จับตาเศรษฐกิจสหรัฐ หลังทรัมป์คัมแบ๊ก ปี 2568 โรมรันพันตู กีดกันการค้า-ขึ้นภาษีนำเข้า
นับแต่เกิดโควิด 19 ขึ้นมา ผมสงสารตัวเองและประชากรโลกมาก เพราะโลกของเราปราศจากความสงบสุขเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องการโทษจีนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดโควิด19 ซึ่งนำมาซึ่งสงครามการค้าเริ่มแรกระหว่างสหรัฐกับจีน การสร้างความเกลียดชังในหมู่ชน โดยเฉพาะพลเมืองต่างชาติในชาติตัวเอง ถ้ากล่าวถึงสหรัฐ คงไม่เฉพาะแต่ประเทศจีน ยังรวมไปถึงชาวแม็กซิโก ชาวเอเชียพลัดถิ่นและไม่พลัดถิ่น รวมไปถึงนักเรียนต่างชาติ
โรคโควิดทำให้ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก ทำให้ราคาค่าขนส่งแพงขึ้นมหาศาล ก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อพุ่งทะยานไปทั่วโลก และก็มาเจอสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย ต่อด้วยสงครามขนาดย่อมในฉนวนกาซา สถานการณ์เริ่มจะดีขึ้นมาบ้าง ก็กลับมาเจอความเปลี่ยนแปลงที่จะมีผู้นำใหม่ที่นิยมนโยบายคลั่งชาติ สร้างคะแนนนิยมอย่างสูงจากการโจมตีว่ามีคนต่างชาติมาแย่งงานเหล่าชนชาวอเมริกัน (จีน)มาแย่งและตีตลาดการขายสินค้าในประเทศ และประเทศสมาชิกนาโต้ก็มาอาศัยนโยบายงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐมากเกินไป
ช่วงสี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่าเงินเฟ้อจะสูง ดอกเบี้ยจะสูงมาก โลกฝั่งตะวันตกอยู่ได้เพราะเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีแบบเคนส์ คือการใช้นโยบาย QE การพิมพ์เงิน เงินมีปริมาณมหาศาลที่ถูกหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ แม้ว่าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องก็ยังดูดเงินกลับไปไม่ได้มากเท่าไหร่ เพราะเศรษฐกิจมันขยายตัวได้ดีกว่า ดอกเบี้ย โดยเฉพาะเศรษฐกิจทันสมัยขยายตัวอย่างมากมาย เหตุที่ขยายตัวเพราะต้องการลดต้นทุนในการประกอบการ ลดคน และสร้างความท้าทายของมนุษย์ในเทคโนโลยีสมัยใหม่
เศรษฐกิจจึงดีเฉพาะที่สหรัฐ ไม่ใช่ยุโรป ใช่ที่จีนบ้าง เว้นแต่ประเทศที่มีระดับประชากรมากๆ เงินเฟ้อยังต่ำ ก็จะได้อานิสงส์โตได้มากกว่าที่อื่น เนื่องจากเป็นแหล่งลงทุนของต่างชาติเพราะต้นทุนต่ำกว่าประเทศตัวเองมาก เช่น อินโดนีเซีย และอินเดีย โดยเฉพาะอินเดียเพราะยิ่งมีฐานการพัฒนาเทคโนโลยีไอทีดีกว่าที่อื่นรอบๆเอเซีย เพราะอินเดียเขาทำแผนแม่บทด้านนี้มานาน ถึงขั้นการพัฒนาเมืองแห่งไอที และซอฟแวร์
สถานการณ์ที่เริ่มจะดีขึ้นด้วยตัวของมันเองจากการเปิดประเทศ และกลับมาค้าขาย ทุกคนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดโดยเฉพาะจีนที่จะต้องขวักไขว่สร้างการพึ่งพาเทคโนโลยีของตนให้สามารถฝ่าฝันอุปสรรคการกีดกันทางการค้า โดยเฉพาะเรื่องของซุปเปอร์ชิบ ก็จะต้องกลับมาเผชิญกับความท้าทายใหม่อีก เป็นเรื่องเดิมในบริบทใหม่ เป็นบริบทที่แต่เดิมก่อนทรัมป์จะมา คือดอกเบี้ยโลกจะลดลงนำโดยดอกเบี้ยของสหรัฐ และยุโรป แต่กลับเป็นทุกประเทศชั้นนำบอกจะต้องรอดูไปก่อนว่าจะลดดอกเบี้ยได้ง่ายเหมือนเดิมไหม เพราะเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้น
