หน้าแรก บทความ ปัญญาพร่างพรา...

ปัญญาพร่างพราย

17.12.24 | 14:35 น.

ปัญญาพร่างพราย


มนุษยชาติได้เผชิญกับการเปลี่ยนผ่านหลายครั้ง ในสมัยที่มนุษย์ดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์ กระบวนทัศน์หลักคือการเชื่อเรื่องผีและจิตวิญญาณที่สถิตในสิ่งที่มีตามธรรมชาติ ความเชื่อเช่นนี้ดำรงอยู่แม้มีการเปลี่ยนผ่านสู่การเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ได้เพิ่มกระบวนทัศน์ในเรื่องพระเจ้า โดยเฉพาะเพื่อมาอธิบายธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ ตามความเชื่อนั้น ครั้นเมื่อประมาณ 1,000-300 ปีก่อนคริสตกาล เริ่มมีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล มีกระบวนทัศน์ที่เชื่อว่าเราสามารถอธิบายธรรมชาติด้วยเหตุผลได้มากขึ้น ในช่วงนี้มีนักปราชญ์และศาสดามาประกอบสร้างกระบวนทัศน์หลายคน เช่น ขงจื้อ, เล่าจื้อ, พระพุทธเจ้า, พระมหาวีระ, ซาราธุสตรา, โสกราติส, อริสโตเติล เป็นต้น แต่ความพยายามใช้หลักการสังเกตธรรมชาติเพื่อหากฎเกณฑ์ (วิทยาศาสตร์) ก็ยังจำกัดอยู่ แล้วผู้คนได้เลิกราการหาเหตุผลดังกล่าวลง หันกลับมาอยู่ในกระบวนทัศน์แห่งความเชื่อ – ความศรัทธาตามพระคัมภีร์อยู่นับพันปี ในช่วงนี้ นักปราชญ์ยังเชื่อว่าโลกแบนและดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก เป็นต้น แม้พวกเขาจะสังเกตเรือที่ออกทะเลว่าลำเรือจะลับขอบฟ้าไปก่อนเสากระโดง ก็ไม่ยอมรับความโค้งของโลก

ผู้มาเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้อย่างยากลำบากคือโคเปอร์นิคัสและกาลิเลโอ แต่ผู้ที่ใช้คณิตศาสตร์มาเฉลยความลับของสุริยจักรวาล คือเคปเลอร์ ผู้มาก่อนนิวตันร่วมหนึ่งศตวรรษ แต่เราถือว่านิวตันคือผู้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคทันสมัย ถือว่าเขาคือผู้นำเราเข้าสู่กระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งชื่อลาปลาซ มีอหังการจนเชื่อว่า เขามีสมการที่อธิบายความเป็นไปสรรพสิ่งได้ เพียงแต่ต้องกำหนดเงื่อนไขแรกเริ่ม (initial conditions) ของสรรพสิ่งให้ได้ก่อน คณิตศาสตร์ก็จะสามารถคำนวณการเคลื่อนไหวของมันได้

โดยอาศัยนิวตัน มนุษย์ได้เปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม ที่นำความเจริญก้าวหน้าและความมั่งคั่งมาสู่มนุษยชาติ ซึ่งไม่เคยที่สิ่งอุปโภคบริโภคได้มากมายถึงเพียงนี้ แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นนัก ผู้คนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมืองอย่างยากลำบาก และได้เกิดการฆ่าฟันกันขนานใหญ่ที่เรียกว่าสงครามโลกถึงสองครั้ง

Advertisement

เราได้ผลพวงความมั่งคั่งที่กระจุกตัวในโลกตะวันตกได้ไม่ถึงร้อยปี ยุคสมัยก็กำลังเร่งรุดไปข้างหน้า ลาพลาซต้องพ่ายแพ้ต่อไฮเซินแบร์ค ผู้วางหลักความไม่แน่นอนที่เป็นพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัม ว่าเราไม่อาจวัดหาตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้ในขณะเดียวกัน ถ้ารู้ตำแหน่ง ความเร็วก็ไม่แน่นอน ถ้ารู้ความเร็ว ตำแหน่งก็ไม่แน่นอน แม้แต่ไอน์สไตน์ก็ตกตะลึงกับเรื่องนี้ เขาอุทานออกมาว่า “ไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะเล่นเกมลูกเต๋า” สุดท้าย ไอน์สไตน์ก็ยอมรับหลักความไม่แน่นอน หลังจากที่เขาได้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ที่อธิบายแรงโน้มถ่วงได้ดีกว่านิวตัน โดยเฉพาะในระดับความกว้างใหญ่ไพศาลของเอกภพ

ทั้งไอน์สไตน์และไฮเซินแบร์ค และนักวิทยาศาสตร์อีกจำนวนมาก กำลังปลูกฝังจิตสำนึกให้แก่เราว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง กำลังผ่านออกจากยุคสมัยใหม่หรือยุคอุตสาหกรรมไปสุ่ยุคอีกยุคหนึ่งอย่างรวดเร็วแทบไม่น่าเชื่อ จะเรียกยุคใหม่ว่าอะไรดีก็ยังไม่แน่ บางคนเรียกว่ายุคหลังสมัยใหม่ (postmodern) หรือจะเรียกตามเทคโนโลยีว่ายุคดิจิทัล ยุคข่าวสารข้อมูล ยุคสารสนเทศ หรือยุคการสื่อสารก็ได้

ขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง ในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 นักวิชาการในมหาวิทยาลัยเริ่มพัฒนาระบบเว็บเพื่อติดต่อกัน สิบปีต่อมา นักวิชาการและนักวิชาชีพฝ่ายทหาร กับนักวิชาการฝ่ายตรงข้ามที่มีความคิดต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ ได้ร่วมมือกันได้อย่างคาดไม่ถึง เพื่อพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ต ปัจจุบัน เมื่อเวลาสามสิบปีผ่านไป ผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตมีประมาณสี่พันล้านคน โดยที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการหรือคาดคิดเรื่องนี้ไว้ก่อนได้

แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปแบบเดิมก็เปลี่ยนไปเป็นโทรศัพท์มือถือ (หรือนาฬิกาโทรศัพท์) เสียแล้ว ในปี 2550 แอปเปิลได้ขายไอโฟนไปแล้ว 1,100 ล้านเครื่อง ขณะที่มีคนซื้อโทรศัพท์มือถือรวมทุกยี่ห้อ ปีละ 1,500 ล้านเครื่อง ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกราว 7,700 ล้านเครื่อง ซึ่งมากกว่าประชากรทั้งหมดของโลก (ประมาณ 7,500 ล้านคน) อยู่เล็กน้อย

ในทำนองที่คล้ายกับการปฏิวัติเครื่องมือสื่อสารที่เปลี่ยนมาใช้เวิลด์ไวด์เว็บและโทรศัพท์มือถือ ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มการสื่อสารที่มาปฏิวัติวิธีการสื่อสารพร้อมไปด้วย จากเดิมที่เราเคยใช้การกระจายเสียงและกระจายภาพจากสถานีส่งเป็นสำคัญ แพลตฟอร์มดิจิทัลได้เปลี่ยนวิธีการมาเป็นการใช้สื่อสังคม (social media) ที่มวลชนเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้เสพสื่อ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมากเช่นกัน ในปี 2547 มีการพัฒนาแพลตฟอร์มเฟสบุคในห้องนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยซักเคอร์เบิร์กและเพื่อนนักศึกษาอีก 4 คน เพียงเกือบยี่สิบปี คือในปี 2566 มีผู้เป็นสมาชิกเฟสบุคกว่า 2,200 ล้านคน และผู้คนกว่า 1,500 ล้านใช้เฟสบุคเป็นประจำทุกวัน ซักเกอร์เบิร์กไม่หยุดอยู่แค่นั้น เมื่อมีเงิน เขาก็ซื้อแพลตฟอร์มอื่นด้วย เขาซื้ออินสตาร์แกรมในปี 2555 ด้วยเงิน 1.000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำเงินเพิ่มให้เขา โดยปัจจุบันมีผู้ใช้แพลตฟอร์มนี้เพื่อแลกเปลี่ยนรูปถ่ายประมาณ 1.000 ล้านคน เขายังไม่หยุดอีก ในปี 2557 เขาซื้อแพลตฟอร์มว็อตส์แอปด้วยเงิน 19,000 ล้านดอลลาร์ ปัจจุบันมีผู้ใช้แพลตฟอร์มนี้ประมาณ 1.500 ล้านคน โดยส่งข้อความประมาณ 60 ล้านข้อความในแต่ละวัน

แล้วก็ยังมีแพลตฟอร์มมหัศจรรย์อื่น ๆ อีก เช่น กูเกิล, ติ๊กต๊อก, เตมู ฯลฯ จนมีผู้เรียกกลุ่มบริษัทที่ร่ำรวยมหาศาลนี้ว่า GAFAM ย่อมาจาก Google, Apple, Facebook, Amazon, Microsoft

