Make Love Don’t Make War คนจีนสองฝั่งช่องแคบเรียกร้องสันติภาพ
ท่ามกลางบรรยากาศสองฝั่งช่องแคบไต้หวันขมุกขมัว คณะนักเรียนจีนแผ่นดินใหญ่กว่า 40 คนได้เยือนไต้หวันเป็นทางการ ถือเป็น “ทูตแห่งสันติภาพ” หนึ่งในนั้นคือ “หม่า หลง” นักปิงปองเหรียญทองโอลิมปิก
ทริปนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ผู้ร่วมคณะได้แก่นักเรียนมหาวิทยาลัยชิงหัวและอื่นๆรวม 7 สถาบัน ได้ทำการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในเชิงลึกกับนักเรียนไต้หวันรวม 6 มหาวิทยาลัย
ภายใต้ความขัดแย้งสองฝั่ง มูลนิธิหม่า อิงจิ่วพยายามทำการผลักดันให้มีความสัมพันธ์ เพื่อยืนยันจุดยืนสันติภาพคือปฏิบัติจริงโดยการสนทนาทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “หนึ่งจีน”
สื่อกระแสหลักไต้หวันได้ลงข่าวประชดประชันนักเรียนจีนในทำนองแตกต่างกันไป กระทั่งกล่าวหาว่าเป็น “นโยบายสมคบคิดรวมไต้หวันของจีนคอมมิวนิสต์” จึงขอให้คนไต้หวันสังวร เป็นพฤติกรรมกวนน้ำให้ขุ่น
“หม่า อิงจิ่ว” ชี้แจงว่า วัตถุประสงค์การเชิญนักเรียนจีนก็เพื่อแลกเปลี่ยน “อำนาจละมุน” ทั้งนี้ โดยผ่านช่องทางกีฬา บันเทิง เป็นต้น ก่อเกิดความเคลื่อนไหว เป็นโอกาสให้นักเรียนจีนมาสัมผัสวิถีชีวิตของนักเรียนไต้หวันแบบตัวเป็นๆ และให้หนุ่มสาวไต้หวันได้เห็นโฉมหน้าของจีนรุ่นใหม่แบบตัวเป็นๆ เช่นกัน
อัน “อำนาจละมุน” คือวัฒนธรรมเกี่ยวกับวิถีชีวิตในหลากหลายรูปแบบ อันเป็นการโน้มน้าวใจผู้อื่นโดยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านความคิด หรือพฤติกรรมความชอบให้หันมาสนใจในเรื่องที่น่าสนใจ
การที่มูลนิธิหม่า อิงจิ่วได้จัดทัวร์หนุ่มสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่เยือนไต้หวันก็เพื่อขจัดกำแพงขวางกั้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด
ในเป็นความจริง หนุ่มสาวไต้หวันสนใจสื่อออนไลน์เกี่ยวกับความหลากหลายของจีนแผ่นดินใหญ่อยู่แล้ว และมีนักเรียนหญิงระดับชั้นมัธยมจำนวนไม่น้อยนิยมแพลตฟอร์ม “เสี่ยวหงซู” เพื่อชมการเสริมสวยที่ทันสมัยรวมทั้งสั่งซื้อเสื้อผ้าฤดูหนาวจากช่องทาง Shein อีกด้วย
คนไต้หวันยังนิยมวิดีโอเกมรุ่นใหม่ของจีน เช่น วรรณกรรมคลาสสิก “ไซอิ๋ว” ซึ่งมีตัวละครหลักคือ เห้งเจีย ทำให้เกิดความรู้สึกเกี่ยวกับมิติใหม่ทางอิเล็กทรอนิกส์กับวัฒนธรรมจีนผสมผสานกันอย่างแนบเนียน ฉลาดและเก่ง ได้บรรยากาศ เหมาะกับกาลสมัย จึงได้รับความนิยมในวงกว้าง
ดนตรีคือศูนย์รวมดวงใจ พลันที่คณะนักเรียนจีนเล่นไวโอลินในเพลงประกอบภาพยนตร์วรรณกรรมคลาสสิกจีน “ม่านประเพณี” ดึงดูดความสนใจนักเรียนไต้หวัน มีความสนุกสนาน จึงรื่นเริงไปด้วยกับเสียงเพลงในทำนองเดียวกันพวกเขาบอกว่าชอบเพลงจีน นิยมดาราจีน ดังนั้น สิ่งที่ลอยอยู่ในลมบนคือเมโลดี้ของสองฝั่ง ราวกับว่าจะสร้างทำนองสันติภาพ จึงเป็นการเดินถูกทางที่นักเรียนสองฝั่งได้มาเจอกัน
หากย้อนกลับอดีตเมื่อทศวรรษที่ 60 หนุ่มสาวอเมริกันต่อต้านคัดค้าน “สงครามเวียตนาม” โดยการส่งเสียงโห่ร้องด้วยวลี “Make Love ; Don’t Make War” บัดนี้วลีดังกล่าวได้อุบัติขึ้นที่สองฝั่งช่องแคบไต้หวัน
ความรักและสันติภาพคือเมโลดี้ของคนจีนสองฝั่ง ขอบฟ้าแม้จะคนละฟาก แต่ก็ฟ้าเดียวกัน รักข้ามขอบฟ้า ผูกใจรักมั่นสองดวงให้เป็นดวงเดียว เลือดข้นกว่าน้ำ จึงปฏิเสธการทำศัลยกรรมของนักการเมือง
ความเคลื่อนไหวของมูลนิธิหม่า อิงจิ่ว เป็นกิจกรรมเริ่มต้น เพื่อประสงค์ให้คนจีนสองฝั่งก่อเกิดสัมพันธ์ ลดละความโกรธ เกลียด เคียดแค้นที่มีมาแต่เก่าก่อน เป็นการปูทางสู่สันติภาพ เป็นการสร้างสรรค์
การเมืองภูมิรัฐศาสตร์กำลังเรียกร้องสันติภาพ ประเด็นความขัดแย้ง อุปมาเหมือนกับลมพัดที่สองฝั่งช่องแคบไต้หวัน แต่หนาวถึงจีน หนาวถึงสหรัฐ และเป็นแรงกดดันแก่ไล่ ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันด้วย
สายใยรักของหนุ่มสาวสองฝั่งเท่านั้น คือสะพานแห่งสันติภาพ สามารถคลายความกังวลของคนจีนไต้หวันและแผ่นดินใหญ่ ตลอดจนเอาชนะความโหดเหี้ยมทางการเมืองภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย

