การเมืองของไทยติดตังอยู่กับการยึดวุฒิสภา ซึ่งเท่ากับการยึดรัฐ (state capture) ไปแล้วบางส่วน การเมืองของสหรัฐฯนั้นน่าระทึกใจ ว่าประธานาธิบดีผู้ชอบขู่จะแสดงความยิ่งใหญ่ให้ถูกใจพลเมืองของเขาอย่างไร้เทียมทานได้ขนาดไหน เช่น จะขึ้นภาษีรอบทิศ จะเอาใจอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะไล่ผู้อพยพออกนอกประเทศด้วยกำลังทหารมากน้อยเพียงใด รวมทั้งสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ต่อไปอีกนานเท่าไร (คงทราบแล้วว่าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากปาเลสไตน์และผลักดันให้มีการตั้งรัฐปาเลสไตน์ โดยมีประเทศที่เห็นด้วย 157 ประเทศ ไม่เห็นด้วย 8 ประเทศที่รวมถึงสหรัฐฯและอิสราเอล ขณะที่ 7 ประเทศงดออกเสียง) แต่ข่าวใหญ่ในขณะนี้คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ในประเทศฝรั่งเศสและเกาหลีใต้
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ตามเวลาฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ตามเวลาไทย สมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศสลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีมีแชล บาร์นิเอ ที่ดำรงตำแหน่งมาได้ 3 เดือน ด้วยคะแนน 331 คะแนน ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (เกิน 288 คะแนน) ส่งผลให้รัฐบาลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง กรณีนี้เป็นโอกาสให้ศึกษาระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสเพิ่มเติมอีกบ้าง
รัฐบาลที่ล้มไปแล้วนั้นได้พยายามเสนอร่างกฎหมายงบประมาณผ่านสภา โดยที่รัฐบาลนี้มีเสียงข้างน้อยในสภา องค์ประกอบของสภาแบ่งได้เป็น 3+1 บล็อก นั่นคือ 1) แนวร่วมฝ่ายซ้าย (NFP) มี ส.ส. ประมาณ 190 คน 2) กลุ่ม ส.ส. ฝ่ายกลาง มีประมาณ 170 คน บวกกับ ส.ส. พรรครีพับลิกัน (LR) อีกประมาณ 50 คน รวมเป็นบล็อกที่สองประมาณ 220 คน ซึ่งเป็นบล็อกที่สนับสนุนรัฐบาล 3) ส่วนบล็อกที่สามคือพรรครวมพลังแห่งชาติ (National Rally ซึ่งมีชื่อย่อภาษาฝรั่งเศสว่า RN) มี ส.ส. ประมาณ 140 คน ที่เหลือเป็น ส.ส. อิสระหรือ ส.ส. ของพรรคท้องถิ่นอีกประมาณ 25 คน ถ้าต้องการเสียงข้างมากก็ต้องรวมกันสองบล็อก แต่ก็รวมกันไม่ได้สักที
ที่รวมกันไม่ได้เพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกัน บล็อกฝ่ายซ้ายมีอุดมการณ์สังคมนิยม เน้นเรื่องสวัสดิการสังคมและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม บล็อกกลางขวามีนโยบายแบบเทคโนแครต แม้นโยบายหลักเป็นแบบเสรีนิยมแต่ก็ต้องการลดการขาดดุลงบประมาณและลดหนี้ จึงต้องการเพิ่มการอายุเกษียณ ลดเงินช่วยเหลือด้านประกันสังคม และลดหนี้ที่คาดว่าจะเพิ่มเป็น 6.1 % ของ GDP ในปี 2568 รัฐบาลจึงต้องการเก็บภาษีเพิ่มในบางรายการ เป็นต้น พรรค RN ซึ่งมีอุดมการณ์ชาตินิยมและอนุรักษ์นิยม ย่อมไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษีผู้มีรายได้มากเพิ่มขึ้น เพราะต้องการปกป้องธุรกิจ แต่ก็ต้องการเอาใจผู้มีสิทธิ์ออกเสียงโดยมีนโยบายประชานิยมและลดจำนวนผู้อพยพลี้ภัย เป็นต้น
