หน้าแรก บทความ ปรีชาญาณของมน...

ปรีชาญาณของมนุษย์กับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

22.12.24 | 15:35 น.

ปรีชาญาณของมนุษย์กับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

มีความเป็นไปได้ว่าสังคมมนุษย์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านอีกครั้งหนึ่ง ในอดีต การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการหาของป่าล่าสัตว์มาทำการเกษตร ซึ่งใช้เวลาปรับตัวนับพันปี ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรมนั้น ใช้เวลานับร้อยปี ในตอนแรกเริ่ม อุตสาหกรรมมีเครื่องมือที่ยังขาดประสิทธิภาพและสร้างมลภาวะ และพึ่งการขูดรีดแรงงาน ทำให้คนยากจนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมือง อีกทั้งมีการเข่นฆ่ากันครั้งใหญ่ผ่านสงครามโลกถึงสองครั้ง มาปัจจุบัน ดูเหมือนว่าถึงเวลาของความท้าทายใหม่ ๆ การเมืองที่ทำท่าว่าจะยอมรับระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบตัวแทนกำลังสั่นคลอน ขณะที่กิจการทางเศรษฐกิจลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมลง ขณะที่ภาคบริการที่มีสัดส่วนมากกว่าเศรษฐกิจภาคอื่น ๆ กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทางด้านสังคมวัฒนธรรม แม้ความเชื่อด้านจิตวิญญาณยังมีอยู่ และมีคนจำนวนมากที่ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า แต่จำนวนคนที่ทำตามประเพณีมากกว่าจะยึดมั่นในคำสอนของศาสนาใดกำลังเพิ่มมากขึ้นทุกที

แล้วอะไรคือสิ่งที่ท้าทายเราอยู่ ที่ทำให้เราหลายคนไม่สบายใจ หรือแม้กระทั่งกระวนกระวายใจ มีคนอธิบายว่าเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า VUCA (ย่อมาจาก volatile, uncertain, complex, ambiguous) แล้วจะให้นิ่งนอนใจได้อย่างไร สำหรับบทความที่จะเขียนต่อไปนี้ ขออ้างถึงข้อความที่นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ ฌัง สโตน เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “L’Intelligence Collective : Changeons le travail pour changer la société” (แปลความว่า “ปัญญาพร่างพราย : มาเปลี่ยนการทำงาน เพื่อเปลี่ยนสังคมกันเถิด”)

กระบวนทัศน์ของเราเปลี่ยนไปตามข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ เราเคยเชื่อว่า “เวลาและปริภูมิ (space)” เป็นกรอบที่คงอยู่เป็นนิรันดร์ ทุกปรากฏการณ์มีเหตุที่มาทางวัตถุภายในกรอบของเวลาและปริภูมิของเรานี้ ในทางทฤษฎี เราอาจใช้วิธีวิเคราะห์แบบลดทอน (reductionist) เพื่อแก้ปัญหาทุกปัญหาได้ โดยแบ่งปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาย่อย แบ่งปัญหาย่อยให้เป็นปัญหาย่อยลงไปอีก ฯลฯ ถ้าเราสามารถแก้ปัญหาย่อยที่สุดทุก ๆ ปัญหาได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับได้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี ไอน์สไตน์ได้มาล้มล้างกระบวนทัศน์ข้างต้น เขาค้นพบว่า เวลาและปริภูมิมิอาจแยกขาดจากกัน และทั้งสองไม่ใช่ปริมาณที่สัมบูรณ์ หากสัมพัทธ์กับความเร็วของการเคลื่อนที่ของผู้สังเกตการณ์ อีกทั้งเวลาและปริภูมิต่างมีจุดกำเนิดพร้อมกันเมื่อประมาณ 13,800 ล้านปีก่อน ในปรากฏการณ์ที่เรียกว่าบิกแบง เราไม่รู้ว่าพลังงานมหาศาลที่บิกแบงปล่อยออกมานั้น มาจากไหน เพราะในตอนนั้น เอกภพก็ไม่มีอยู่

Advertisement

แต่เรารู้ว่า เพื่อเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังบิกแบง เราต้องพึ่งพาทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมที่ว่าด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุด ต้องพึ่งทฤษฎีความโกลาหลที่ว่าด้วยการปะทะอย่างรุนแรงเหลือประมาณและรวมตัวของอนุภาค และทฤษฎีความซับซ้อน (complexity) ของระบบต่าง ๆ รอบตัวเรา เป็นต้น ทฤษฎีเหล่านี้ค่อย ๆ ซึมซับเข้ามาในจิตใต้สำนึกร่วมกัน (collective subconsciousness) ที่ทำให้เราบางคนเลิกเชื่อในกระบวนทัศน์ของกรอบเวลาและปริภูมิที่คงตัว และวิธีแก้ปัญหาแบบลดทอนที่เป็นพื้นฐานของยุคสมัยใหม่ เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคหลังสมัยใหม่

มโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ซึ่งคล้อยตามกระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ได้มาช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคหลังสมัยใหม่ ดังเช่นมโนทัศน์ที่ ฌัง สโตน เสนอในอภิธานศัพท์ของหนังสือที่ได้อ้างถึงดังนี้

การจัดการตนเอง (self – organization) : หมายถึงกระบวนการที่ผู้กระทำการ ซึ่งทำตามกฎกติกาบางประการ สามารถจัดให้มีโครงสร้างที่มีระเบียบ ทั้งนี้ โดยไม่ต้องมีหัวหน้ามาออกคำสั่ง ตัวอย่างเช่นการสร้างรังของปลวกที่สามารถคงรักษาอุณหภูมิภายในรังมิให้เกิน 30 องศาเซลเซียส แม้ว่าอุณหภูมิภายนอกจะสูงกว่านั้นก็ตาม

จุดแยกสองแพร่ง (bifurcation) : หมายถึงเหตุการณ์ เช่น การพังทลายของกำแพงเบอร์ลิน ที่ทำให้สถานะที่เสถียรสถานะหนึ่งสิ้นสุดลง เพื่อผ่านไปยังสถานะที่เสถียรสถานะใหม่ โดยไม่สามารถย้อนไปสู่สถานะเดิม บ่อยครั้ง เรามาถึงจุดแยกสองแพร่งโดยไม่คาดหมาย เช่น สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดจากจุดแยกสองแพร่งหลังการลอบสังหารอาร์ชดยุคเฟอร์ดินานด์แห่งออสเตรียที่เมืองซารัชโว

ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (butterfly effect) : หมายถึงระบบขนาดใหญ่ที่ไม่เสถียรสามารถเปลี่ยนสถานะอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากการรบกวน (perturbation) ที่เล็กน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ระบบทางอุตุนิยมวิทยา ระบบทางเศรษฐกิจหรือการเมืองบางระบบ (ปรากฏการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีโกลาหล หรือเป็นผลจากการเฉลยสมการเชิงอนุพันธ์ไม่เชิงเส้น)

แฟร็กทัล หรือสาทิสรูป : วัตถุทางเรขาคณิตที่ดูเหมือนกันไปหมด ไม่ว่าจะดูที่ระดับความละเอียด (โดยการส่องขยาย) หรือในสเกลใดก็ตาม ตัวอย่างเช่น เกล็ดหิมะ ปุ่มดอกกล่ำ ต้นเฟิร์น หรือวิสาหกิจที่ประกอบด้วยหลายสาขา ซึ่งมีพื้นที่เสรีแบบชนิดเดียวกันในระดับต่าง ๆ กัน ตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจนถึงคนงาน เพียงแต่มีขอบเขตของเสรีภาพที่ต่างกัน

ทฤษฎีซิกแซก : ในโลกที่มีความซับซ้อน เราไม่ควรยึดมั่นหลักเกณฑ์จนเกินไป วันหนึ่งเราอาจไม่ลังเลใจที่จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับที่เราเคยทำเมื่อวันวาน แต่ควรทำอย่างแยบคาย ซึ่งบ่อยครั้งก็ยากมาก

ปัจจัยความกังวลใจที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านปัจจัยหนึ่ง คือการเริ่มเชื่อในความจำกัดของทรัพยากร อันที่จริง รายงานของสโมสรกรุงโรม (Club of Rome) ปีค.ศ. 1972 ก็ออกมาเตือนเราแล้ว โดยรายงานดังกล่าวมีชื่อว่า “ขีดจำกัดของการเติบโต” โดยได้วิเคราะห์ขีดจำกัดในหลายด้าน ที่สำคัญคือด้านพลังงานฟอสซิล ปัจจุบัน ประมาณว่าเราได้ใช้ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากซากพืชเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณทั้งหมดที่ธรรมชาติมีไว้ แม้ว่ายังพอมีถ่านหินสำรองให้ใช้อีกระยะหนึ่ง แต่ขีดจำกัดที่ชัดเจนได้ปรากฏขึ้นแล้ว นั่นคือปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้เราต้องลดการปล่อยก๊าซสู่บรรยากาศโลกเพื่อหวังให้ผลสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หลายคนเชื่อว่าวิกฤตพลังงานและภาวะโลกร้อน กำลังนำมาซึ่งวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอีกมากมาย

แต่ปัจจัยที่มากระทบเราอย่างรุนแรงและรวดเร็วที่สุดน่าจะได้แก่ปัจจัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจัยนี้ทำให้เราต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต วิถีทางเศรษฐกิจ และวิถีทางการเมืองอย่างมากมาย จนยากจะคาดเดาถึงผลกระทบอันต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ได้ทั้งหมด เช่น เราไม่รู้ว่าสมองมนุษย์จะรับมือกับสมองดิจิทัลได้อย่างไร สมองดิจิทัลจะรับใช้ หรือเป็นคู่หู หรือจะครอบงำสมองมนุษย์กันแน่ในอนาคต

จะอย่างไรก็ตาม ถ้าเศรษฐกิจดี สิ่งอำนวยความสะดวก สิ่งอุปโภคบริโภค ก็น่าจะมีให้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ เรายังอยากเชื่อในการเติบโต ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่งของโอกาสการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความหมาย ถ้าทุกคนมีกินมีใช้ ก็คงไม่นิ่งดูดายในยามวิกฤต คงคิดจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้วย วิกฤตใดก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คงพอจะฟันฝ่าร่วมกันไปได้ แต่เศรษฐกิจจะดี และผลพวงจะกระจายอย่างเป็นธรรมจริงหรือ

กระนั้นเราควรมองโลกในแง่ดี ในหนังสือที่อ้างถึง มีการยกตัวอย่างของผู้บุกเบิกเศรษฐกิจแนวใหม่ กล่าวถึงผู้ริเริ่มวิสาหกิจที่รวมทุกฝ่าย (inclusive) คือให้ประโยชน์ไม่เฉพาะแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น คนงาน ผู้จัดหาสินค้า ลูกค้า ผู้ถือหุ้น ฯลฯ หากรวมถึงชุมชนใกล้ไกลด้วย อีกตัวอย่างหนึ่งคือวิสาหกิจที่มีสองเป้าหมาย คือทำกำไร ขณะเดียวกันก็มีกิจกรรมที่สังคมได้รับประโยชน์ด้วย เช่น ในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตของคนงานและครอบครัว การให้ความช่วยเหลือสังคมที่ประสบภัย การดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

อีกหลักการหนึ่งที่น่าสนใจคือการเสริมอำนาจให้ทุกระดับ (subsidiarity) ตั้งแต่ผู้จัดการถึงคนงานพื้นฐาน ให้สามารถเสนอแนะการปรับปรุงวิสาหกิจในบริบทที่ตนมีประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อแบร์ตรังด์ มาร์แตงมาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Sulzer Diesel France มูลค่าการซื้อขายของบริษัทได้ลดลงจาก 600 ล้านฟรังค์เหลือ 400 ล้านฟรังค์ และบริษัทเตรียมจะลดคนงานจาก 1,200 คน เหลือ 800 คน มาร์แตงเรียกประชุมคนทั้งบริษัท เมื่อถูกถามว่าเขาจะทำอะไร เขาตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไร” ทุกคนตกตะลึง หัวหน้าคนนี้ไม่รู้เรื่องนะซิ แต่มาร์แตงพูดต่อไปว่า “แต่พวกคุณที่ทำงานให้บริษัทมานานต้องรู้ซิว่าต้องทำอะไร ขอให้พวกคุณตั้งกลุ่มศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ อีกสามเดือนเราจะมาประชุมกันใหม่ เพื่อพิจารณาผลงานของกลุ่มศึกษาแต่ละกลุ่ม ผมสัญญาว่าจะรับเรื่องที่พวกคุณเสนอมาอย่างน้อย 70%” เมื่อถึงวันพิจารณาข้อเสนอ มีบางข้อเสนอที่ไปไกลมาก เช่น ให้ย้ายสำนักงานผู้บริหารมาอยู่ที่โรงงานเพื่อความกลมเกลียวและจะได้ไม่กล่าวโทษกันไปมา ให้ผู้ใช้แรงงานอธิบายให้ฝ่ายขายรู้งานของตนและกลับกัน ให้จัดอบรมผู้ใช้แรงงานในเรื่องการสื่อสาร เป็นต้น ผลพวงประการหนึ่งจากข้อเสนอของกลุ่มศึกษา ช่วยให้บริษัทเปลี่ยนตลาดโดยหันไปผลิตเครื่องยนต์ดีเซลที่นำไปผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อป้อนตลาดจีนที่กำลังต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นพอดี บริษัทที่กำลังล้มละลายจึงเปลี่ยนจากการขาดทุน 200 ล้านฟรังค์ มาเป็นกำไร 200 ล้านฟรังค์อย่างน่าฉงนฉงาย

มีอีกตัวอย่างหนึ่งที่ท้าทายจินตนาการเช่นกัน เมื่อฟรังซัว โซบริสต์ เข้ารับตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโรงหล่อเหล็กชื่อฟาวี เขาใช้เวลาสังเกตการทำงานอยู่เกือบปี ก่อนที่จะตัดสินใจว่าการควบคุมทำให้เกิดรายจ่ายมากกว่าการไม่ควบคุม เขาจึงยกเลิกการเสียบบัตรเข้าออกการทำงานของคนงาน ให้คนงานจัดการเวลาทำงานกันเองโดยไม่เสียงาน ยกเลิกระเบียบการนำของออกจากสต็อก เหลือเพียงให้เขียนบนกระดานดำว่าใครเบิกอะไรไปใช้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสั่งของกลับเข้าสต็อก ถ้ามีใครขโมยของออกจากสต็อก ให้เป็นหน้าที่ของคนงานด้วยกันที่จะอธิบายว่า การขโมยเป็นการสูญเสียของบริษัทก็จริง แต่เป็นการสูญเสียของคนงานด้วย ระบบใหม่ของโซบริสต์ได้ใช้มาสามสิบปีแล้ว โดยโรงหล่อฟาวีสามารถเพิ่มผลิตภาพและสมรรถนะมาโดยตลอดช่วงเวลาดังกล่าว

สโตนได้ศึกษาการทำงานของรัฐวิสาหกิจ OCP (ย่อมาจาก Office Chérifien des Phosphates) ของประเทศโมรอคโคเป็นพิเศษ วิสาหกิจนี้ทำเหมืองแร่ฟอสเฟต มีโรงงานทำปุ๋ยและแปรรูปฟอสเฟต ปัจจุบัน OCP เป็นรัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีมูลค่าซื้อขายประมาณ 7% ของ GDP แต่เมื่อมอสตาฟา แตรรับเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปี 2549 นั้น OCP อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ คือขาดทุนอยู่ 12,200 ล้านดีร์ฮัม จากมูลค่าซื้อขาย 23,500 ล้านดีร์ฮัม เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะฝ่ายขายเน้นแต่การขายโดยไม่สนใจการขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง สิ่งแรกที่เขาทำคือปิดประกาศราคาต้นทุนและอัตรากำไรขั้นต้นให้ทราบโดยทั่วกัน

แต่แนวคิดที่สำคัญในการพัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งนี้คือการออกนอกกรอบเพื่อไปสู่ความทันสมัย โดยปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของผู้ร่วมงานทุกระดับ ให้มีการพูดคุยกันทั้งขึ้นทั้งล่อง โดยมีคติว่า “ผู้ร่วมงานคิดอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายบริหารคอยเอื้ออำนวยให้ทำ” ประกายความคิดจึงพร่างพรายไปทั่ว OCP เกิดเป็นปัญญาหมู่คณะที่เหนือกว่าปัญญาปัจเจก เพื่อให้เกิดความสำเร็จที่จะเป็นภูมิคุ้มกันไปในตัว คุ้มกันจากระบบเส้นสายและบ้านใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากมายในประเทศ

ตัวอย่างการริเริ่มแหวกแนวที่ประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อมี อาทิ

– พนักงานเงินเดือนช่วยทำงบประมาณของวิสาหกิจ

– พนักงานเงินเดือนรับมอบหมายให้ทำการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์แก่วิสาหกิจ

– สร้างมหาวิทยาลัยและโรงเรียนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยการเรียนรู้เองของนักเรียน กลางทะเลทราย

– ประกาศเงินเดือนของพนักงานให้รับทราบโดยทั่วกัน

– ยกเลิกการควบคุม รวมถึงการคุมการเบิกของจากสต็อกและการเบิกค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากการทำงาน

– อนุญาตให้พนักงานมาทำงานในเวลาใดก็ได้ โดยต้องจัดการตนเองให้งานสำเร็จลุล่วงไปโดยไม่ต้องมีหัวหน้าคอยสั่งงาน

