ข่าวน้ำท่วมหลายพื้นที่ในชายแดนภาคใต้ในรอบนี้น่าจะเป็นข่าวที่ทำให้คนหลายฝ่ายได้เริ่มตระหนักกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการแก้ปัญหาเรื่องของภัยพิบัตินั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสไปร่วมเสวนา “ท้องถิ่นกับการจัดการภัยพิบัติ” กับนักวิชาการด้านท้องถิ่นศึกษา และนักวิชาการด้านอื่นๆ ที่มีความรู้ความชำนาญในพื้นที่ รวมทั้งตัวแทนพรรคการเมืองทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน เพื่อถอดบทเรียนจากหลายพื้นที่ และได้มีโอกาสได้รับฟังปัญหาล่าสุดจากท่านนายกเทศบาลเมืองยะลาที่ได้สละเวลาโทรรายงานสถานการณ์สดจากพื้นที่ขึ้นมาด้วย (ขอขอบคุณทางคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มท้องถิ่นศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ และ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์)
นักวิชาการก็มาคับคั่งตั้งแต่ ศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผศ.ปฐวี โชติอนันต์ และนักวิชาการจากแม่ฟ้าหลวง และแม่โจ้ รวมทั้งพี่หนูหริ่ง แห่งมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งอยู่ด่านหน้าของการช่วยเหลือในพื้นที่แม่สาย และหลายที่ที่ผ่านมา
ประการแรก ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่พูดกันบนเวทีคงไม่พ้นเรื่องของปัญหาในระดับโครงสร้างของการบริหารสถานการณ์ ทั้งในเรื่องของตัวการสั่งการ เครื่องไม้เครื่องมือ
มันเป็นเรื่องไม่ยากที่จะพบปัญหาของความไม่ลงตัวกันของหลายๆ เรื่อง แต่ในบรรยากาศการเสวนานั้นเป็นบรรยากาศที่สร้างสรรค์ เพราะเป็นการถอดบทเรียนเพื่อมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ และก็เห็นว่าสถานการณ์ภัยพิบัตินั้นตอนนี้ก็เผชิญอยู่ที่ภาคใต้ในเรื่องน้ำท่วมหนัก
ยังไม่นับที่ภัยพิบัติเรื่องอื่นๆ ก็คงจะทยอยมาอีก ตามความเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่นนรก ภัยแล้งและร้อน และอาจจะมีเรื่องสถานการณ์อื่นๆ ที่เราอาจจะคาดไม่ถึง
ความไม่ลงตัวหลายอย่างแน่นอนมาจากพื้นฐานของระบบการรวมศูนย์อำนาจที่ยาวนาน แต่ใช่ว่ารัฐรวมศูนย์จะไม่ได้มีศักยภาพในการแก้ปัญหาเสียทั้งหมด
บางเรื่องนั้น ความมุ่งมั่นตั้งใจมีสูง ทรัพยากรมีมาก แต่อาจจะยังไม่เข้าใจพื้นที่มากนัก เพราะโครงสร้างระบบรวมศูนย์ที่ผ่านมาอาจจะทรงประสิทธิภาพในหลายเรื่อง แต่หลายเรื่องก็อาจจะไม่ได้รู้ไปเสียทั้งหมด
ในท้องถิ่นเองหลายเรื่องก็รู้ดี แต่ก็ใช่ว่าจะพร้อมทุกพื้นที่
และต่อให้มีความรู้ความเข้าใจพื้นที่ แต่บางเรื่องก็ติดขัดเรื่องกฎระเบียบในการใช้งบประมาณเร่งด่วน รวมไปถึงเรื่องข้าวของที่แพงขึ้นในช่วงสถานการณ์ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามการคาดการณ์ด้านงบประมาณและการคาดการณ์จากสำนักงานการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ
รวมไปถึงขั้นตอนการดำเนินงานที่อาจจะยังล่าช้าเช่นการตั้งหน่วยงานตัดสินใจที่ส่วนกลางก่อน แล้วค่อยตั้งหน่วยงานที่พื้นที่ ตลอดจนการประชุมที่อาจใช้เวลามากในช่วงเย็นในการรายงานสถานการณ์และหารือ ซึ่งในเงื่อนไขของสถานการณ์นั้นการประชุมที่นานเกินไปอาจทำให้เสียเวลาในการแก้ปัญหาที่กำลังเกินขึ้นที่หน้างาน