เมื่อรัฐบาลเสนอร่างกฎหมายงบประมาณ ก็มีการถกเถียงอภิปรายอย่างกว้างขวาง ฝ่ายรัฐบาลยอมอ่อนข้อให้พรรค RN โดยจะไม่เก็บภาษีเพิ่มอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยดังที่เสนอในร่าง และรับนโยบายหลายประการของพรรค RN จนแนวร่วมฝ่ายซ้ายยิ่งไม่พอใจใหญ่ ฝ่ายรัฐบาลเองก็บอกว่ายอมอ่อนข้อมากไปแล้ว ส่วนพรรค RN กลับบอกว่ายังไม่ได้ตามที่พรรคหาเสียงไว้สักเท่าไรเลย จนมาถึงจุดแตกหักคือเรื่องการประกันสังคมที่งบประมาณขาดดุลมาก รัฐบาลจึงขอใช้มาตราที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือ ขอให้ผ่านงบประมาณส่วนนี้โดยไม่ต้องลงคะแนนเสียง แต่รัฐบาลขอแสดงความรับผิดชอบโดยเอาการอยู่รอดของรัฐบาลเป็นเดิมพัน คือให้สภาออกเสียงไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาลแทนการลงมติเรื่องงบประมาณ เท่าที่ผ่านมา สภา โดยเฉพาะ ส.ส. พรรคเล็ก ๆ มักไม่ต้องการล้มรัฐบาล ก็จำยอมออกเสียงไว้วางใจ ทำให้งบประมาณผ่านไปได้ มาครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 62 ปี ที่รัฐบาลถูกคว่ำกลางสภา
จุดยืนต่อญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของบล็อกคู่อริ คือแนวร่วมฝ่ายซ้ายหรือ NFP กับ พรรค RN นั้นต่างกันเล็กน้อย คือแต่ละบล็อกต่างก็ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลของตนเข้าสู่สภา แนวร่วม NFP ประกาศว่าจะไม่ออกเสียงให้แก่ญัตติของ RN เพราะไม่เห็นด้วยกับเหตุผลที่ให้ไว้ในญัตตินั้น เท่ากับว่าไม่ถึงกับจะล้มรัฐบาลเสียให้ได้ ส่วนพรรค RN ประกาศว่าจะออกเสียงให้แก่ญัตติของแนวร่วม NFP เพราะถึงอย่างไรก็ประสงค์จะล้มรัฐบาลอยู่ดี ซึ่งก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อสภาไม่ไว้วางใจรัฐบาล ร่างกฎหมายงบประมาณก็ตกไปด้วย แต่การบริหาราชการจะไม่มีงบประมาณไม่ได้ รัฐบาลจึงควรเสนอร่างกฎหมายงบประมาณฉบับชั่วคราวตามที่รัฐธรรมนูญอนุญาตไว้ โดยเป็นกฎหมายที่ทำให้สามารถใช้งบประมาณของปี 2567 ไปพลางก่อน แต่ไม่สามารถเก็บภาษีเพิ่มหรือดำเนินนโยบายใหม่ได้ ไม่สามารถลดการเสียดุลงบประมาณ และต้องจัดสรรงบประมาณไปใช้หนี้ในระดับสูง แม้จะเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้พยายามหาทางแก้ไขให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของสหภาพยุโรปก็ตาม แต่ถ้าร่างกฎหมายที่เอื้อให้ใช้งบประมาณปีก่อน ไม่ผ่านสภาภายในปลายปีนี้ การบริหารราชการจะสะดุดหยุดลง คราวนี้เป็นหน้าที่ที่สภาต้องหาทางแก้ไข แต่คาดว่าจะไม่มีสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะประชาชนคงจะสาปแช่งรัฐสภาน่าดู
แม้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ครั้งที่แล้ว กว่าจะแต่งตั้งนายบาร์นีเอเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็ใช้เวลาเจรจากว่าสองเดือน ในครั้งนั้น แนวร่วม NFP ได้เสนอชื่อสุภาพสตรีคนหนึ่งให้ประธานาธิบดีมากร็องพิจารณา แต่เขาไม่รับลูก โดยอ้างว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อขาดประสบการณ์ มาคราวนี้แนวร่วม NFP เลยสวดส่งเมื่อรัฐบาลล้มลง โดยขอให้ประธานาธิบดีลาออกไปเลย แต่เขาตอบว่าอย่าฝันกลางวันเสียให้ยาก ส่วนพรรค RN ที่มุ่งมั่นล้มรัฐบาล กลับให้ท่าโดยบอกว่า พร้อมจะช่วยแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ผมคิดว่ายากที่มากร็องจะหันมาจับมือกับมารีน เลอ เปน หัวหน้าพรรค RN ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีมาหลายสมัย ครั้งก่อนสุดท้ายก็แข่งกับมากร็องในการลงคะแนนรอบที่สอง และในปี 2565 ก็แข่งกับมากร็องอีก โดยได้คะแนนรอบสองมากถึง 41.5 %
เลอ เปน หมายมั่นปั้นมือมากว่าจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีในปี 2570 ในการเลือกตั้ง ส.ส. หลังจากที่มากร็องยุบสภาโดยไม่ค่อยมีเหตุมีผลในเดือนมิถุนายนนี้ (เขาเพียงแต่บอกว่าต้องการความกระจ่างหลังจากที่กลุ่มการเมืองของเขา ซึ่งตอนนั้นครองเสียงข้างมากในสภา แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่พรรค RN ในการเลือกตั้งผู้แทนสหภาพยุโรปอย่างยับเยิน) ผลการเลือกตั้ง ส.ส. รอบแรกในปลายเดือนมิถุนายน 2567 พรรค RN มีคะแนนนำอย่างชัดเจนและทำท่าว่าจะได้เสียงข้างมากในสภาหลังจากการเลือกตั้งรอบสอง แต่แนวร่วม NFP และกลุ่มฝ่ายกลางได้ร่วมมือกัน เป็นทำนบกั้นพรรค RN โดยให้ผู้สมัครของกลุ่มทั้งสองที่ได้คะแนนในลำดับที่สามในเขตที่จะมีการลงคะแนนรอบสอง ถอนตัว ดังนั้น พรรค RN จึงได้ ส.ส. ในลำดับที่สามในบรรดาสามบล็อกดังกล่าวข้างต้น
ถ้ามากร็องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบล็อกฝ่ายกลางขวาอีก ก็คงเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถ้าตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค RN ก็อาจเพลี่ยงพลั้งทางการเมืองให้แก่พรรค RN และชาวฝรั่งเศสอาจมองว่าเป็นรัฐบาลผสมผิดธรรมชาติ การร่วมมือระหว่างฝ่ายกลางกับฝ่ายสังคมนิยมเคยมีมาแล้วในอดีต (เขาใช้ศัพท์ว่า cohabitation หรือการอาศัยอยู่ร่วมกัน) แต่คราวนี้ ฝ่ายกลางตั้งข้อรังเกียจต่อพรรค “ฝรั่งเศสไม่ยอมใคร” (La France Insoumise – LFI) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของแนวร่วมฝ่ายซ้าย โดยหาว่า LFI เป็นฝ่ายซ้ายจัด ที่น่ารังเกียจพอ ๆ กับพรรค RN ที่ถูกมองว่าขวาจัดนั่นเอง
อย่างไรก็ดี มากร็องเพิ่งยุบสภาไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2567 ตามรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสเขาต้องเว้นระยะเวลาไว้หนึ่งปี กว่าจะมีอำนาจยุบสภาอีกครั้ง เมื่อถึงมิถุนายนปีหน้า ถ้ามีการยุบสภาอีก คงต้องติดตามดูว่าฝรั่งเศสจะคลี่คลายจากสถานการณ์ “สามบล็อก” ได้หรือไม่ แต่ปัญหาในขณะนี้คือ จะสามารถตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้หรือไม่ เช่น ตั้งรัฐบาลผสมที่มีทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายเทคโนแครต แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ แต่ละบล็อกยังกล่าวหากันไปมา ว่าใครเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศอยู่ในขณะนี้
เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม เวลาท้องถิ่น 20.00 น. มากร็องได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อชาวฝรั่งเศส ซึ่งพอสรุปความได้ดังนี้ เขายอมรับว่ามีหลายคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยุบสภาเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 เขากล่าวอีกครั้งหนึ่งถึงเจตนาในการยุบสภา นั่นคือการคืนสิทธิ์และเสียงแก่ประชาชนด้วยความหวังว่าฝ่ายการเมืองจะสามารถร่วมมือกันได้ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อย่างไรก็ดี แม้รัฐบาลบาร์นิเอจะทำงานอย่างหนัก อีกทั้งยังยอมตามข้อเรียกร้องหลายประการที่มาจากพรรค RN แต่พวกที่อยากเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป ก็ร่วมกันล้มรัฐบาลจนได้ เพื่อให้เกิดความโกลาหลที่อาจตอบสนองความอยากเป็นดังกล่าวกระนั้นหรือ
มากร็องกล่าวว่า เขาจะตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเร็ววัน และรัฐบาลใหม่จะรีบเสนอร่างกฎหมายงบประมาณก่อนสิ้นปี เพื่อให้สามารถใช้งบของปี 2568 ตามกรอบของงบปี 2567 ไปพลางก่อน พอถึงต้นปีหน้า เขาหวังว่ารัฐบาลใหม่จะเสนอร่างกฎหมายงบประมาณฉบับใหม่แก่สภา ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการเพิ่มภาษีแบบอัตโนมัติตามภาวะเงินเฟ้อ เพื่อให้สามารถนำเงินไปลงทุนตามที่วางแผนไว้ เพื่อสนับสนุนกองทัพ ระบบยุติธรรม กองกำลังรักษาความปลอดภัย รวมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ ฯลฯ
มากร็องย้ำว่า เขาจะอยู่ในอำนาจจนครบวาระ และรัฐบาลภายใต้การกำกับดูแลของเขามีเวลาอีกสามสิบเดือน เพื่อที่จะหนุนช่วยให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่แข็งแรงและเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น และในขณะที่สงครามในยุโรปและตะวันออกกลางดำเนินอยู่และกระทบต่อเสถียรภาพของฝรั่งเศสนั้น รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมของกองทัพและของสังคมในการสร้างสรรค์สันติภาพ
ระบบการเมืองของฝรั่งเศส อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2501 ซึ่งเป็นฉบับที่ 5 ที่ออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะมีประธานาธิบดีซึ่งมีอำนาจบริหารส่วนหนึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน และรัฐธรรมนูญก็ทำงานได้ผล คือการล้มรัฐบาลโดยสภาได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเมื่อ 62 ปีก่อน (ปี 2505) มาครั้งนี้ ประเทศฝรั่งเศสกำลังเผชิญความท้าทายที่ไม่เคยประสบมาก่อน (inédit) แต่มากร็องได้ยกตัวอย่างความท้าทายที่ฝรั่งเศสได้ร่วมมือกันเอาชนะมาได้เมื่อเร็ว ๆ นี้ นั่นคือการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและการซ่อมแซมมหาวิหาร นอเตรอะ ดาม ที่ใช้เวลาถึงห้าปีครึ่งจึงสำเร็จ และจะเปิดให้สาธุชนเข้าเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมนี้
ต่อไปจะขอเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางการเมืองของเกาหลีใต้บ้าง หลังการก่อตั้งประเทศเมื่อปี 2491 เกาหลีใต้มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่มีแนวทางการพัฒนาที่ต่างออกไป เช่น แนวทางการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน ซึ่งเรียกชื่อว่า “เซมอล อุนดง” มีแนวทางการปฏิรูปที่ดินซึ่งมีส่วนกระจายความเจริญสู่ชนบท ผมเข้าใจว่าแนวทางทั้งสองได้ช่วยให้ประเทศเกาหลีใต้มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทุกวันนี้
อีกประการหนึ่ง เกาหลีใต้ได้มีนโยบายส่งเสริมและมีงบประมาณสนับสนุนวัฒนธรรมของตนมายาวนาน เช่น ในด้านภาพยนตร์และดนตรี จนเกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่จริงแท้ ที่สามารถเปล่งประกายออกไปทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศแล้ว ยังทำให้เกิด “สินค้า” วัฒนธรรมที่ถูกขนานนามว่าเป็น “อำนาจอ่อน” หรือ “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่รัฐบาลไทยเพิ่งตื่นตัวและอยากเอาอย่างอยู่ในขณะนี้
ในด้านการเมือง เกาหลีใต้มีการเริ่มต้นที่คล้าย ๆ กันกับไทย แต่ต่อมา มีความเป็นประชาธิปไตยที่ฝังรากลึกได้มากกว่า ในช่วงเริ่มต้น เกาหลีใต้อยู่ภายใต้การนำของ ดร.ซิง-มัน รี วีรบุรุษผู้ร่วมต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น ซึ่งปกครองแบบอำนาจนิยมไม่มากก็น้อย เกาหลีใต้ได้เผชิญปัญหาทางการเมืองเป็นระยะ ๆ และเคยอยู่ภายใต้การปกครองของนายพลทหาร 3 คน ได้แก่ นายพลพัค จอง-ฮี, นายพลช็อน ดู-ฮวาน และนายพลโนห์ แต-อู แต่ชะตาชีวิตของพวกเขามิได้จบลงด้วยดี คือคนแรกถูกเพื่อนร่วมงานสังหาร คนที่สองและคนที่สามถูกดำเนินคดีในฐานะผู้สั่งให้มีการสังหารหมู่ที่เมืองควังจูในเดือนพฤษภาคม 2523 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน และคนที่สามถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวงอีกด้วย
เหตุการณ์ที่เมืองควังจูถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อพ้นจากอิทธิพลของนายพลทั้งสาม ประเทศเกาหลีใต้ได้เดินหน้าอยู่บนถนนสู่ประชาธิปไตยเรื่อยมา มีการระลึกถึงการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของชาวเกาหลีใต้ไปในห้วงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีการปลูกฝังให้ตระหนักถึงคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยทั้งในและนอกระบบการศึกษา เช่น มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มีวรรณกรรมและงานศิลปะต่าง ๆ ที่สะท้อนการต่อสู้ของภาคประชาชน รวมถึงภาพยนตร์หลายเรื่องที่ฉายภาพให้เห็นการสังหารหมู่ประชาชนที่ควังจู โดยรัฐบาลทหาร ฯลฯ
การประกาศกฎอัยการศึกครั้งสุดท้ายในเกาหลีใต้เกิดขึ้นเมื่อปี 2522 โดยในตอนนั้นประธานาธิบดี พัค จอง-ฮี ถูกเพื่อนร่วมงานสังหารระหว่างเกิดรัฐประหาร ผู้ประกาศกฎอัยการศึก คือ นายพลช็อน ดู-ฮวาน ที่ขึ้นมามีอำนาจแทนนายพลพัค เพื่อใช้กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือของเผด็จการ เพื่อห้ามการต่อต้านทางการเมือง และรวบอำนาจมาไว้ที่ประธานาธิบดี ให้เขาสามารถสั่งการตำรวจและทหารได้เต็มที่ และลิดรอนอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย (เกาหลีใต้มีเพียงสภาเดียว) กฎอัยการศึกให้อำนาจไว้ ดังนี้
1) สามารถห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองทุกประเภท รวมถึงกิจกรรมของรัฐสภา สภาท้องถิ่น พรรคการเมือง สมาคมการเมือง การชุมนุม และการเดินขบวน
2) ห้ามกระทำการใด ๆ ที่ปฏิเสธหรือพยายามโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม และห้ามเผยแพร่ข่าวปลอม บิดเบือนความคิดเห็นของประชาชน และโฆษณาชวนเชื่ออันเป็นเท็จ
3) ให้สื่อและสิ่งพิมพ์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎอัยการศึก
4) ห้ามการนัดหยุดงาน การก่อวินาศกรรม และการชุมนุมที่ส่งเสริมความวุ่นวายทางสังคม