– พัฒนาวิสาหกิจให้พิทักษ์สิ่งแวดล้อม, จัดการศึกษา, ตอบสนองความจำเป็นทางสังคมที่อยู่นอกปริมณฑลการปฏิบัติงานของวิสาหกิจ

– ออกแบบให้กิจกรรมของวิสาหกิจมีส่วนช่วยรักษาป่าอาเมซอน หรือช่วยชาวไร่กาแฟขนาดเล็กในเม็กซิโก ในขณะที่วิสาหกิจยังสามารถทำกำไร
การริเริ่มข้างต้นบ่งบอกถึงอนาคตที่เป็นไปได้ แม้จะคงมีอันตรายรอคอยอยู่ แต่อาจเปี่ยมด้วยความงดงาม มีคำสอนของพุทธมหายานว่า จิตเดิมแท้ของเราคือความดีพื้นฐาน การดำรงอยู่ของมนุษย์แม้จะเปราะบาง แต่คำตอบของการสร้างอนาคตที่หยุ่นตัว (resilient) อาจไม่อยู่ที่การมีเทคโนโลยีที่ดี หรือมีความรู้ที่มากที่สุด แต่อยู่ที่ความสามารถที่เรามีตั้งแต่เกิด ในการปลุกความดีงามพื้นฐานที่เรามีอยู่แล้วให้ตื่นขึ้น และต้องถนอมการมองโลกในแง่บวกและแง่ดีของเราไว้ ไม่ว่าจะเผชิญกับอุปสรรคใด ๆ บนเส้นทางอันตรายของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

ยุคใหม่จะมีปัญญาประดิษฐ์ที่มีสมรรถภาพมหาศาลเป็นตัวแสดงสำคัญ ปัญญาประดิษฐ์อาจเขียนสุนทรพจน์ที่จับใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ดีกว่านักการเมืองคนใด ๆ อาจออกแบบการบริหารและการพัฒนาวิสาหกิจโดยเรียนรู้จากตัวอย่างรอบโลกและปรับให้เข้ากับบริบทเฉพาะได้ดีกว่าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใดจะทำได้ อาจสร้างงานศิลปะที่ให้ความสุนทรีได้ดีกว่าศิลปินทั่วไปเป็นไหน ๆ อีกทั้งเพิ่งมีข่าวว่าแพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สามารถทำกำไรจากการเล่นหุ้นอย่างมั่นคงได้ดีกว่าโบรเกอร์ทั้งหลายมากมายนัก ไม่ต้องพูดถึงงานที่เป็น “อัตโนมัติกรรม” ทั้งหลาย มอบหมายให้ปัญญาประดิษฐ์ไปทำเถิดเพราะทำได้ดีกว่าอยู่แล้ว โดยไม่มีการนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือนหรือสวัสดิการ ฯลฯ แล้วพนักงานหลายคนจะตกงาน มนุษย์จะค่อย ๆ กลายเป็นส่วนเกินแล้วละหรือ

มีบางอย่างที่ปัญญาประดิษฐ์เลียนแบบจากมนุษย์ ฟังว่าการเรียนรู้แนวลึก (deep learning) ของคอมพิวเตอร์เลียนแบบโครงสร้างของเครือข่ายนิวรอนของสมอง อย่างไรก็ดี เราก็เลียนแบบเช่นนั้นได้ มนุษย์เรามีเครือข่ายสังคม (social network) และใช้เครือข่ายนี้ในการสื่อสารมากขึ้นทุกที เราคงต้องเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายขณะที่พยายามลดอันตรายของมัน เช่น ลดข่าวปลอม ข่าวลวง ข่าวปลุกกระแสนิยม ปลุกความเกลียดชัง ปลุกความรุนแรง เราต้องไม่ให้เครือข่ายสังคมมากระทบหรือกลบความดีงามพื้นฐานของเราผู้เป็นมนุษย์ธรรมดา

ผมอยากเสนอชื่ออีกชื่อหนึ่งให้แก่ยุคหลังสมัยใหม่ นั่นคือยุคแห่งเครือข่าย โดยหวังให้เป็นเครือข่ายของมนุษย์ มากกว่าเครือข่ายของปัญญาประดิษฐ์ เป็นเครือข่ายที่โอบรับปรีชาญาณแห่งความกรุณาที่ตื่นขึ้นมาเพื่อรับมือกับเหตุมุ่งหมาย (cause) ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

โคทม อารียา