อีกเรื่องที่มีความสำคัญก็คือ องค์กรบรรเทาทุกข์และความร่วมมือของอาสาสมัครต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ที่มีความทุ่มเทในการลงพื้นที่อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และในภาพจริงนั้นหน่วยงานอาสาก็ต้องพึ่งพาหน่วยงานส่วนกลางที่มีศักยภาพในการขนย้ายอุปกรณ์ต่างๆไปลงในพื้นที่อยู่ดี และก็ต้องทำงานร่วมกันมาโดยตลอดในหน้างาน
กล่าวโดยสรุปผมคิดว่าเมื่อครบวงจรของภัยพิบัติอย่างน้อยในกรณีของฝนตกหนัก และน้ำท่วม ตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ตะวันออก กรุงเทพฯ และตอนนี้ที่ภาคใต้ ในปีที่จะถึงคงมีการผลักดันร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในระบบกรรมาธิการและรัฐบาลเองในการทบทวนกฎหมายและขั้นตอนการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาภัยพิบัติในระดับท้องถิ่น
และในระดับของฝ่ายบริหารเอง หากอะไรที่อยู่ในระบบของข้อบังคับระดับกรมและกระทรวงของกระทรวงมหาดไทยเองหากจะมีการทบทวนและรีบแก้ไขก็จะมีผลทำให้การแก้ปัญหาในปีหน้าทำได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้ไม่ได้มีใครเป็นศัตรูกัน ในสถานการณ์จริงเมื่อมองย้อนกลับไปไม่ได้มีการโทษกัน มีแต่จะทำให้มันดีขึ้นเสียมากกว่า ไม่มีหน่วยงานในระดับไหนที่ทำได้โดยไม่ได้พึ่งพากัน เชื่อมโยงกัน
และไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่จะใช้ได้ในทุกที่ในระดับรายละเอียด แต่หลักการหลายอย่างก็คงจะถือปฏิบัติร่วมกันได้อยู่
ประการที่สอง มุมมองที่มีต่อสถานการณ์บางเรื่องก็มีความสำคัญต่อการรับมือภัยพิบัติเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปหลักการสำคัญในการเตรียมตัวรับสถานการณ์ภัยพิบัติ โดยเฉพาะในกรณีของน้ำท่วมหนัก
1.การเตรียมการเพื่อลดผลกระทบล่วงหน้า ซึ่งเรื่องนี้ใครๆ ก็พูดได้ง่าย แต่เวลาทำจริงเงื่อนไขมากมายก็มีผลทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ยาก ยิ่งกรณีภัยพิบัติข้ามแดน เราอาจจะไม่มีอำนาจ และข้อมูลข้ามพื้นที่
หรือถ้าพอจะมี เราจะพบความเป็นจริงว่า เนื่องจากภัยพิบัติที่เราเจอมันมีลักษณะที่รุนแรงและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้จริง เพราะไม่มีจุดอ้างอิงมาก่อน หรือบางครั้งก็ไม่เชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ถึงขนาดนี้
มิพักต้องพูดถึงวิธีคิดในการรับมือภัยพิบัติในแบบเดิมคือคิดใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบกายภาพที่แข็งตัว มากกว่ายืดหยุ่นพร้อมฟื้นสภาพ ดังนั้นในหลายครั้งภัยพิบัตินั้นไม่ได้จะลดลงจากโครงสร้างที่เตรียมการรับมือไว้ แต่โครงสร้างเหล่านั้นมันยังซ้ำเติมสถานการณ์ให้แย่ลง เช่นเวลาที่ทำนบพัง เขื่อนพัง หรือพนังกั้นน้ำใช้ไม่ได้
ในความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งการเตรียมการแก้ปัญหาภัยพิบัตินั้นไม่ได้ง่ายด้วยว่าภัยพิบัติที่ส่งผลมากมักจะเกิดขึ้นในระดับเมือง ซึ่งมีความหนาแน่นของผู้คนและอาคารพักอาศัย ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ขอบเขตการบริหารจัดการในระดับเมืองนั้นอยู่ที่เทศบาล แต่พื้นที่ที่อาจต้องเตรียมการอาจจะอยู่นอกพื้นที่เทศบาล ดังนั้นในความเป็นจริงการแสวงหาความร่วมมือของพื้นที่รอบนอก และเมืองเล็กๆ ที่อาจจะไม่พร้อมยิ่งกว่าก็เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาร่วมกันมากขึ้นทั้งในระดับเครือข่ายของรัฐบาลท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นที่มีฐานทรัพยากร (และฐานผลกระทบ) ร่วมกัน และการเชื่อมโยงกับหน่วยงานระดับสูงขึ้น หรือชุมชนระดับล่างลงมาทั้งการร่วมมือที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
