คู่ศึก พินาศ ‘พิฆาต’ ผู้‘วางแผน’ จุด ยอกย้อน
ชะตากรรมของหานซิ่นได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงไม่เพียงแต่ในกลุ่มที่เรียกว่า “บรรดาขุนนาง” หากแม้กระทั่งในเหล่า “อาณาประชาราษฎร์”
โดยเฉพาะหลังมีพระบัญชาให้นำตัวไปขังไว้ ณ ตำแหน่ง “นักโทษ”
อยู่เวลาหนึ่งพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเฝ้าพร้อมกัน ไต้หูเตียนจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้
“ซึ่งไต้อ๋องได้แผ่นดินนี้เพราะไต้อ๋องได้หานซิ่นมาเป็นกำลังราชการ
อันความชอบหานซิ่นมีอยู่เป็นอันมาก ครั้งนี้หานซิ่นกระทำความผิดละเมิดรับสั่งครั้งเดียวซึ่งจะเอาตัวมาตรากตรำได้ฉะนี้เห็นไม่สมควร ถ้าสืบไปภายหน้าผู้ซึ่งจะคิดกระทำความชอบก็เห็นจะรั้งรอเสีย
ซึ่งข้าพเจ้ากราบทูลทั้งนี้ขอให้ทรงดำริดูก่อน”
นี่ย่อมเป็นผลสะเทือนจากคำพูดของหานซิ่นที่ว่า “พรานนกนั้นจะรักใคร่ธนูก็ต่อเมื่อตัวจะต้องการยิงนกเท่านั้น ครั้นสิ้นนกแล้วก็ทิ้งธนูเสีย”
เป็นไปตามบทสรุป “นกสิ้น เกาทัณฑ์ซ่อน” หรือไม่
พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงว่า “เราดูน้ำใจหานซิ่นเห็นไม่ตรงต่อเราแล้ว อันจะปล่อยให้เป็นเจ้าเมืองอีก ไม่ได้”
ไต้หูเตียนจีจึงว่า
“ถ้าไต้อ๋องยังแคลงหานซิ่นอยู่ก็โปรดให้แต่เพียงพ้นโทษ เอาตัวไว้ใช้สอยอยู่เมืองหลวง อย่าให้กลับไปเมืองฌ้อดังเก่า”
พระเจ้าฮั่นเต้ก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ถอดหานซิ่นออกจากโทษหาตัวเข้าไปเฝ้า
พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าแก่หานซิ่น “แต่ท่านมาอยู่กับเราเราก็รักใคร่ท่านตั้งให้เป็นง่วนโซ่ย ต้องกระทำพิธีปลูกตั๋วสูงเก้าวา หวังจะให้กิตติศัพท์คนทั้งปวงยำเกรงนับถือท่าน ครั้นสำเร็จราชการแล้วเราตั้งให้เป็นเจ้าเมืองฌ้อชุบเลี้ยงให้มียศศักดิ์เป็นอันมาก
ควรหรือท่านยังหาคิดถึงคุณเราไม่ ขืนคบจงลิมวยคนขบถไว้
ครั้งนี้ครั้นเราจะทำโทษท่านถึงสิ้นชีวิตก็คิดถึงความชอบของท่านซึ่งมีไว้แก่เรา เราจึงยกโทษเสียจะตั้งท่านเป็นซุยอิ๋มเฮาที่ขุนนางอยู่ในเมืองหลวงนี้ก่อน ถ้านานไปท่านกระทำราชการมีความชอบขึ้นใหม่เราก็จะให้ท่านเป็นเจ้าเมืองนั้นดังเก่า”
นี่ย่อมเป็นทางออกเป็นทางเลือกหนึ่ง
อย่าคิดว่า “กลยุทธ์” อันหานซิ่นปล่อยออกมาในห้วงที่อยู่เบื้องหน้าพระเจ้าฮั่นเต้ไม่มีผลสะเทือนอย่างสิ้นเชิง
ไม่ว่าต่อ “พระเจ้าฮั่นเต้” ไม่ว่าต่อ “ขุนนาง”