แต่การเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจเป็นตัวการแห่งภัยพิบัติยังไม่เสถียรนัก แม้เราได้ฝากความหวังไว้กับประชาธิปไตย และอยากฝันว่าประชาธิปไตยจะเป็นโอกาสของการเปลี่ยนผ่านที่มีอันตรายและมีการฆ่าฟันกันน้อยที่สุด แต่จะเป็นเช่นนี้หรือก็ยังไม่แน่ เพราะขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เราต้องช่วยกันก่อให้เกิดขึ้น แต่เราไม่ค่อยมีทีท่าว่าจะร่วมกันก่อเหตุปัจจัยแห่งสันติ เราไม่ค่อยยืนยันความเชื่อเรื่องประชาธิปไตย เราอาจมาถึงทางสองแพร่ง (bifurcation) ทางหนึ่งคือเชื่อในประชาธิปไตย พร้อมทั้งเชื่อในปรีชาญาณของฝูงชน (the wisdom of the crowd) อีกทางหนึ่งคือเชื่อในความสามารถของชนชั้นนำ (elites) ที่จะนำเราในทางการเมืองและทางเศรษฐกิจต่อไปอีกนาน

ปรีชาญาณของฝูงชนหมายถึงปัญญาโดยรวม (collective intelligence) ซึ่งในที่นี้ขอแปลว่า “ปัญญาพร่างพราย” หมายถึงความเห็นรวม ๆ กันของคนหมู่มาก เมื่อเทียบกับของปัจเจกชน เป็นปัญญาของกลุ่มบุคคลที่เป็นอิสระและมีความหลากหลาย เมื่อเทียบกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ เป็นการเก็บความจากหนังสือชื่อ L’intelligence Collective : กุญแจของโลกในอนาคต เปลี่ยนการทำงานเพื่อเปลี่ยนสังคม เขียนโดยนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ ฌัง สโตน

ตัวอย่างการพัฒนาปัญญาพร่างพรายก็มี เช่น แต่ก่อนความรู้ถูกเขียนและรวบรวมไว้ในสารานุกรมโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมเป็นเล่มหนา ๆ หลาย ๆ เล่ม ปัจจุบันในยุคสมัยของสารสนเทศ เราไม่ค่อยได้สืบค้นจากสารานุกรมเป็นเล่ม ๆ อีกแล้ว แต่จะพึ่งพิงวิกิพีเดีย ซึ่งเป็นสารานุกรมที่ผู้คนหลากหลายต่างเขียนและปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอย่างพร่างพราย โดยถือเป็นสารานุกรมเสรีที่ใครก็แก้ไขได้

นอกจากนี้ เราได้พัฒนาจักรกลค้นหา (search engine) ที่ช่วยค้นข้อมูล ความรู้ ความเห็น จำนวนมากทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยไม่เหนื่อยยากเหมือนแต่ก่อน ซึ่งเฉพาะผู้รู้เท่านั้นที่ไปค้นคว้าหาความรู้ในห้องสมุด เป็นต้น ล่าสุด ปัญญาประดิษฐ์ (ปป.) สามารถช่วยเราค้นคว้าและหาคำตอบได้จากข้อมูลจำนวนมหาศาลที่รวบรวมไว้ใน “ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่” (big data center) เป็นข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ และเผยแพร่อยู่ตามสื่อออนไลน์เป็นต้น แถมยังวิเคราะห์ ย่อ สังเคราะห์ให้เราเสร็จอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่เราผู้เป็นมนุษย์ แม้จะฉลาดหรือรอบรู้แค่ไหน ก็ไม่อาจทำได้

ระบบยุติธรรมที่ตัดสินคดีโดยใช้คณะลูกขุนอาจถือเป็นตัวอย่างของการพึ่งปรีชาญาณของฝูงชนได้ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการตัดสินคดีโดยคณะผู้พิพากษาเพียงไม่กี่คน ในทางการเมือง การใช้วิธีจับฉลากเพื่อเลือกเจ้าหน้าที่ของรัฐ (เช่น ผู้พิพากษา หรือคณะลุกขุน) ในนครรัฐกรีกโบราณบางแห่ง เช่น ที่เอเธนส์ ก็อาจถือว่าเป็นการเชื่อในปรีชาญาณของฝูงชนได้เหมือนกัน

ในการศึกษาทางพุทธิปัญญา (cognitive science) เพื่อเปรียบเทียบระหว่างพุทธิปัญญาของฝูงชนกับของปัจเจกชน มีข้อค้นพบว่า ผลรวมคำตอบของคนกลุ่มใหญ่เกี่ยวกับการคาดคะเนปริมาณ, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโลก, การให้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (space) เป็นต้นนั้น มักจะดีกว่าคำตอบที่ได้จากปัจเจกบุคคลไม่ว่าผู้ใดในกลุ่ม

ไม่มีใครมั่นใจว่าจะรับมือกับการเปลี่ยนผ่านที่มีตัวแปรที่ไม่รู้ (unknowns) จำนวนมากได้อย่างไร แต่ก็มีนักวางแผนจำนวนหนึ่งที่อยู่ในวงการทหารและวงการธุรกิจที่พยายามพรรณนาถึงความไม่รู้ดังกล่าว เพื่อกระตุ้นให้เราตระหนักรู้ถึงสถานการณ์ที่รอเราอยู่ข้างหน้า เผื่อจะรับมือได้ดีขึ้น โดยมีสำนักคิดที่สำคัญสองสำนัก สำนักหนึ่งบอกว่าเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่พรรณนาได้ด้วยตัวย่อว่า VUCA โดย V ย่อมาจาก volatile หรือ เปลี่ยนแปลงง่าย U ย่อมาจาก uncertain หรือไม่แน่นอน C ย่อมาจาก complex หรือซับซ้อน และ A ย่อมาจาก ambiguous หรือคลุมเครือ อีกสำนักคิดหนึ่งเสนอตัวย่อว่า BANI โดย B ย่อมาจาก brittle หรือแตกหักง่าย A ย่อมาจาก anxious หรือกระวนกระวาย N ย่อมาจาก nonlinear หรือไม่เชิงเส้น คือผลไม่เป็นสัดส่วนกับเหตุ และ I ย่อมาจาก incomprehensible หรือไม่รู้เรื่องเลย

แต่การตระหนักรู้คงไม่เพียงพอ เราต้องพัฒนาศักยภาพในการรับมือด้วย ในแง่หนึ่ง การพัฒนาศักยภาพหมายถึงการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ๆ ที่เน้นการริเริ่ม การสร้างสรรค์ การปลดปล่อยจินตนาการ รวมทั้งการเชื่อในปัญญาของผู้คนที่มีอิสระทางความคิด การศึกษาในช่วงการเปลี่ยนผ่านจึงควรเปลี่ยนไป เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ไม่ว่าจะเรียกมันว่า VUCA หรือ BANI ก็ตาม

ปัจจุบัน การศึกษาถูกออกแบบโดยมีโมเดลการผลิตรถยนต์จำนวนมากบนสายพานอยู่ในใจ เราผลิตนักศึกษาที่มีสมองเหมือน ๆ กัน โดยใช้หลักสูตรเดียวกัน ตำราเดียวกัน ข้อสอบเหมือน ๆ กัน โรงเรียนในแบบฉบับเดียวกัน ฯลฯ เมื่อจบการศึกษา ก็ไปทำงานในอุตสาหกรรมการผลิตที่ให้ผลผลิตมวลมาก แต่การผลิตในอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไป การผลิตมวลมากต้องการคนน้อยลงโดยจะใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้นทุกที และการผลิตมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนด้วย โดยไม่ผลิตมวลมากเสียทีเดียว โดยผลิตเป็นแต่ละโมเดลในจำนวนน้อยลง แต่ละโมเดลจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเป็นราย ๆ ไป เช่น ผลิตโดยการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติ (3D) เป็นต้น ดังนั้น ถ้าเรากำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคหลังสมัยใหม่สู่ยุคที่ต้องการความรู้และความคิดสร้างสรรค์ เราต้องเตรียมกำลังคนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน และต้องอาศัยการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่เชื่อมโยงกับการผลิตหรืออุตสาหกรรมใหม่ ๆ มากขึ้น

ได้มีการริเริ่มจัดการศึกษาในทำนองนี้บ้างแล้วในประเทศไทย ดังจะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปต่อไปนี้ ตัวอย่างแรกคือ โปรแกรม 42 บางกอก ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังจากที่อธิการบดีได้รับแรงบันดาลใจ จากการไปเยี่ยมชมโรงเรียน 42 (Ecole 42) ณ กรุงปารีส ในเดือนมีนาคม 2562 ที่เน้นความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยให้นักศึกษาเรียนด้วยตนเอง ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพมาก  โปรแกรม 42 บางกอกเป็นสมาชิกใหม่ของ เครือข่าย 42 ซึ่งมีวิทยาเขตแล้ว 53 แห่งทั่วโลก