5) ให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคน รวมถึงประชาชนที่นัดหยุดงานหรือออกจากวงการการแพทย์แล้ว จะต้องกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติภายใน 48 ชั่วโมง และทำงานด้วยความซื่อสัตย์ หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎอัยการศึก
6) สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มบ่อนทำลายรัฐ จะมีมาตรการเพื่อบรรเทาความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด
ในปัจจุบัน ประธานาธิบดียุนมาถึงทางตันทางการเมือง ผลการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้พรรคฝ่ายค้านหลักมีเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภา คือมี ส.ส. 170 คน จากทั้งหมด 300 คน พรรคของประธานาธิบดีเป็นเสียงข้างน้อย จึงเป็นอุปสรรคต่อการอนุมัติร่างกฎหมายต่าง ๆ ของรัฐบาล และเกิดสถานการณ์ที่มีความแตกแยกของอำนาจ ระหว่างอำนาจของประธานาธิบดีและของรัฐบาลฝ่ายหนึ่ง กับอำนาจของสภาอีกฝ่ายหนึ่ง
ได้มีการดำเนินการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างทั้งสองฝ่าย เช่น ฝ่ายรัฐบาลพยายามกดดันนาย อี แจ-มยอง ผู้นำฝ่ายค้านในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งดำเนินคดีต่อเขาในหลายข้อหา เช่น ในคดีฟอกเงินในเกาหลีเหนือ ส่วนรัฐสภาที่ฝ่ายค้านกุมเสียงข้างมาก ได้ลงมติให้มีการสอบสวนนางคิม กอน-ฮี สุภาพสตรีหมายเลข 1 ถึงสามครั้ง นอกจากนี้นางคิมยังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้น และรับสินบนเป็นกระเป๋า แบรนด์เนมดิออร์จนทำให้ประธานาธิบดีต้องออกมาแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล และเมื่อสัปดาห์ก่อนพรรคฝ่ายค้านได้ลงมติถอดถอนอัยการสูงสุดบางคนออกจากตำแหน่ง และปฏิเสธข้อเสนองบประมาณของรัฐบาล
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายมาถึงจุดแตกหักเมื่อคืนวันที่ 3 ธันวาคม เมื่อประธานาธิบดียุนประกาศกฎอัยการศึก โดยให้เหตุผลว่า เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ (โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของภัยคุกคามดังกล่าวแต่อย่างใด) และเพื่อป้องกันการกระทำของกองกำลังที่แทรกตัวอยู่ในสภา ก่อนหน้านี้ เขาได้กล่าวหาว่าพรรคฝ่ายค้านทำให้การปกครองหยุดชะงัก จากการดำเนินการฟ้องร้อง การสอบสวนพิเศษ และป้องกันไม่ให้ผู้นำเข้าถึงความยุติธรรม และว่าสภาเป็นที่หลบภัยของอาชญากร เป็นแหล่งรวมเผด็จการนิติบัญญัติที่พยายามทำให้ระบบตุลาการและการบริหารหยุดชะงัก และล้มล้างระเบียบประชาธิปไตยเสรี
ทันทีที่ประกาศกฎอัยการศึก กองทัพเกาหลีใต้ได้ออกคำสั่งห้ามการชุมนุม รวมถึงห้ามกิจกรรมทางการเมืองทุกประเภท และประกาศให้สื่อและสิ่งพิมพ์ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล แต่ก็มีการฝ่าฝืน คือในเวลาเพียงสองชั่วโมง นักการเมืองเกาหลีใต้ได้ออกมาคัดค้าน แม้กระทั่งหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมของประธานาธิบดีเอง ก็ออกมาบอกว่าการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน เป็น “การเดินหมากที่ผิดพลาด”