ความจริง เหตุผลของจงลิมวยที่เสนอต่อหานซิ่นในห้วงแห่งการต่อรองก็ดำรงอยู่บนพื้นฐาน 2 พื้นฐาน
1 ความขัดแย้ง 1 มวลชน
ต้องยอมรับว่าการทอดตนรับใช้พระเจ้าฮั่นเต้ตั้งแต่ยุคเป็นฮั่นอ๋องเพื่อร่วมในการโค่นเซี่ยงอวี้หรือฌ้อปาอ๋องนั้นดำรงอยู่ในสถานะอันเป็น “คุณูปการ”
ตีคู่มากับเซียวเหอ ตีคู่มากับจางเหลียง
ขณะเดียวกัน การยกเอาอุทาหรณ์พรานเนื้อ พรานนกมากล่าว ณ เบื้องหน้า “บรรดาขุนนางทั้งปวง” ตอกย้ำความเข้าใจในลักษณะ “มวลชน”
หากอ่าน “ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร” ของ วินัย สุกใส ก็จะเข้าใจ
หลังจากที่แค้นหวู่พินาศย่อยยับแล้วเรื่องราวของไซซีก็มีการเล่ากันหลายกระแส แต่ที่เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นไปได้ก็คือ
ฟ่านหลีได้นำนางหนีไปครองรักกันอย่างมีความสุขในชนบท
ทั้งนี้ เพราะนางและฟ่านหลีมีความรักต่อกันมาก่อนจะตัดสินใจเสียสละตนเองในครั้งนี้ ส่วนฟ่านหลีเองนั้นรู้ดีว่าหากนำนางกลับแคว้นเยว่ก็ยากยิ่งที่จะได้ครอบครองนาง
และไม่แน่ใจในสถานะของตนว่านับแต่นี้ไปจะมีความมั่นคงสักแค่ไหน
หลังจากที่ข่าวคราวของฟ่านหลีและไซซีเงียบหายไปนานก็ได้มีจดหมายของฟ่านหลีถึงเหวินจ้ง
ความตอนหนึ่งว่า
“ล่ากระต่ายได้แล้ว เขามักจะฆ่าหมาไล่เนื้อ ประเทศคู่ศึกพินาศมักพิฆาตผู้วางแผน ท่านจงรีบไปจากแคว้นเยว่เถิด”
แต่เหวินจ้งไม่เชื่อ
ที่เหวินจ้งไม่เชื่อด้วยคิดว่าตนเองนั้นเป็นบุคคลที่โกวเจี้ยนให้ความไว้วางใจ และประกอบความดีความชอบไว้มาก
นับเป็นความผิดของเหวินจ้งที่คิดเช่นนั้น
ทั้งนี้ เพราะหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก โกวเจี้ยนก็ได้ประทานกระบี่ให้เหวินจ้งฆ่าตัวตาย อันเป็นการตายที่เป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่หวู่จื่อซีต้องตายเพราะแผนการของเหวินจ้งในครั้งกระโน้น
หากจะกล่าวว่านี้คือ “ดาบนั้นคืนสนอง” ก็คงไม่ผิดพลาดมากนัก
ก่อนตาย เหวินจ้งเสียใจอย่างยิ่งที่มิเชื่อถือในคำกล่าวของฟ่านหลีแต่เขาจะกระทำการอย่างไรได้แล้วในขณะนั้น
นับว่าคำกล่าวของฟ่านหลีเป็นจริงอย่างยิ่ง
และนับว่าเป็นสัจธรรมแห่งวงการเมืองก็ว่าได้เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ได้เกิดขึ้นอีกมิได้ขาดหายไปจากประวัติศาสตร์จีน
จนกระทั่งปัจจุบัน