2.ขั้นตอนการเตรียมการในระดับขั้นตอนการปฏิบัติการ หมายถึงการที่จะต้องพิจารณาว่าหากมีสถานการณ์เกิดขึ้นจริง นอกจากการทำความเข้าใจเชิงพื้นที่ในระดับแรกแล้ว ยังหมายถึงการวางแผนในการอพยพเคลื่อนย้ายผู้คน มีการซักซ้อม มีการประเมินสถานการณ์ไปถึงขั้นระบบการประกันภัย และการจัดตั้งเครือข่ายการสื่อสารในสถานการณ์ฉุกเฉินว่าจะต้องกระจายข่าวอย่างไร
3.การตอบสนองต่อภัยพิบัติเมื่อเกิดขึ้นจริง ในส่วนนี้หมายถึงการปฏิบัติการณ์จริงในการรับมือกับภัยพิบัติในแต่ละขั้นตอน ว่าเมื่อไปถึงขั้นไหนแล้วจะใช้แผนการอย่างไร การปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือ การปรับปรุงข้อมูลในพื้นที่ให้ทันสมัยใช้ได้จริง และการติดต่อกับหน่วยงานอื่นๆ นอกพื้นที่เพื่อระดมความช่วยเหลือจริง (ซึ่งในกระบวนการนี้อาจจะต้องประสานกันไว้ก่อน)
4.การฟื้นฟูสถานการณ์หลังภัยพิบัติ ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย การทำงานประสานกับส่วนกลางและภาคส่วนอื่นๆ การรักษาระดับการสื่อสารกับหน่วยงาน กับผู้นำ และชุมชน ประชาชนในพื้นที่ว่าภารกิจทั้งหมดยังไม่สิ้นสุด และยังไม่ได้ทิ้งงานไป รวมทั้งการวางแผนรับมือในระยะยาว เพื่อเตรียมการต่อในรอบหน้า (WWW.GOVPILOT.COM : Local Government Flood Mitigation & Disaster Planning)
อย่างไรก็ดีการพิจารณาเรื่องที่ได้กล่าวมานั้น อาจจะยังไม่ได้ตั้งหลักกับเรื่องหลายเรื่อง เช่นการมองสภาวะเปราะบางของพื้นที่ในแง่ของกายภาพ มากกว่าเข้าใจความเปราะบางของผู้คนในพื้นที่ที่เกิดขึ้น “ก่อน”ภัยพิบัติมากกว่าเรื่อง “หลัง” ภัยพิบัติ
ความเปราะบางของผู้คน ครัวเรือน และชุมชนในพื้นที่นั้นบางทีถ้าเราขาดความเข้าใจ เราจะเน้นมองสิ่งเหล่านี้เป็นแค่หน่วย หรือประชากร และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมฟังข้อแนะนำและประกาศให้ยกของ หรือให้ย้ายที่
ทั้งที่ความจริงของเขาคือสภาวะเปราะบางก่อนภัยพิบัติมีผลทำให้เขาไม่สามารถขยับขยายที่ไปไหนได้ เขาทิ้งทุกอย่างปิดบ้านไม่ได้ เพราะเขาไม่มีอะไรจะเหลือ เขาต้องเฝ้าทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้
ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน
แต่หมายถึงสิทธิที่จะอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นด้วย
ถ้าเขาย้ายออกไป เขาอาจจะกลับเข้าพื้นที่ไม่ได้ เพราะสิทธิในการอยู่อาศัยเขาจะหมดลงทันที
สำหรับคนหลายคนที่อยู่ในสถานะที่ไม่เป็นทางการในเมือง เขาอาจจะรู้สึกว่าทุกวันคือภัยและความเสี่ยงที่เขาเจออยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะเจอเมื่อน้ำท่วมมา
เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับหน่วยงานในท้องถิ่น
แต่เป็นเรื่องของรัฐ และสังคมที่จะเข้าใจผู้คน ครัวเรือน และชุมชนอีกหลายกลุ่มที่ไม่ได้มั่นคงในพื้นที่เมืองมาก่อนแล้ว และภัยพิบัติกลับจะยิ่งซ้ำเติมพวกเขามากกว่าความสูญเสียเชิงกายภาพภายหลังเหตุการณ์
เพราะเขาอาจจะสูญเสียทุกสิ่ง โดยเฉพาะสิทธิที่จะอยู่ในเมืองแห่งนั้นด้วย
ขอส่งใจช่วยเมืองจมน้ำที่ภาคใต้ และหวังว่าข่าวสารข้อมูลที่เราได้รับจะมีหลายมุมหลากมิติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ

