คืนหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในกรุงโซล
ภาพยนตร์และวรรณคดีเกาหลีเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพกฎอัยการศึก ให้ข้อคิดและเตือนสติให้หลีกเลี่ยงและคัดค้านการประกาศกฎอัยการศึก ละม้ายกับเสื้อเกราะกันกระสุน อันเป็นประจักษ์ในการสามารถป้องกันเหตุการณ์นองเลือดจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกของยุน ซอกยอล ประธานาธิบดี เป็นเวลายาวนานที่สุดคืนหนึ่งของคนเกาหลีใต้ที่รอคอยแสงรำไรจนฟ้าใกล้จะสาง เพื่อต้อนรับอำนาจแห่งความชอบธรรมตอนรุ่งอรุณ
ยุน ซอกยอลได้ประกาศกฎอัยการศึกวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 22.27 น. แต่ไม่ถึง 6 ชั่วโมงก็ประกาศยกเลิก เป็นเหตุให้สถานการณ์การเมืองทั่วโลกเกิดความสับสน หากย้อนมองประวัติศาสตร์ กฎอัยการศึกเมื่อ 45 ปีก่อน ยังดำรงอยู่เหมือนเดิม ความปั่นป่วนทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่ในรูปแบบเดิมไม่แปรเปลี่ยน
ความไม่แน่นอนทางการเมืองของเกาหลีใต้ บ่งบอกว่าตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง แทบจะไม่มีผู้ใดมีจุดจบที่ดี เพราะเบื้องหลังคือราคี ประธานาธิบดีกับธุรกิจไม่แยกออกจากกัน อีกประการหนึ่ง การอันเกี่ยวกับอำนาจสหรัฐคือโกรธ เกลียด เคียดแค้นนั้น เบื้องหลังล้วนแปดเปื้อนด้วยกำหนัด และมลทิน จึงกลายเป็นเป้าหมายการ
เช็กบิลของประธานาธิบดีคนถัดไป ที่สำคัญที่สุดคือ คนเกาหลีมีอุปนิสัยแข็งกร้าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องไปให้ถึงที่สุด ไม่สุดไม่ยอม และในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งรุนแรง
แต่หลายปีที่ผันผ่าน เกาหลีได้มีการเคลื่อนไหวในระบอบประชาธิปไตย เพื่อรังสรรค์ให้เกิดสังคมที่เข้มแข็ง มีความแข็งแรงทางด้านการเมือง และมีความกล้าพอที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับอารยประเทศ
เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่ภาพยนตร์เกาหลีเปิดเผยความจริง ไม่เก็บเงียบหรือปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติหรือกฎอัยการศึก ล้วนได้ปรากฏบนจอภาพยนตร์ เพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ อีกทั้งให้ความรู้และเตือนสติเกี่ยวกับเหตุการณ์ความทุกข์ในอดีต โดยให้อ่านจากบทประพันธ์คลาสสิก และชมภาพยนตร์ เช่นเรื่อง “12.12: ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงโซล” “1987: วันที่รุ่งอรุณมาถึง” เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ชมน้ำตารวยริน
เบื้องหลังของน้ำตาก็คือความตึงเครียดภายใน เป็นเวลานานมาแล้วที่ต้องตกอยู่ระหว่างลัทธิประเทศกับลัทธิประชาธิปไตย ทั้งนี้ เนื่องจากเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการคุกคามทางด้านกำลังพลของเกาหลีเหนือ กรุงโซลห่างจากเส้นแบ่งแนวหน้า 38 ของเกาหลีเหนือเพียง 50 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งอยู่ในรัศมีการยิงปืนใหญ่ของเกาหลีเหนือ ฉะนั้นชนชั้นเกาหลีใต้ตั้งแต่บนลงล่าง จึงมีแต่ความตระหนักและจิตสำนึกเป็นอย่างสูง
ตัดกลับไปเมื่อทศวรรษ 50 ความเจ็บปวดระทมทางการเมือง ถือเป็นประวัติศาสตร์ที่ทุกครัวเรือนมิอาจลืมได้ ครั้นเมื่อถึงทศวรรษที่ 80-90 เกาหลีใต้ทำการผลักดันให้เกิดความยุติธรรม เพื่อให้บรรลุประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงมีความระมัดระวังและป้องกันการเมืองระบอบเผด็จการ
การประกาศกฎอัยการศึกของยุน ซอกยอลแบบสายฟ้าแลบ มิได้เงียบหายไปแบบสายฟ้าแลบ หากยังเหลือไว้ซึ่งรูปแบบการเมืองที่ยากแก่การแก้ไข ประเด็นจึงมีอยู่ว่า เหตุใดประชาธิปไตยของเกาหลีใต้จึงอ่อนแอ เหตุใดกฎอัยการศึกจึงยังอยู่ในหัวใจของนักการเมือง กลายเป็นของเล่นของประธานาธิบดีไปแล้วหรือ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าภาพยนตร์และวรรณคดีเกาหลีใต้เป็นการสะท้อนเหตุการณ์กฎอัยการศึก อุปมาคือเสื้อเกราะกันกระสุน ป้องกันการนองเลือดเมื่อคืนวันที่ 3 ธันวาคม
ทหารเกาหลีใต้มีจิตสำนึกที่น่าสรรเสริญ คือเฮลิคอปเตอร์ 12 ลำและหน่วยรบพิเศษได้ถอยไปก่อนที่รัฐสภาจะมีการลงมติให้ยกเลิกกฎอัยการศึก พิธีกรโทรทัศน์ก็มีส่วนช่วยให้เหตุการณ์สงบโดยประกาศคัดค้านพฤติการณ์ของยุน ซอกยอล จึงปลอดจากโศกนาฏกรรม
ปฏิเสธมิได้ว่า วรรณคดีต่อต้านกฎอัยการศึกและภาพยนตร์ที่สะท้อนเรื่องราวของเกาหลีมีประโยชน์ต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นการก่อให้เกิดจิตสำนึกคนเกาหลีมีความเห็นเหมือนกันว่าทหารไม่ควรเข้ายุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่ควรเอากระบอกปืนเล็งมาที่ประชาชน คืนหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในกรุงโซลต่างต้องการเห็นแสงสว่างในวันใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อต้อนรับลัทธิประเทศและลัทธิประชาธิปไตยคือความหวังของประชาชนเกาหลีใต้