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ได้เรียกให้ ส.ส. ของพรรคมารวมตัวกันที่รัฐสภาเพื่อลงคะแนนเสียงคว่ำประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าว เขายังได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวเกาหลีใต้มาชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภา ประชาชนจำนวนมากคงไม่เชื่อว่ามีภัยคุกคามจากภายนอก หากมองว่าประธานาธิบดีต้องการจัดการกับปัญหาภายในประเทศหรือปัญหาของเขาเองมากกว่า ผู้คนหลายพันคนจึงเร่งรุดไปรวมตัวกันด้านนอกอาคารรัฐสภาซึ่งในขณะนั้นเต็มไปด้วยกองกำลังที่มารักษาความสงบ เหล่าผู้ประท้วงตระโกนว่า “ไม่เอากฎอัยการศึก!” และ “เผด็จการจงพินาศ”
ในที่สุดเหล่าสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติของเกาหลีใต้ก็สามารถเข้าไปภายในอาคารรัฐสภาได้ โดยบางส่วนต้องปีนรั้วเข้าไป สภาไม่สนใจข้อห้ามของกฎอัยการศึกและสามารถประชุมกันได้ ผลคือการลงมติด้วยคะแนนเสียง 190 เสียง ต่อ 0 เสียง จากสมาชิกทั้งสิ้น 300 คน มีผลทำให้ในเวลาต่อมา ประธานาธิบดียุนต้องทำตามกฎหมายคือ ในเมื่อสภาปฏิเสธการประกาศกฎอัยการศึก ประธานาธิบดีต้องประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในเช้าวันรุ่งขึ้น
ขณะที่เขียนบทความนี้ พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดี ซึ่งคาดว่าจะมีการลงมติในวันสุดสัปดาห์ที่ 7 – 8 ธันวาคมนี้ ญัตติเช่นนี้จะผ่านเป็นมติได้ก็ด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกที่มี คือมากกว่า 200 เสียง จากผลการออกเสียงยกเลิกกฎอัยการศึก 190 เสียง จึงอาจจะยังขาดอยู่อีกสิบกว่าเสียง อย่างไรก็ดี หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นฝ่ายประธานาธิบดีที่เคยบอกว่าจะไม่สนับสนุนญัตติดังกล่าว แต่เขาได้เปลี่ยนน้ำเสียงว่าจะไม่สนับสนุนประธานาธิบดีที่กระทำเรื่องที่ทำให้ประเทศเสี่ยงภัย จึงต้องติดตามกันดูต่อไปว่าผลการลงคะแนนถอดถอนจะเป็นอย่างไร หากว่าหลังจากที่ฝ่ายอนุรักษ์ได้สูญเสียอำนาจนิติบัญญัติไปแล้ว จะสูญเสียอำนาจฝ่ายบริหารไปด้วยหรือไม่ในคราวนี้
แล้วเราก็ควรติดตามการเมืองของฝรั่งเศสด้วย ว่าระบบการคานอำนาจและการประนีประนอมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จะทำให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากพรรคของประธานาธิบดี (cohabitation) อีกครั้งหรือไม่
รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและเกาหลีใต้มีการคานอำนาจและการประนีประนอมที่แตกต่างกัน ส่วนรัฐธรรมนูญของไทยมีความแข็งตัว ที่เข้าทำนอง “รัฐธรรมนูญของข้าฯ ใครอย่าแตะ” หรือไม่ ซึ่งต้องคอยดูท่าทีของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ที่จะมีต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ประธานรัฐสภาบอกว่า จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เมื่อเปิดสมัยประชุมคราวหน้านี้
เราควรเอาใจช่วยให้ทั้งฝรั่งเศสและเกาหลีใต้ให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองไปด้วยดี พร้อมทั้งภาวนาให้นักการเมืองไทย มองการณ์ไกลและจริงใจกับนโยบายที่จะแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป โดยไม่มีใครเล่นลูกไม้เหมือนสมัยรัฐบาลประยุทธ์
โคทม อารียา

