หน้าแรก บทความ ประชุมนอกรอบ ...

ประชุมนอกรอบ ‘สี จิ้นผิง-โจ ไบเดน’ ณ APEC เปรู ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ขึ้นภาษีศุลกากร ‘Hot Potato’ ของ APEC

27.12.24 | 12:41 น.

ประชุมนอกรอบ ‘สี จิ้นผิง’-‘โจ ไบเดน’ ณ APEC เปรู
‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ขึ้นภาษีศุลกากร ‘Hot Potato’ ของ APEC

การประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ณ เมืองลิมา สาธารณรัฐเปรูมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ 2 เรื่องคือ 1 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน เปิดการประชุมทวิภาคีนอกรอบก่อนไบเดนอำลาทำเนียบขาวในวันที่ 20 มกราคม 2025

อีก 1 โดนัลด์ ทรัมป์กลับทำเนียบขาวรอบสอง จะใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเหมือนสมัยแรก เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย Make America Great Again กลายเป็นไฮไลต์ของ APEC ครั้งนี้

นักวิเคราะห์มองว่า “ทรัมป์ 2.0” ลัทธิปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าคงต้องรุนแรงเข้มข้นกว่าเดิม อันเป็นการสร้างความไม่มั่นคงและไร้เสถียรภาพที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้น

ประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ลัทธิปกป้องการค้า เป็นการทำลายผู้อื่น ไม่เกิดประโยชน์แก่ตน และไม่มีผู้ชนะ ประเด็นจึงมีอยู่ว่า จะต้องรับมือกับมาตรการของทรัมป์อย่างไร เพื่อธำรงรักษาผลประโยชน์ของประเทศและผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจโลกให้เกิดดุลยภาพ

Advertisement

ย้อนอดีตเดือนพฤศจิกายน 2016 การประชุมเอเปคจัดขึ้นครั้งแรกที่ลิมา เปรู ในขณะที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ที่ประชุมได้ประกาศว่า คัดค้านรูปแบบใดๆ อันเกี่ยวกับลัทธิคุ้มครองการค้า เพราะเหตุที่ประชุมได้รับทราบมาตรการจากสื่อออนไลน์ของทรัมป์คือ America First

การประชุมเอเปคที่เปรูครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 เปรูเป็นสถานที่แจ้งเตือนแห่งแรกที่มีนัยคล้ายกับครั้งแรกอันเกี่ยวกับมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศไว้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง

ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ว่า การค้า สิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ เป็นต้น กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน การร่วมมือกันแบบพหุภาคีเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

ทรัมป์ประกาศครั้นเมื่อเข้ารับตำแหน่งจะพยายามลดขั้นตอนเกี่ยวกับข้อบังคับสิ่งแวดล้อม สังคมจึงมีความกังวลว่าทรัมป์อาจจะถอนตัวออกจาก “สนธิสัญญาปารีส” เหมือนสมัยแรก

ส่วนการประชุมทวิภาคีครั้งสุดท้ายสี จิ้นผิง-โจ ไบเดนนั้น ก็ไม่ตกประเด็น “ทรัมป์ 2.0” สี จิ้นผิงได้

เน้นย้ำให้สองประเทศต้องพัฒนาร่วมกันและควบคุมความขัดแย้งมิให้เกิดขึ้น ในขณะที่ไบเดนกล่าวว่า สองประเทศควรมีการสนทนาอย่างสุจริตใจ ถ้อยคำของไบเดน ไม่ต่างไปจากเมื่อคราวประชุมเอเปค 2016 ในขณะที่ประธานาธิบดีโอบามากำลังจะพ้นวาระ ก็ได้แสดงวิสัยทัศน์ในทำนองเดียวกัน คือ ต้องบรรลุความสัมพันธ์แห่งทวิภาคีให้ดำรงอย่างมีเสถียรภาพในระยะเปลี่ยนผ่าน พรรคเดียวกัน สคริปต์เดียวกัน

ทว่า เมื่อทรัมป์เข้ารับตำแหน่งก็เปิดสงครามการค้าและเทคโนโลยี ต่อมา สมัยไบเดนก็ใช้นโยบายเช่นเดียวกับทรัมป์ไม่แปรเปลี่ยน อีกทั้งทำการผลักดันการเมืองภูมิรัฐศาสตร์ปิดล้อม ประเทศจีน เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐตกต่ำสุดขีดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปี

การประชุมสุดยอดของสองผู้นำ สี จิ้นผิงได้พรรณนาถึงหลักการขั้นพื้นฐานแห่งความสัมพันธ์ของสองประเทศ อีกทั้งเปิดเผยถึงความสัมพันธ์ของสองประเทศที่ถูกทำลาย สาเหตุที่แท้จริงมาจากสหรัฐ หากกล่าวกับความสัมพันธ์ทางการค้า เวลาผันผ่านไป 8 ปี การประชุมทั้งสองครั้งที่ลิมา เปรู ก็ยังคงเห็นสหรัฐนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในทางลบ ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทรัมป์ขู่ว่า จะขึ้นภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าจากต่างประเทศร้อยละ 20 แต่สำหรับสินค้าจากจีนวางแผนจะปรับขึ้นเป็นร้อยละ 60

ย้อนมองอดีตเมื่อ 2018  ทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีน ส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดจีนได้ลดลงตามลำดับ แต่จากการสำรวจขององค์การการค้าโลก ตั้งแต่ 2017-2023 สินค้าจีนครองตลาดโลก เป็นอันดับ 1 อย่างต่อเนื่องตลอด 7 ปี เพิ่มความสัมพันธ์กับคู่ค้า ลดการพึ่งพาสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สี จิ้นผิงได้แจ้งไบเดนว่า การตัดขาดห่วงโซ่ มิใช่วิธีแก้ปัญหา การปิดกั้นสกัด มิใช่พฤติการณ์ของประเทศใหญ่ ระบบเสรีจึงจะสามารถสร้างความสุขแก่มนุษยชาติ แม้ทรัมป์กล่าวว่า การขึ้นภาษีศุลกากรมิใช่เป็นการเพิ่มภาระแก่อเมริกันชน แต่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เป็นถ้อยคำทางเทคนิค แต่ขัดกับหลักของตรรกะ เหตุผลคือ เมื่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า ราคาสินค้าก็ต้องเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้ค่าครองชีพสูงขึ้น

ปฏิเสธมิได้ว่า สหรัฐเดินทางผิดมาตลอด ทางผิดนั้นคือ “ลัทธิฝ่ายเดียว” สังคมควรต้องแสวงหาวิธีและระบบที่หลากหลาย เพื่อสร้างพลังที่มีความเสถียรท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ทั้งนี้ เพื่อ “หันหลัง” ให้แก่ผู้นำประเทศใหญ่ที่ขาดความรับผิดชอบ