ถ้ามีการกีดกันการค้าอย่างรุนแรง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันนี้ ณ เวลาที่เขียนนี้ ค่าระวางเรือลดลงอย่างมาก ค่าดัชนี Baltic Dry Index วันนี้เหลือเพียง 1354 จุดเท่านั้น ก่อนหน้านี้อยู่ถึงประมาณ 2000 เป็นผลจากการคะเนว่าปริมาณความต้องการขนส่งทางเรือจะลดลง ราคาน้ำมันก็จะลดลงจากนโยบายการเอาน้ำมันสำรองของสหรัฐมาใช้มากๆ เพราะจะกลับไปเร่งขุดน้ำมันในดินของสหรัฐมาเติมเรื่อยๆ
การกีดกันการค้าในบริบทใหม่จะต้องถูกทดสอบจากจีนและมหาอำนาจรายอื่นๆ เป็นการทดสอบกับมหาอำนาจที่เริ่มตั้งตัวได้มากขึ้น จากการรู้ช่องทางในการหลบหลีกการกีดกัน (ดูเหมือนทำให้ความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวันลดลงบ้าง เพราะการอาศัยความช่วยเหลือลับๆจาก TSMC ของไต้หวันหรือไม่) จากการสร้างและพึ่งพาเทคโนโลยีของตัวเองได้มากขึ้น ดูเหมือนจีนจะตั้งตัวด้านเทคโนโลยีได้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องซุปเปอร์ชิบและ AI ทำให้โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆของ Huawei มีชิบขนาดเล็กมาก 5 nm ที่สหรัฐประกาศกร้าวว่ายังไงก็ไม่ให้ใครขายให้จีนโดยเด็ดขาด จีนหามาได้อย่างไร ไม่มีใครยอมบอก
การผลักดันสินค้าและแรงงานราคาถูกออกจากสหรัฐ แม้จะได้ใจของประชาชนชาวอเมริกัน เพราะด้วยนโยบายการคลั่งชาติ ย่อมจะทำให้เงินเฟ้อตัวเองปรับตัวสูงขึ้น เกิดคำถามว่าแรงงานระดับล่างในสหรัฐจะเอามาจากไหน โดยเฉพาะบริษัทผลิตรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักอันหนึ่งของสหรัฐ คนงานระดับล่างย่อมจะขาดแคลนแน่นอน เหมือนกับที่อังกฤษได้ประสบผลมาแล้วทำให้ขณะนี้ค่าครองชีพพุ่งสูงมาก และเงินเฟ้อก็กลับมาขึ้นใหม่ บริษัทในสหรัฐเริ่มเกิดความวิตกกันอย่างเงียบๆ เพราะผลแบบนี้ก็จะทำให้บริษัทต่างๆขายสินค้าตัวเองได้ลดลง บนกระดานการเมืองที่ต้องการลดภาษีธุรกิจและบุคคลธรรมดาจำนวนมาก รายได้จากการขึ้นภาษีนำเข้า ก็คงไม่น่าจะพอเพียงที่จะมาจุนเจือฐานะการคลังของสหรัฐได้ง่ายๆ ยิ่งปริมาณการนำเข้าลดลงอย่างมากด้วยแล้ว ยิ่งไม่ง่าย
หากปัญหาเหล่านี้ยังคงถูกท้าทายเพราะนโยบายการเมือง และการใช้อารมณ์ของผู้นำ ผมเชื่อว่าในที่สุด บริษัททั้งหลายคงรวมตัวกันเรียกร้องให้ผู้นำของเขาปรับเปลี่ยนท่าที ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ไม่ใช่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ทราบ ไม่รู้ แต่สัญชาตญาณในการหาเสียง ก็ต้องหาคะแนนไว้ก่อน พูดไว้ก่อนให้ดูดี และดูแรงๆ ไม่ให้เสียหน้า (เหมือนประเทศไทยเช่นเดียวกัน) ถึงเวลาจะทำจริงมากน้อยขนาดไหน ก็คงดูกันอีกที
ผมเริ่มเห็นเค้าลางแล้วว่าการเลือกรัฐมนตรีคลังของสหรัฐ Scott Bessant ที่จะมาดำรงตำแหน่งในสมัยทรัมป์ 2.0 ซึ่งตลาดการเงินดูเหมือนพอใจมาก เพราะเป็นคนที่นุ่มนวล ไม่โฉ่งฉ่าง และเขาก็ให้สัมภาษณ์ออกมาว่า เขาจะขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน อย่างค่อยเป็นค่อยไป และรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ คุณ Elon Musk ก็คงไม่อยากเผาธุรกิจตัวเองเพราะ Tesla ลงทุนที่จีนมหาศาล ท่าทีตอนนี้ก็ที่ดูแรงก็มีตรงที่แม็กซิโก ซึ่งทรัมป์ลงมาเล่นประกาศเอง พูดเองในขณะนี้ เพราะสหรัฐนำเข้าสินค้าจากแม็กซิโก เป็นอันดับหนึ่ง เหนือจีน และแคนาดา
