หน้าแรก บทความ ทรัมป์ 2.0 กั...

ทรัมป์ 2.0 กับ ‘ปฏิบัติการ Wetback’

6.12.24 | 13:30 น.

ทรัมป์ 2.0 กับ ‘ปฏิบัติการ Wetback’

อย่างที่ทราบ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ออกที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งในขณะนี้คือว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐและจะปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม 2568

ทรัมป์กลับมาแล้วและกำลังเป็นทรัมป์ 2.0 ก็มีคนถามว่า ทรัมป์จะเอาอย่างไร หรือจะทำอย่างไร กับประเด็นการเนรเทศหมู่คนต่างด้าวครั้งใหญ่ เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย

ถ้ายังจำกันได้ ทรัมป์เคยหาเสียงเมื่อกันยายน 2566 ว่า ถ้าได้รับเลือก เขาจะเนรเทศหมู่ผู้อพยพผิดกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาโดยเทียบกับการเนรเทศหมู่ครั้งใหญ่สมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ในปี 2497 ที่เรียกว่า “Operation Wetback” ซึ่งเนรเทศผู้อพยพเม็กซิกันไปนับล้านคน

ในการหาเสียงเมื่อตุลาคมที่เมดิสันสแควร์การ์เดน ในนิวยอร์กซิตี้ ทรัมป์ย้ำจุดยืนเรื่องการเนรเทศหมู่คนต่างด้าวว่า “ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่ง ผมจะเริ่มโครงการเนรเทศหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกาเพื่อขับไล่อาชญากรออกไป ผมจะช่วยกู้ภัยของทุกเมืองและทุกเขตที่ถูกบุกรุกและยึดครอง และจะจับพวกอาชญากรชั่วๆ และกระหายเลือดพวกนี้ใส่คุกแล้วเตะออกนอกประเทศของเราโดยเร็วที่สุด”

Advertisement

วันนี้จึงขอเอาเรื่อง Operation Wetback การเนรเทศครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อเมริกามาเล่าสู่กันฟัง

คำว่า “Operation Wetback” แปลตามตัวคือ “ปฏิบัติการล่าพวกหลังเปียก” ซึ่งคำว่า “หลังเปียก” เริ่มใช้ในอเมริกามากว่า 100 ปีมาแล้วในปี 2463 โดย New York Times เป็นคำเรียกแรงงานเม็กซิกันแบบเหยียดหยาม โดยหมายถึงคนเม็กซิกัน
ที่ลอบเข้าเมืองโดยว่ายน้ำ หรือเดินลุยน้ำข้ามแม่น้ำริโอ แกรนด์ จนหลังเปียกโชกเพื่อเข้าสหรัฐ คำนี้นิยมใช้ในรัฐเท็กซัสในสมัยโน้น เพราะเป็นรัฐที่เหยียดผิวอย่างแรง ต่อมาระยะหนึ่งคำว่า wetback จึงใช้เรียกแรงงานกรรมกรเม็กซิกันทั่วไปในสหรัฐ แม้แต่แรงงานเม็กซิกันที่เข้ามาถูกกฎหมาย

“ปฏิบัติการ Wetback” เป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐในปี 2497 ที่ร่างโดยอัยการสูงสุดสหรัฐ เฮอร์เบิร์ต บราวเนลจูเนียร์ และรับรองโดยประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซ็นฮาวร์ เพื่อจับแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายเนรเทศตามคำเรียกร้องของคนอเมริกันส่วนหนึ่งที่โกรธแค้นต่อการโกงกินของนายจ้างของแรงงานเกษตรพันธสัญญาตามชายแดนเม็กซิโกและคำเรียกร้องของแรงงานสหรัฐที่ถูกแย่งงานทำและทำให้ค่าจ้างตกโดยไม่มีอำนาจต่อรองกับเจ้าของฟาร์ม และการที่ตำรวจตระเวนชายแดนไม่สามารถหยุดยั้งการทะลักเข้ามาของแรงงานเม็กซิโกผิดกฎหมาย

สาเหตุที่ต้องมีปฏิบัติการ Wetback นั้นกล่าวได้ว่า สืบเนื่องมาจากโครงการ ชื่อ Bracero หรือชื่อเป็นทางการว่า โครงการแรงงานฟาร์มเม็กซิกันซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 80 กว่าปีมาแล้วในปี 2485 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐมีความขาดแคลนแรงงานระดับล่างมหาศาลในภาคเกษตรและคนงานรถไฟ เพราะแรงงานเกษตรส่วนหนึ่งถูกเกณฑ์ หรืออาสาไปเป็นทหารและส่วนหนึ่งหันไปทำงานภาคอุตสาหกรรมที่ได้รายได้ดีกว่า เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐจึงหันไปหาแรงงานจากเม็กซิโกโดยเปิดโครงการ Bracero ขึ้น

โครงการ Bracero (มาจากภาษาสเปนหมายถึง “กรรมกร”) เป็นโครงการตามข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลเม็กซิโกที่เริ่มเมื่อ 4 สิงหาคม 2485 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำแรงงานเม็กซิกันมาทำงานฟาร์มและรถไฟในสหรัฐระหว่างปี 2485-2507 ใน 24 รัฐของสหรัฐ นับเป็นโครงการจ้างแรงงานชั่วคราวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ โดยมีแรงงานเม็กซิกันเข้ามาทำงานในช่วงเวลาดังกล่าวมากกว่า 4.5 ล้านคนส่วนใหญ่ในรัฐเท็กซัสและแคลิฟอร์เนีย

ข้อตกลงดังกล่าวมีการรับประกันด้านสุขอนามัย ที่พักและอาหาร ที่เหมาะสม และค่าจ้างขั้นต่ำ 30 เซ็นต์ต่อชั่วโมง (มูลค่าปัจจุบันประมาณ 4.5 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง) รวมถึงการคุ้มครองจากการเกณฑ์ทหาร และรับประกันว่าจะกันค่าจ้างส่วนหนึ่งไปฝากในบัญชีออมทรัพย์ส่วนตัวในเม็กซิโก และยังมีการระบุว่า แรงงาน Bracero จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ เช่น การกีดกันจากพื้นที่คนผิวขาว

ในช่วงเวลาดังกล่าว แม้นายจ้างภาคเกษตรส่วนใหญ่จะไม่จ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงให้แรงงานเม็กซิกันที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ก็ยังมีแรงงานเม็กซิกันที่ลอบเข้ามาทำงานจำนวนมาก เนื่องจากความยากจนในเม็กซิโกและความขาดแคลนแรงงานระดับล่างในสหรัฐสมัยนั้นทำให้การจ้างแรงงานที่เข้ามาอย่างผิดกฎหมายไม่ค่อยเข้มงวด ขณะที่โครงการ Bracero เองก็ไม่สามารถรับแรงงานที่มาสมัครได้หมด เกือบร้อยละ 70 ของผู้สมัครถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น อายุ เพศ หรือเหตุผลอื่น รวมทั้งกระบวนการคัดเลือกแรงงานก็มีปัญหาในทางปฏิบัติและมีการติดสินบน ทำให้มีแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายเข้ามาทำงานในสหรัฐจำนวนมาก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สัดส่วนของแรงงานเม็กซิกันเถื่อนที่ถูกจับได้ต่อแรงงานในโครงการ Bracero ประมาณ 1 ต่อ 1 และในราวปี 2490 สัดส่วนแรงงานเถื่อนที่ถูกจับต่อแรงงานในโครงการเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 ต่อ 1 เนื่องจากทั้งเจ้าของฟาร์มและคนงานรู้ว่าตนสามารถประหยัดเงินได้โดยจ้างแรงงานเม็กซิกันนอก Bracero เช่น ไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางให้แรงงานเถื่อนและไม่ต้องจ่ายค่าจ้างชั่วโมงละ 30 เซ็นต์ ตามที่กำหนดตามโครงการ และแรงงานเม็กซิกันเองก็ไม่ต้องจ่ายสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ศูนย์ Bracero

โครงการ Bracero จบลงในปี 2507 หลังจากดำเนินการได้ 22 ปี เนื่องจากช่วงหลังปี 2503 อุปทานของแรงงานผิดกฎหมายในภาคเกษตรล้นตลาด ขณะที่แรงงาน Bracero ที่กลับเม็กซิโกบางคนปรับตัวเข้ากับเม็กซิโกไม่ได้ก็กลับมาทำงานตามในสหรัฐใหม่ โดยไม่ได้เข้าโครงการ Bracero ประกอบกับการนำเครื่องจักรมาใช้ในการเก็บเกี่ยวฝ้ายแทนแรงงานคน ประการที่สอง โครงการนี้มีปัญหาการทุจริตการรับคนที่ต้นทางเนื่องจากมีแรงงานมาลงทะเบียนมากจนมีการรับเงินใต้โต๊ะจากผู้สมัครเพื่อขอลัดคิว ประการที่สาม แรงงานเม็กซิกันที่
เข้ามาทำงานในโครงการพบกับปัญหาสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ทั้งที่พักที่อยู่อย่างแออัด อาหาร เครื่องมือเครื่องใช้ ในการทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การเลือกปฏิบัติและการเหยียดผิว ค่าจ้างต่ำ ประการที่สี่ แรงงานอเมริกันก็สูญเสียอำนาจต่อรอง เพราะถ้าขอขึ้นค่าจ้างก็จะถูกให้ออกและเอาแรงงานเม็กซิกันเข้ามาแทน ประการที่ห้า มีผู้ที่เดือดร้อนจากการที่แรงงานเม็กซิกัน
แห่เข้าไปสหรัฐ คือ เจ้าของฟาร์มและไร่ปศุสัตว์ในเม็กซิโกที่ต้องขาดแคลนแรงงาน และพวกนี้มีอิทธิพลกดดันรัฐบาลเม็กซิโกหยุดข้อตกลงกับสหรัฐ

โครงการ Bracero ทำให้มีแรงงานเม็กซิกันเข้าสหรัฐอย่างถูกกฎหมายมากกว่า 4.6 ล้านคน มีแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายอีกประมาณ 5.3 ล้านคนและผู้อพยพถูกกฎหมายอีก 5 แสนคน รวมทิ้งภาระไว้ให้ปฏิบัติการ Wetback กว่า 10.5 ล้านคน

