นโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับสร้างอเมริกาให้ใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง (Make America Great Again) กับเจตนารมณ์ของจีนที่ว่าด้วยร่วมชะตาชีวิตเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบก็จะเห็นว่าสวนทางกันโดยสิ้นเชิง
การเติบโตของจีน มากด้วยเจตนาผลักดันให้มีสภาพการดำรงชีวิตที่ดี ธำรงสิ่งแวดล้อม รักษาระบบนิเวศสร้างสาธารณูปโภคและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่วนทรัมป์อุดมด้วยคติ “ถอยห่าง” จากสังคม แสวงหาความโดดเดี่ยว ไม่ติดต่อต่างประเทศ หันหลังให้กับจีน ต่างคนต่างเดิน ความขัดแย้งจึงทวีความรุนแรงมากขึ้น
ตั้งแต่สมัยไบเดนถึงทรัมป์ล้วนยืนยัน America First ต้องการให้อเมริกายิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยจะถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ นาโต องค์กรความร่วมมือภูมิอากาศระหว่างประเทศ และสหประชาชาติ เท่ากับถอยหลังกลับไปสู่อเมริกาเมื่อ 100 ปีก่อน ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโลกภายนอก
หากพินิจให้ดี ความคิดของทรัมป์กับประเทศจีนสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะว่า “อเมริกายิ่งใหญ่” กับ “ทั่วโลกร่วมชะตาชีวิตเดียวกัน” เป็นเรื่องที่ไปกันคนละทาง สหรัฐเหมาเอาว่าเป็นแบบอย่างการเมืองระหว่างประเทศ โดยเริ่มตั้งแต่ปีที่ทำการปฏิรูป “กฎหมายสิทธิมนุษยชน” และ “แถลงการณ์เอกราช” ถึงเบื้องหลังของความคิดสร้างประเทศ สร้างเมืองบนเขา คุยโม้โอ้อวดว่าเป็นตัวอย่างของโลก ทว่าตั้งแต่โอบามาหมดวาระ ทรัมป์ขึ้นรับตำแหน่งได้ยกเลิกแถลงการณ์ของสหรัฐไปเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึง “อำนาจกลวง” และ “สองมาตรฐาน” ของสหรัฐ บัดนี้ อำนาจบารมีในการสั่งการของสหรัฐได้สไลด์ลงอย่างแรง ความศรัทธาหมดไป วันนี้ความแตกแยกภายในรุนแรง สองพรรคใหญ่ขาดการรับรู้ร่วมกัน ความขัดแย้งรุนแรง ปัญหายาเสพติด คนไร้ที่พักอาศัย และอาวุธปืน แก้ไม่ได้กลับหนักขึ้น
นอกจากนี้ สงครามสองสนามที่สหรัฐเป็นผู้กำกับ คือยูเครนและกาซา คือวิกฤตมนุษยธรรม การที่สหรัฐเรียกร้องให้สังคมโลกดำเนินนโยบายเสรีประชาธิปไตยเสมอมา แต่วันนี้เสรีประชาธิปไตยได้กลายเป็นน้ำยาบ้วนปาก ประจวบกับการแจ้งเกิดของจีนโดยผลักดันให้ทั่วโลกปลอดจากความจน ให้ความสำคัญแก่สิ่งแวดล้อมและโลกสีเขียว เพื่อบรรลุมโนคติ “พวกเรามีเพียงโลกเดียว” เพิ่มการสร้างสาธารณูปโภคและเร่งพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นพลังให้โลกนี้มีการแข่งขัน ซึ่งตรงกันข้ามกับทรัมป์ที่ยึดนโยบาย “ถอนตัว” จากสังคม