ประเด็นที่ต้องสนใจคือ การขึ้นภาษีนำเข้าจากแม็กซิโก และแคนาดา มันไม่ได้จะสามารถเดินตรงไปถึงได้เลยง่ายๆ เพราะมันมีข้อตกลงการค้า USMCA คือ US Maxico Canada Agreement on Trade ซึ่งทรัมป์ 1.0 ลงนามไว้เพื่อยกเว้นภาษีนำเข้าจำนวนมากระหว่างสามประเทศนี้ ซึ่งยังมีผลถึงปี 2026 เขาจะต้องแก้ไขข้อตกลงตรงนี้ ผ่านกระบวนการออกประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อให้ข้อตกลงทางการค้าเป็นอันยกเลิกไปได้ แต่อะไรก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ง่ายๆตรงไปตรงมา
ผมเชื่ออีกประการหนึ่งว่า หากมหาอำนาจนอกค่ายสหรัฐ รวมตัวกัน ต่อต้านการกีดกันการค้า ซึ่งไม่ว่ากลุ่ม BRICS หรือค่ายโลกคอมมิวนิสต์ ผมเชื่อว่าโลกก็คงจะวุ่นวายพอควร เพราะถ้าหากการดำเนินนโยบายของชาติมหาอำนาจ ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แม้ไม่มีการขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อกีดกัน เศรษฐกิจมันก็ชะลอตัวมันเองอยู่แล้ว และขณะนี้การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีซุปเปอร์ชิบและ AI ก็มีความก้าวหน้าไปมากๆ จนถึงขั้นสูงมากแล้ว การจะพัฒนาต่อยอดจากตรงนี้ มุมทางด้านเทคโนโลยียังไม่มีให้เห็นเด่นชัด ยิ่งสร้างความวิตกทางเศรษฐกิจได้ว่า กลุ่มเศรษฐกิจทันสมัย ที่เป็นตัวผลักดันให้โลกเติบโตในช่วงหลังโควิด จะชะลอการเติบโตไหม ยิ่งไปส่องดูผลประกอบการยักษ์ใหญ่ไม่ว่า ASML NVIDIA TSMC เริ่มมีการคาดคะเนว่าแนวโน้มผลประกอบการจะเติบโตน้อยลง
ถ้าสินค้าเทคโนโลยีเติบโตน้อยลง เพราะเทคโนโลยีมันชะลอการพัฒนาตัวมันเอง สินค้าเกษตรและอาหาร ตลอดจนอุตสาหกรรมพื้นฐาน ก็คงเป็นตัวสำคัญที่จะต้องแย่งส่วนแบ่งในการค้าโลกมากขึ้น แต่คงไม่เหมือนเดิม เพราะราคาต่อหน่วยมันคนละเรื่อง ถ้าอุตสาหกรรมพื้นฐานผมก็ยังเชื่อว่า จีน และญี่ปุ่น รวมถึงเอเชีย และไทย ยังคงมีดุลที่ดีอยู่ เมื่อเทียบกับสหรัฐ
ผมไม่เชื่อว่าผลกระทบจะรุนแรงมากเหมือนที่ตลาดกลัวในตอนแรก ผมยังเชื่อว่าทรัมป์เขารู้เรื่องดี ถึงเวลาก็คงจะกระโดดไปกระโดดมา ทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ สร้างกระแสไปไม่รู้จบ แม้จะเริ่มต้นด้วยการเซ็นคำสั่งประธานาธิบดีขึ้นภาษีนำเข้าจากจีนและแม็กซิโก ก็คงช่วงหนึ่ง และอาจกระโดดไปทำเรื่องอื่นต่อ แต่ก็คงวุ่นวายไม่น้อย แต่ไทยก็คงจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เว้นแต่จีนจะชะลอตัวลงมากๆ เพราะเราอาศัยการส่งออกไปยังจีนมาก เราควรค้าขายกับอินโดนีเซียและอินเดียมากขึ้น
จากที่ผมเห็นจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายระลอก สิ่งหนึ่งเห็นชัดว่าจีนมีความตั้งใจที่ดีที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจตัวเองให้สำเร็จให้ได้ แต่การที่จีนยังไม่ได้ทุ่มงบประมาณมหาศาลในคราวเดียว แต่กักไว้เพื่อรอเวลาที่จะต้องบริหารความเสี่ยงจากการค้ากับสหรัฐ คงจะเป็นกระสุนอีกกระทอกที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า ญี่ปุ่นก็ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วหลังได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งใหม่ ประเทศในเอเชียเศรษฐกิจเติบโตดี เพราะอาศัยผลจากการฟื้นตัวหลังโควิด จะมีก็ประเทศไทย ที่การเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายมากๆ แม้ว่าตัวเลขในไตรมาสสาม จะออกมาดีกว่าคาดคือ ร้อยละ 3.0 มันก็ยังน้อยเกินไปที่จะฟื้นฟูการบริโภคที่เปราะบาง เราเริ่มมีต่างชาติกลับมาลงทุนบ้าง ไม่แปลกเพราะถ้าไม่มีเลยคงแปลก เพราะประเทศไทยเราก็ยังมีดีอยู่ตามสภาพภูมิศาสตร์
แต่มองไปข้างหน้า ก็ยังไม่เห็นนโยบายเศรษฐกิจใดๆที่จะมากระตุ้น นอกเหนือจากเงินหมื่น ซึ่งขยับทีละคืบ ทีละกลุ่ม มันก็น้อยนิดเมื่อเทียบกับปัญหา แถมมาเจอน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำอีก รัฐบาลไม่มีอันจะทำอะไร รัฐบาลไม่มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ๆที่ทำได้ทันที ให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะนโยบายทุกอย่างที่บอกอยากจะทำ มันก็อยู่ในขั้นตอนการศึกษาทั้งนั้น กว่าจะเป็นโครงการทำได้จริง ไม่รู้อีกกี่ปี สงครามการค้าคงเปลี่ยนเป็นสนาม 3.0 แล้ว ป่านนั้นทั่วโลกเขาคงใช้ชิบอิเล็กตรอนแล้ว
ผมยอมรับนะครับว่าแนวคิดของท่านผู้นำพิเศษ เป็นแนวคิดที่มีความก้าวหน้า ก้าวหน้ามากกว่าบริบทของนักการเมืองทั่วไป แต่การเสนอโครงการของรัฐบาลมันยังตอบโจทย์เรื่องการต่อยอดทางเศรษฐกิจได้น้อย เพราะมันไม่ได้ตอบเลยว่าจะประหยัดค่าขนส่งอะไรได้เท่าไหร่ แค่การยกสินค้าขึ้นลงเพื่อข้ามอันดามันมาอ่าวไทย ก็อ่วมแล้ว แค่ว่าตู้สินค้าจากเรือขนาดใหญ่จะมาเทียบท่าแล้วจะไปไหนได้เพราะไม่มีหลังท่าให้รองรับการถ่ายตู้ได้ง่ายๆ แต่พอจะทำกันก็บอกว่าเพื่อสนองการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะมีคนสนใจ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ มักเป็นเรื่องรองรับเรื่องทั่วๆไป เช่นการท่องเที่ยว จำนวนผู้โดยสาร แต่เราไม่ได้รองรับการขับเคลื่อนของภูมิภาค โดยเฉพาะ จีน และอินเดีย ที่มีพลังเม็ดเงินมหาศาล
เราทำโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟไทยจีน แล้วเมื่อไหร่ผู้โดยสารและสินค้าจากจีน จะวิ่งลงมาที่ไทย ถึงท่าเรือแหลมฉบังแล้วส่งออกต่อ วันนี้คิด วันนี้พูด แต่ลาวซึ่งเป็นตัวเชื่อมต่อยังขับเคลื่อนอะไรได้ยาก อยู่ในขั้นล้มละลาย แม้ว่าในที่สุดมันอาจจะเกิด แต่แค่เวลาที่จะเดินต่อเรื่องการเติมเม็ดเงินให้เศรษฐกิจมันโตเพิ่มขึ้น ต้องรอเวลาต่อไป รอต่อไปอีก 5 ปี โลกมันจะไปถึงไหนแล้ว บริบทก็อาจจะเปลี่ยนอีก มันเป็นการลงทุนที่ต้องร้องเพลงรอ รออย่างเดียว
สิ่งที่รัฐบาลคิดมันต่อยอดยาก อีกเรื่องที่สำคัญคือการลงทุนด้าน Data Centre ของต่างชาติ จริงครับที่มีคนเริ่มมาลงทุนเรื่องนี้ แต่ยังแค่รายสองราย เขามีคำถามว่าจะเอาพลังงานไฟฟ้ามาจากไหน ในเมื่อก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมด เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และก็ไม่ใช่พลังงานสะอาดด้วย เขาต้องการพลังงานสะอาดในการทำ Data Centre นี่คือบริบทของธุรกิจนี้ในโลกที่เขายืนกรานว่าพลังงานสะอาดคือตัวขับเคลื่อน เรายังทะเลาะกันเรื่องแผนผลิตพลังงานของชาติอยู่เลยตอนนี้ ส่วนหนึ่งเพราะอิทธิพลของกลุ่มผลิตพลังงานจากก๊าซซึ่งมีพลังมากในการเมืองไทย เขากลัวเสียส่วนแบ่งในอนาคต คิดแบบนี้ แล้วเราจะหลุดจากกับดักโตน้อยได้อย่างไรครับ