กลับมาต่อเรื่อง ปฏิบัติการ Wetback ซึ่งที่จริงแล้วเกิดจากรัฐบาลเม็กซิกันที่รับผลกระทบจากโครงการ Bracero และขอร้องให้สหรัฐหยุดยั้งการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานเม็กซิกัน เพราะรัฐบาลเม็กซิโกเองที่ถูกกดดันจากนายทุนเม็กซิโกในภาคเกษตรที่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานในฟาร์มและไร่ปศุสัตว์ในเม็กซิโกที่เกิดขึ้นมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งในปี 2486 สหรัฐได้เพิ่มตำรวจตระเวนชายแดนแต่แรงงานผิดกฎหมายก็ไม่ลดลง ในปี 2488 จึงใช้มาตรการใหม่ที่พาแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายกลับถึงถิ่นทั้งทางเรือ เครื่องบิน และรถไฟ แต่ก็ไม่ได้ผล

จนถึงปี 2496 หัวหน้าสำนักงานตำรวจตระเวนชายแดนชื่อนาย Harton Carter ไม่พอใจกับการที่มีแรงงานเม็กซิกันหลั่งไหลเข้ามาสหรัฐจึงขออนุญาตประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ใช้กองกำลังทหารรัฐ (National Guard) จับคนเม็กซิกันผิดกฎหมายและตะลุยตรวจค้นแคมป์แรงงานในสหรัฐ ซึ่งประธานาธิบดีไม่อนุญาตแต่ได้ตั้งนายพล Joseph May Swing เป็นผู้ว่าการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและการให้สัญชาติ (U.S. Immigration and Naturalization Service: INS) ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนและข้อตกลงด้านแรงงานกับรัฐบาลเม็กซิโก INS จึงได้ร่วมวางแผนกับรัฐบาลเม็กซิโกและเริ่มปฏิบัติการ Wetback อย่างเป็นทางการตั้งแต่พฤษภาคม 2497 และตั้งให้นาย Carter เป็นหัวหน้าปฏิบัติการ

ปฏิบัติการ Wetback ใช้กำลังตำรวจตระเวนชายแดนแต่ปฏิบัติการแบบทหาร โดยนาย Carter ให้สัมภาษณ์ว่าเขาจะกวาดล้างโรงงาน ฟาร์ม และสถานที่ทำงานอื่นๆ และจับแรงงานผิดกฎหมายขังเพื่อรอการเนรเทศ “มันจะเป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กับคนต่างด้าวผิดกฎหมาย”

ในเดือนต่อมา ทีมบัญชาการของตำรวจตระเวนชายแดน 12 หน่วย รถโดยสาร เครื่องบิน และสถานีทำการชั่วคราวจึงเริ่มการตรวจหา ตรวจค้น และจับแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมาย โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่จำนวน 750 คน รถจี๊ป รถยนต์ และรถโดยสาร 300 คัน และเครื่องบิน 7 ลำ ที่เน้นการปฏิบัติอย่างรวดเร็วโดยการใช้เครื่องบินร่วมกับปฏิบัติการภาคพื้นดินทำการเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมายกลับไปเม็กซิโก โดยส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่เม็กซิโกที่ชายแดน

INS รายงานว่าสามารถจับแรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายส่งกลับได้ 1.1 ล้านคน ในจำนวนนี้รวมแรงงานที่ไม่มีเอกสารที่สมัครใจกลับเม็กซิโกซิตี้เอง ผลงานครั้งนี้ของ INS มีผู้ที่แอบชื่นชมหลายกลุ่ม อาทิ รัฐบาลเม็กซิโก สหภาพแรงงาน และแม้แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเม็กซิกัน-อเมริกัน และขณะที่ปฏิบัติการ Wetback ก็ยังกระทบเจ้าของฟาร์มและไร่ปศุสัตว์ในแคลิฟอร์เนียและแอริโซนา

แม้ว่าปฏิบัติการ Wetback จะอ้างว่าประสบความสำเร็จแต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แรงงานเม็กซิกันผิดกฎหมายยังทะลักเข้ามาอีกเมื่อโครงการ Bracero ถูกปิดในปี 2507 นอกจากนั้นแล้ว ศาสตราจารย์ Kelly L. Hernandez (2016) ยังให้ข้อสังเกตว่า จำนวนผู้ถูกส่งกลับ 1.1 ล้านคนนั้นเป็นราคาคุยของโครงการ เพราะที่มาของตัวเลขสับสน ไม่น่าเชื่อถือ จำนวนแรงงานที่ถูกส่งกลับจริงอาจจะแค่ 3 แสนคน เธอตั้งข้อสังเกตว่า โครงการ Wetback ปราศจากกฎหมายรับรองและตั้งอยู่บนพื้นฐานของโรคกลัวต่างชาติและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่

ครับ เรื่องราวของปฏิบัติการ Wetback น่าจะเตือนใจว่าที่ ปธน.ทรัมป์ว่า การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวไม่หมูนะ จะบอกให้

สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์
[email protected]