อีกตัวอย่างหนึ่งคือสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (Panyapiwat Institute of Management หรือ พีไอเอ็ม) ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งจากบริษัท ชีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี – โท และเอก ที่มีพื้นฐานจากการทำงาน (Work-based Education) โดยมีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งองค์กรธุรกิจ (Corporate University) ที่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการพร้อมไปกับการให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติงานจริง สถาบันพีไอเอ็มก่อตั้งเมื่อปี 2562 เน้นการเรียนการสอนบริหารธุรกิจระดับปริญญาโท และหลักสูตรนานาชาติ ปัจจุบันมีนักศึกษา 20,000 คน

ตัวอย่างที่สามที่จะขอกล่าวถึงเป็นโครงการศึกษาแห่งองค์กรธุรกิจเช่นกัน ซึ่งจัดตั้งโดยบริษัทในเครือ ปตท. โครงการแรกคือโรงเรียนกำเนิดวิทย์ หรือ KVIS ก่อตั้งเมื่อปี 2557 และเริ่มเปิดภาคเรียนแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 โดยมีจุดประสงค์คือการสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่มุ่งหวังบ่มเพาะนักเรียนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและเน้นการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยเครือ ปตท. สนับสนุนทุนการศึกษาทั้งหมด ทั้งนี้ นักเรียนรุ่นแรกมีจำนวน 72 คน แบ่งเป็นห้องละ 18 คน

โครงการที่สองของเครือ ปตท. คือสถาบันวิทยสิริเมธี”  (Vidyasirimedhi Institute หรือ VISTEC) สถาบันฯจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด  มีเป้าหมายผลิตบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี “ระดับโลก” โดยมีข้อได้เปรียบคือ เครือ ปตท. มีโรงงานหลากหลายรูปแบบ  ทำให้นักศึกษาของสถาบันฯสามารถทำการวิจัยและฝึกงานในโรงงาน และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

แต่ลำพังการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ๆ คงไม่เพียงพอแก่การรับมือกับความท้าท้ายของอนาคต เราควรมีตัวอย่างของวิสาหกิจที่ปรับเปลี่ยนไปเพื่อการรับมือเช่นนั้นด้วย จึงขอยกตัวอย่างของบริษัทแห่งหนึ่งในประเทศโมรอคโค ชื่อว่า OCP (ย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส Office Chérifien des Phosphates) OCP เป็นรัฐวิสาหกิจที่ก่อตั้งในปี 2463 เพื่อประกอบธุรกิจการทำเหมืองแร่ฟอสเฟต การผลิตกรดฟอสฟอริค และการผลิตปุ๋ยในปี 2549 บริษัทมีมูลค่าการซื้อขาย 41,600 ล้านบาท ลดลงจากมูลค่าการซื้อขายของปีก่อนกว่าครึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงสถานการณ์ที่ตกต่ำและยากลำบาก ในปีนั้น มีการเปลี่ยนตัวประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มาเป็นมอสตาฟา แตรรับ ซึ่งพลิกฟื้นและทำให้ OCP เป็นบริษัทระดับโลก มีรายได้ 375,000 ล้านบาทในปี 2565 แม้ว่าการพลิกฟื้นเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นผลงานของปัญญาปัจเจก (ของมอสตาฟา) ก็จริง แต่เป็นเพราะปัญญาปัจเจกมาผนึกกับปัญญาอันพร่างพรายของบรรดาผู้ช่วยและพนักงานทุกแผนกของบริษัท ซึ่งจินตนาการของพวกเขาได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ

สำหรับแนวคิดที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง คงไม่สามารถอธิบายได้ละเอียดในบทความนี้ จึงขอให้ผู้อ่านลองสืบค้นเอง หรือหาหนังสือของ ฌัง สโตน ที่อ้างถึงในตอนต้นมาอ่านเพิ่มเติม แนวคิดหลักน่าจะได้แก่การปฏิวัติวัฒนธรรมการสื่อสารขององค์กร ให้มีการสื่อสารกันอย่างคึกคัก ทั้งในแผนกเดียวกัน ข้ามแผนก ข้ามออกไปสู่นอกบริษัทแต่อยู่ในประเทศ รวมทั้งสู่ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาที่ต้องการใช้ปุ๋ยฟอสเฟตจำนวนมาก