เมื่อเปรียบเทียบสถานะจีนและสหรัฐ ดูได้จากการประชุม APEC ที่เปรูและ G20 ที่บราซิล ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตกไปอยู่ชายขอบ เช่น การถ่ายรูปหมู่ที่เปรู ไบเดนถูกจัดไปอยู่แถวหลังมุมขวา ส่วน สี จิ้นผิง ได้ยืนแถวแรกตรงกลาง สำหรับการถ่ายรูปหมู่ที่บราซิล ไบเดนมาช้า ไม่ได้ถ่ายด้วย เพราะกองงานไม่รอ ทั้งที่รู้ว่ายังขาดไบเดนต่อมาได้รับการร้องขอจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว จึงยอมถ่ายอีกครั้งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าสังคมโลกไม่ให้ความสำคัญแก่สหรัฐเท่าที่ควร ในฐานะที่เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก
ทว่าปัญหามิใช่อยู่ที่พิธีการอย่างเดียว หากเบื้องหลังคือมโนคติเกี่ยวกับสัจธรรมและผลประโยชน์มากกว่า เพราะบัดนี้สหรัฐกลายเป็น “คนชราโดดเดี่ยว” ตั้งแต่ไบเดนถึงทรัมป์ มีแต่ความคิดที่สวนทางกับสังคม สวนในด้านความคิดแห่งการพัฒนาร่วมกัน และเป็นการบ่งบอกถึงความถอยหลังของสหรัฐ อันปราศจากความคิดที่จะเป็นผู้นำโลกต่อไป คล้ายกับหลบอยู่ในห้องเล็กอย่างโดดเดี่ยว ไม่รู้หนาวรู้ร้อนของโลกภายนอก
แต่บัดนี้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากปัญญาประดิษฐ์เจริญรุ่งเรือง เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แม้ความร่ำรวยที่วอลสตรีทสุดยอด แต่เป็นเหตุให้เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ส่วนจีนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนรัฐบาลประกาศว่า ประชาชนจีน 300 ล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจน มูลค่ามวลรวมเกินกว่าระดับชนชั้นกลาง การหลุดพ้นความยากจนของจีนเกิดจากการสร้างสาธารณูปโภคและรายได้จากรัฐวิสาหกิจกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของการพัฒนาเศรษฐกิจโลก และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศโลกที่ 3
ดูเหมือนกลายเป็นประเพณีของสหรัฐที่ชอบก่อสงคราม เช่น สงครามยูเครน ความจริงคือสงครามที่ไม่ควรเกิดแต่ก็เกิด ก็เพราะไม่เชื่อคำเตือนของ “คิสซิงเจอร์” จึงทำการปฏิวัติสีที่ยูเครน เพื่อต้องการสร้างความท้าทายที่ชายแดนรัสเซีย หวังให้ยูเครนเข้าร่วมสนธิสัญญานาโต เป็นเหตุให้รัสเซียต้องทำการบุกรุกโจมตี สงครามลุกลามยาวนานเกินกว่า 1 พันกว่าวันแล้ว ยังมองไม่เห็นช่องทางที่จะยุติสงครามวิกฤตมนุษยธรรมได้อย่างไร
อดีต สหรัฐโฆษณาว่า เป็นผู้ทรงคุณธรรม แต่วันนี้กลายเป็นผู้ทำลายเส้นใต้แห่งคุณธรรม ในเวทีสหประชาชาติ สหรัฐสูญสิ้นจุดสูงสุดแห่งคุณธรรมไปแล้ว เพราะพฤติกรรมคือสองมาตรฐาน เช่นสงครามยูเครน และกาซา พูดอย่างทำอย่าง สังคมจึงประณามว่านักการเมืองสหรัฐคือนักบุญที่มือเปื้อนเลือด
ชัดเจนยิ่งว่ามโนคติจีน-สหรัฐมีความต่าง จีนสร้างสรรค์ สหรัฐเลื่อมใสการก่อสงคราม บัดนี้ ประเทศส่วนหนึ่งในโลกกำลังห่างเหินสหรัฐและหันมาใกล้ชิดกับจีน แม้สื่อกระแสหลักของสหรัฐทำการแก้ต่างหรือปกป้อง แต่ยากที่จะเรียกความศรัทธากลับคืน เพราะวิญญูชนย่อมมีวิจารณญาณในการพินิจพิเคราะห์ตามควรแก่เหตุ

