จนแล้วจนรอด ไข้หวัดนก หรือเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในหมู่สัตว์ปีกสายพันธุ์ H5N1 ก็กลายเป็น “ความวิตกกังวลแห่งปี 2024” ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านไวรัสวิทยาและระบาดวิทยา ด้วยความที่หวั่นเกรงว่า มันจะกลายพันธุ์แล้วกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ในหมู่มนุษย์ด้วยกัน
ความกังวลดังกล่าว ด้านหนึ่งเกิดจากการที่ ไวรัสไข้หวัดนก ซึ่งพบครั้งแรกที่จีนเมื่อปี 1996 เกิดการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่หลายทวีปในช่วง 4 ปีหลังมานี้ ชนิดที่พบเชื้อได้แม้กระทั่งในฝูงนกเพนกวิน ในแอนตาร์กติกาเลยด้วยซ้ำไป
สถิติที่เป็นทางการของ องค์การอนามัยสัตว์โลก ก็คือ นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2021 เรื่อยมา สัตว์ปีกที่เป็นสัตว์เลี้ยงถูกคร่าชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 300 ล้านตัว ทั้งที่ป่วยตายเพราะได้รับเชื้อและถูกกำจัดทิ้งหลังพบว่าติดเชื้อ ส่วนสัตว์ป่าจำพวกนกป่ามากมายถึง 315 สปีชีส์ ป่วยตายเพราะเชื้อตัวนี้ใน 79 ประเทศ นอกจากนั้นยังพบว่า มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งติดเชื้อเพราะกินซากสัตว์ปีกที่มีเชื้ออยู่ในตัวเข้าไป อาทิ แมวน้ำ พากันตายหมู่เป็นฝูงเพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดนกนี้
พื้นที่การระบาดที่กว้างขวางมากขึ้น ทำให้เชื้อเข้าใกล้มนุษย์มากยิ่งขึ้นกว่าครั้งไหนๆ ปรากฏการณ์ที่ว่านี้เห็นได้ชัดในสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมีนาคมต้นปีนี้ เมื่อไวรัสไข้หวัดนกเริ่มระบาดในหมู่ฟาร์มโคนมทั่วสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศ ซึ่งตามข้อมูลของ สำนักงานเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อนอีกเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ คนในสหรัฐอเมริกามากถึง 58 คน ถูกตรวจพบว่ามีเชื้อไข้หวัดนกอยู่ในตัว ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่ทำงานอยู่ในฟาร์มโคนม แต่ก็มี 2 รายที่ไม่พบว่าเคยไปข้องแวะแตะต้องกับสัตว์ที่ติดเชื้อที่ไหนมาก่อนอีกด้วย งานวิจัยที่ได้จากการตรวจสอบแรงงานฟาร์มโคนมในมิชิแกนกับโคโลราโด ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนที่แล้ว พบว่าแรงงาน 115 คนที่เข้ารับการตรวจ พบที่มีเชื้ออยู่ในตัวถึง 8 คน ซึ่งเท่ากับว่าอัตราการติดเชื้อจริงๆ มีมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์
เม็ก เชฟเฟอร์ นักระบาดวิทยาจากสถาบัน เอสเอเอส ในสหรัฐอเมริกา ยอมรับว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่บ่งชี้ว่า ไข้หวัดนกกำลังเข้าใกล้มนุษย์เข้ามาทุกที เหมือนกำลัง “เคาะประตูบ้าน” ของเราอยู่ในเวลานี้ โดยพร้อมที่จะกลายเป็น โรคระบาดใหญ่ ขึ้นมาในวันหนึ่งวันใดก็ได้
งานวิจัยเชิงชีวะเคมีของทีมวิจัยที่นำโดย เจมส์ พอลสัน นักชีวะเคมีอเมริกัน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ในวารสารวิชาการ Science ระบุว่า เชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 2.3.4.4b ที่ระบาดอยู่ในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้นั้น ยังคงรอการกลายพันธุ์อีกเพียงจุดเดียวเท่านั้น ก็สามารถเปลี่ยนเป้าการระบาดจากสัตว์ปีกมาเป็นการระบาดในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว
เอ็ด ฮัทชินสัน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว ชี้ว่า งานวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไข้หวัดนกหลงเหลือเพียง “ขั้นตอนง่ายๆ” อีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น ก็จะก่อ “อันตรายให้กับมนุษย์เราได้มากกว่าเดิมมาก” ฮัทชินสันย้ำว่า ในความเห็นของตน ขั้นตอนที่ว่านี้ไม่ได้อยู่ห่างไกลเลยอีกด้วยโดยยกกรณีของเด็กวัยรุ่นแคนาดารายหนึ่งซึ่งป่วยหนักจากการติดเชื้อไข้หวัดนก เมื่อนำตัวอย่างไวรัสในตัวมาจำแนกพันธุกรรม พบว่า เชื้อ H5N1 ในตัววัยรุ่นรายนี้กำลังเริ่มต้นวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ทำให้ตัวมันจับเกาะเข้ากับเซลล์ในร่างกายได้ “มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม”
เม็ก เชฟเฟอร์ เชื่อว่า การที่เราปล่อยให้เชื้อไวรัสไข้หวัดนกระบาดได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในปศุสัตว์และสัตว์ป่า ยิ่งหลากชนิดหลายพันธุ์แตกต่างกันออกไปมากเท่าใด โอกาสที่มันจะกลายพันธุ์เพื่อระบาดในหมู่คนได้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนั้น เธอยังเตือนเอาไว้ด้วยว่า ถ้าหากไวรัสสายพันธุ์นี้เกิดระบาดจากคนสู่คนขึ้นมาสถานการณ์ก็จะ “หนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง” จนอาจกลายเป็นการระบาดใหญ่ไปทั่วโลกอีกก็เป็นได้ ทั้งนี้เป็นเพราะ “มนุษย์เราไม่มีภูมิคุ้มกัน” สำหรับไวรัสตัวนี้อยู่ก่อนเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก อัตราการเสียชีวิตในคนจากการติดเชื้อไข้หวัดนกที่ผ่านมานั้นสูงอย่างยิ่ง สูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
นี่แหละครับความกังวลแห่งปี 2024 อย่างแท้จริง

