หน้าแรก บทความ การแข่งขันชิง...

การแข่งขันชิงตลาดทวีปอเมริกาใต้เริ่มขึ้นแล้ว ‘สี จิ้นผิง’ นำทัพย่างก้าว ‘สนามหลังบ้าน ’สหรัฐ

3.12.24 | 12:20 น.

การแข่งขันชิงตลาดทวีปอเมริกาใต้เริ่มขึ้นแล้ว ‘สี จิ้นผิง’ นำทัพย่างก้าว ‘สนามหลังบ้าน’ สหรัฐ

การไปร่วมประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) และประชุมสุดยอด G20 รวมทั้งการเยือนเปรูและบราซิลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ก่อเกิด “กระแสจีน” ในทวีปอเมริกาใต้ ละม้ายกับการสะสมแต้มบัตรเครดิต เป็นการส่งเสริมให้ประเทศจีนมีพื้นที่มากขึ้นในภูมิภาค แม้สหรัฐเสียประโยชน์ไปบ้างตามวิสัยธรรมชาติ แต่อำนาจบารมีในลาตินอเมริกายังเสถียรอยู่อย่างพร้อมมูล

หลายปีที่ผ่านมา การลงทุนและค้าขายของจีนในลาตินอเมริกา รุกไล่ตามติดสหรัฐ แต่ประเด็นมีอยู่ว่า การช่วงชิงตลาดของจีน สหรัฐจะมองว่าเป็นพฤติกรรมแย่งชิงพื้นที่ “สนามหลังบ้าน” หรือไม่ น่าติดตาม

ต้องยอมรับว่า ในการประชุมเอเปค สี จิ้นผิง ดุจดวงอาทิตย์ ฉายแสงจรัสเจิดจ้า อันเนื่องจากรัฐบาลจีนได้ลงทุนก่อสร้างท่าเรือ Puerto Chancay ให้แก่เปรู และเริ่มใช้งานแล้ว แม้เป็นท่าเรือไม่ใหญ่ แต่มีศักยภาพสูง สูงเพราะการขนส่งสินค้าจากประเทศตะวันออกในทวีปอเมริกาใต้ถึงทวีปเอเชีย ไม่ต้องผ่านคลองปานามา ประหยัดเวลาและค่าขนส่ง ไม่เพียงจีนได้ประโยชน์ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็ได้รับอานิสงส์ด้วย

ส่วนบราซิลเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ปี 2023 ยอดส่งออกสินค้าไปจีนสูงประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่ายอดรวมที่ส่งออกของสหรัฐและพันธมิตร

Advertisement

การเยือนบราซิลอย่างเป็นทางการของ สี จิ้นผิงยังได้ลงนามในสัญญาธุรกรรมรวม 38 รายการ ในจำนวนทั้งหมดมี 3 รายการถือเป็นกรณีพิเศษคือ 1 บราซิลขอให้จีนช่วยเหลือการบริการสื่อสารด้านดาวเทียม ลดการพึ่งพาสหรัฐ 1 จีนให้บราซิลกู้เงิน 5 พันล้านหยวน 1 จีนเสนอให้ความร่วมมือในด้านเทคนิคนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม จะถือเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 1 สัปดาห์มาสรุปว่า อำนาจบารมีของจีนในทวีปอเมริกาใต้อยู่เหนือกว่าสหรัฐ ยังฟังไม่ขึ้น เหตุผลคือ อิทธิพลของสหรัฐที่มีต่อลาตินอเมริกาคือประเพณีทางประวัติศาสตร์ และมีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ รวมทั้งการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจของสหรัฐ อิทธิพลของสหรัฐในทวีปอเมริกาใต้จึงมีความสถิต อีกทั้งมีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับเหตุการณ์ภายนอกอันอาจจะเกิดขึ้น เช่น กรณีวิกฤตขีปนาวุธคิวบาที่เกิดขึ้นในปี 1962 เกือบกลายเป็นสงครามกับโซเวียตในสมัยนั้น

ว่าแต่วันนี้ กระแสจีนแรงได้เกิดขึ้นในประเทศลาตินอเมริกา นักสู้เยี่ยงไก่ชนอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ จะถือว่าจีนมาแย่งชิงตลาดการค้า ซึ่งถือกันว่าเป็น “สนามหลังบ้าน” ของสหรัฐหรือไม่ ยังยากแก่การคาดเดา

ลาตินอเมริกาเป็นตลาดกว้างใหญ่ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จีนจะทิ้งโอกาส ในทำนองเดียวกัน ประเทศลาตินอเมริกาก็ไม่มีเหตุผลใดที่ไม่ทำธุรกิจกับจีน หากอยู่บนพื้นฐานแห่งอุเบกขามองว่า ทั้งจีนและประเทศลาตินอเมริกาคงไม่ให้ความสนใจกับประเพณีทางประวัติศาสตร์มากไปกว่าผลประโยชน์ของประเทศ

ปฏิเสธมิได้ว่า บัดนี้อิทธิพลของสหรัฐที่มีอยู่ในลาตินอเมริกาหย่อนยานลงไปบ้างเล็กน้อย อีกประการหนึ่ง จีนค่อยคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด กรณีย่อมเป็นการท้าทาย และทำให้สหรัฐต้องเสียประโยชน์ นิสัยพ่อค้าอย่างทรัมป์จะยอมหรือไม่ ตัองใส่เครื่องหมาย “ปรัศนี” ไว้ก่อน แต่พอจะอนุมานได้ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สั่นคลอนของโลก เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดย่อมเกิดขึ้นได้

ทริปของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ไปประชุมเอเปค G20 ตลอดจนการเยือนเปรูและบราซิล มีกรณีน่าศึกษาและเลียนแบบ 1 เรื่องคือ ไม่กลับบ้านมือเปล่าเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ไปเยือนต่างประเทศคือ ต้องมีออเดอร์ติดมือ ซึ่งเป็นการ “นำเงินเข้าประเทศ” ถ้าหากกล่าวในทางธุรกิจ “สี จิ้นผิง” ถือเป็นนักการขายสุดยอด แม้ว่ากันว่า เขาคือผู้เผด็จการ แต่สัจธรรม 1 แมวขาวแมวดำจับหนูได้คือแมวที่ดี

และก็ไม่เคยปรากฏว่า “สี จิ้นผิง” ไปต่างประเทศเพื่อจับมือ ชนแก้ว ถ่ายรูป เสร็จแล้ว
กลับบ้าน จึงถือเป็นแม่แบบที่ดีของผู้นำประเทศ