎี QAnon ต่อมามี ส.ส.หญิงของมลรัฐจอร์เจียคนหนึ่งประกาศว่า “การยืนยันของ Q นั้น เป็นเรื่องจริง” ปัจจุบัน เทคโนโลยี ปป.มีความสามารถในการโพสต์ข้อความเหลือเชื่อที่สามารถสร้างความปั่นป่วนบนเครือข่ายข่าวสาร ได้ดีและแนบเนียน หวือหวา น่าเชื่อกว่า Q เป็นไหนๆ โดยมีผลต่อเนื่องในทางปฏิบัติทางการเมืองกว้างขวางกว่า QAnon หากเป็นเช่นนั้น ความรับผิดชอบจะเป็นของใคร และประชาธิปไตยที่เป็นบทสนทนาที่มีบทบาทสร้างความสมดุล จะยังคงรักษาบทบาทนี้ต่อไปได้หรือไม่
ในเรื่องความล้มเหลว ยูวัล ฮารารี อ้างอิงหนังสือเรื่อง “ว่าด้วยสงคราม” ของ คาร์ล ฟอน เคลาเซวิตซ์ ซึ่งประกาศว่า “สงครามคือการดำเนินนโยบายการเมืองโดยใช้วิธีการอื่น” ในแง่หนึ่ง สงครามที่สหรัฐกระทำต่ออิรักประสบความสำเร็จทางการทหาร แต่ล้มเหลวทางการเมือง คือล้มเหลวในท้ายที่สุดนั่นแหละ เคลาเซวิตซ์จัดลำดับความสำคัญว่า เป้าหมายระยะยาวทางการเมืองสำคัญกว่าเพื่อน ยุทธศาสตร์ระยะกลางย่อมสำคัญกว่ายุทธวิธีระยะสั้น ความสำเร็จคือการจัดลำดับความสำคัญของยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ และเป้าหมายให้เป็นขบวนที่สอดคล้องกัน (เกิด alignment) ยุทธวิธีต้องปรับตามยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ต้องช่วยให้บรรลุผลทางการเมือง ในกรณีของสงครามอิรัก การที่ทหารสหรัฐไม่ให้ความสำคัญแก่ศาสนสถาน หรือใช้การทรมาน ย่อมทำให้ยุทธศาสตร์การชนะใจชาวอิรักไม่เป็นผล ส่วนยุทธศาสตร์การถืออาวุธเข้ามายึดครองย่อมยากแก่การบรรลุเป้าหมายของการวางรากฐานประชาธิปไตย เป็นต้น
ยูวัลตั้งคำถามว่า อะไรคือเป้าหมายระยะยาวของการพัฒนาเทคโนโลยี ปป. ตามที่เคลาเซวิตซ์ตั้งโจทย์ให้คิด ยูวัลจึงพยายามหาข้อคิดเชิงปรัชญามาตอบโจทย์ เขายกตัวอย่างของปรัชญาสองกระแส กระแสหนึ่งคือ จริยธรรมตามหน้าที่ (deontology) ซึ่งมีเอ็มมานูแอล คานท์ เป็นหลัก คานท์เสนอว่า เป้าหมายคือการแสวงหากฎสากล (universal rule) ที่จำแนกดี-ชั่ว เช่น กฎทองที่ว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่อยากให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตน”
คราวนี้หันไปฟังเสียงนักปรัชญาที่สำคัญอีกคนหนึ่งดูบ้าง เขาชื่อ เจเรมี เบนทัม เจ้าของทฤษฎีประโยชน์นิยม (utilitarianism) ตามทฤษฎีนี้ เราต้องบอกเฟซบุ๊กให้เปลี่ยนอัลกอริทึม จาก “ให้มีการใช้แพลตฟอร์มนี้มากที่สุด” เป็น “ให้เกิดความสุขมากที่สุด และความทุกข์น้อยที่สุด” เป็นต้น
เราจึงยังต้องไตร่ตรองอีกมาก เพื่อหาเป้าหมายระยะยาว ตลอดจนแนวคิดและวิธีการที่จะให้เทคโนโลยี ปป. เป็นประโยชน์แก่มนุษย์มากกว่าเป็นโทษ เพื่อจะได้วางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่สอดคล้องกัน
เทคโนโลยี ปป.มีประโยชน์มาก แต่อาจพัฒนาไปในอีกหนทางหนึ่งที่ไม่อยู่ในการควบคุมของมนุษย์ หรือถูกใช้โดยมนุษย์กลุ่มหนึ่งเพื่อควบคุม-บังคับ คนส่วนใหญ่ เราจึงควรสนใจเทคโนโลยีนี้ให้มากขึ้น และวางกติกาบางประการ เพื่อให้มนุษย์อยู่ร่วมกันเองอย่างสันติ และอยู่ร่วมกันด้วยดีกับนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ได้ในอนาคต