วิธีหนึ่งที่ใช้คือการช่วยให้เกิด “ขบวนการ” (Movement) เพื่อ “ปลดปล่อยพลังงาน” โดยขบวนการมอบ “ใบอนุญาตให้จินตนาการ” ที่เป็นเหมือนใบอนุญาตขับขี่ที่ให้ขับขี่ยานพาหนะไปไหนก็ได้ ขอเพียงว่าต้องเคารพกฎจราจร นั่นคือ เคารพคุณภาพและการตรงเวลา ฯลฯ ของการผลิต และกิจกรรมของขบวนการต้องเกี่ยวข้องกับภารกิจของบริษัทด้วย ในตอนแรก CEO เสนอให้ขบวนการพัฒนากระแส 3 กระแสคือ การเป็นวิสาหกิจของผู้ใฝ่การเรียนรู้, การเป็นวิสาหกิจดิจิทัล (โดยเฉพาะในการสื่อสาร), และการเป็นวิสาหกิจระดับโลก ต่อมาขบวนการได้มีโครงสร้างขึ้นมาบ้าง ในทำนองเดียวกับชาวพุทธที่มีคติการสร้างเส้นทางขณะที่เดินทาง เป็นเหมือนการค่อย ๆ พัฒนาปัญญาอันพร่างพรายขึ้นมา เช่น ขบวนการเริ่มคำนึงถึงภาคีทั้งหมดไม่เฉพาะผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ซัพพลายเออร์ ฝ่ายจัดซื้อ พนักงานผลิต พนักงานขาย พนักงานอื่น ๆ ลูกค้า ฯลฯ หากรวมถึงผู้มีอิทธิพลต่อบริษัท ผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ได้รับประโยชน์อื่น ๆ ด้วย มุมมองเช่นนี้ทำให้บริษัทต้องระวังการก่อมลภาวะจากการทำเหมืองเป็นพิเศษ เป็นต้น

นอกจากนี้ ขบวนการยังวางวิธีการทำงานหรือการปรึกษาหารือ โดยจัดการประชุม การฝึกกระบวนกรท้องถิ่น การจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การโค้ช ฯลฯ ความกระตือรือร้นและความขยันขันแข็งเกิดขึ้นจากการศึกษา “สถานการณ์” (Situation) และนำเสนอสถานการณ์ต่อคณะผู้บริหารบริษัทจนได้รับความเห็นชอบและได้รับอนุมัติงบประมาณหรืออนุมัติการปรับเปลี่ยนหน้าที่การงานมาดำเนินตามสถานการณ์ ตัวอย่างความสำเร็จตัวอย่างหนึ่ง คือ สมาชิกนำของขบวนการขบวนการหนึ่งได้ไปดูงานที่โรงเรียน 42 ที่ปารีส เมื่อปลายปี 2560 เมื่อได้รับอนุมัติก็เริ่มการจัดซื้อ เช่น คอมพิวเติอร์ที่จำเป็น เริ่มจัดหาสถานที่ และเริ่มกระบวนการรับสมัครและคัดเลือกนักศึกษา ภายในฤดูร้อนปีหรือหกเดือนถัดมา โรงเรียนที่เหมือนโรงเรียน 42 เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียน 1337 ได้ก่อรูปขึ้น

ดูเหมือนว่าคำสำคัญที่ สโตน เสนอในหนังสือของเขา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ VUCA มีอาทิ องค์กรจัดการตนเอง (self-organisation) องค์กรแฟร็กทัล (fractal) หรือการมีพื้นที่เสรีภาพแบบชนิดเดียวกัน แต่ขนาดใหญ่น้อยต่างกัน (อุปมาปิรามิดแฟร็กทัลที่มีขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยปิรามิดแบบชนิดเดียวกันที่มีขนาดย่นย่อลงไป) องค์กรหลายสาย ที่ปรับตัวได้สะดวกท่ามกลางความซับซ้อน เหมือนการวางเบ็ดหลายสายเพราะไม่รู้ว่าปลาจะมากินเบ็ดสายใด และองค์กรซิกแซ็ก ที่เหมือนปูที่เดินซิกแซ็กสู่ทะเล พร้อมที่จะทำตรงกันข้ามกับที่เคยทำเมื่อวันวาน โดยรู้เท่าทันสถานการณ์ใหม่ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนพูดง่าย แต่เวลาจะทำจริง อาจมีการลองผิดลองถูก โดยเคารพปัญญาอันพร่างพราย

โคทม อารียา