กล่าวสำหรับหานซิ่นสถานการณ์ ณ เบื้องหน้าก็คือ หานซิ่นคุกเข่ากระทำคำนับพระเจ้าฮั่นเต้ลาออกไปอยู่ตึก เสียใจว่าเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย
แกล้งบอกป่วยเสีย หาเข้ามาเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ไม่
ตั้งแต่นั้นพระเจ้าฮั่นเต้ก็เสวยราชสมบัติเป็นปกติ จึงตั้งซกซุนถองเป็นนายใหญ่สำหรับจัดแจงคนเข้าใช้สอยใกล้พระองค์
เซียวเหอนั้นให้รักษากฎหมายสำหรับแผ่นดิน
แลพระเจ้าฮั่นเต้นั้น 5 วันจัดแจงดอกไม้ธูปเทียนไปคำนับไทก๋งครั้งหนึ่ง
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ในบรรดา 3 คนอันถือว่ามีคุณูปการในการแย่งชิงแผ่นดินร่วมกับเล่าปัง เพ่ยกง ฮั่นอ๋อง มีเพียงแต่เซียวเหอเท่านั้นที่อยู่ในวงจร
หานซิ่นหายไป จางเหลียงก็หายไป
คำถามนี้มิได้มาจากตัวหานซิ่นเองเท่านั้น ตรงกันข้าม ยังเห็นได้จากการเคลื่อนไหวของอักเซียวเลียน ยังเห็นได้จากบทบาทของไตหูเทียนจี
นี่ย่อมต้องพิสูจน์ผ่านบทสรุป “นกสิ้น เกาทัณฑ์ซ่อน”
ถามว่าเหตุใดพระเจ้าฮั่นเต้จึงมิได้จัดการต่อหานซิ่นอย่างชนิดรวบรัดสะบัดพลทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะสร้างความชอบธรรมตามลำดับ
ไม่ว่าการเปิดโอกาสให้หานซิ่น ไม่ว่าการดำเนินกลยุทธ์เลียบเมือง
เป้าหมายมิได้อยู่ที่จงลิมวยเท่านั้น หากที่สำคัญยังวางเป้าหมายอยู่ที่หานซิ่นอีกด้วยว่าจะเลือกหนทางสายใด
จะเลือก “จงลิมวย” หรือเลือก “ราชวงศ์ฮั่น”
มาถึงขั้นนี้แทบไม่มีใครนึกถึงคุณงามความดีของหานซิ่นในฐานะที่นำทัพจากโปเชนตงมาขยายอิทธิพลอย่างใหญ่กว้างจนยึดเสียนหยางได้ในที่สุด
คำยกย่องในบรรยากาศแห่ง “ปราบดาภิเษก” ก็ถูกลืมเลือน
ยิ่งหานซิ่นหมกมุ่นอยู่กับผลงานแต่อดีตและยึดมั่นถือมั่นว่าดำรงอยู่เหมือนเป็นคุณูปการมากเท่าใด ยิ่งเป็นการบั่นรอน
สถานการณ์เช่นนี้จะ “ศึกษา” แบบใด
ไม่จำเป็นต้องศึกษากระบวนท่าของเซียวเหอเนื่องจากเซียวเหอกับเล่าปังนั้นมีสายสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน
เซียวเหอยอมรับการนำของเล่าปังอย่างสิ้นเชิง
เซียวเหออาศัยสายสัมพันธ์แต่กาลอดีตดำรงอยู่ในสถานะอันเป็น “สะพานเชื่อม” ร้อยให้หานซิ่นดำรงอยู่กับก๊กฮั่นอย่างแนบแน่น
เป้าหมายก็เพื่อเป็น “กระดานหก” ให้กับ “ฮั่นอ๋อง”
การได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลอย่างเหมาะสมจึงสอดรับกับความปรารถนาโดยพื้นฐานของเซียวเหอ
คำถามอยู่ที่ “หนทาง” ในแบบของ “จางเหลียง” มากกว่า

