หน้าแรก บทความ จิตเวชในสังคม...

จิตเวชในสังคมไทย…

27.12.24 | 12:48 น.

จิตเวชในสังคมไทย…

การเจ็บป่วยไข้ไม่สบายของชีวิตคนหรือมนุษย์เราในโลกนี้เป็นปกติสามัญของการมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ความป่วยไข้ในชีวิตคนมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลากหลายด้าน ทั้งกรรมพันธุ์ การใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน อุบัติเหตุในชีวิต หรือสิ่งเสพที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะเวลาที่ยาวนาน และเหตุปัจจัยอื่นๆ การเจ็บป่วยนอกจากป่วยของร่างกายแล้ว ยังมีการป่วยทางด้านจิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ สังคม อุดมการณ์

องค์การอนามัยโลก (WHO) มีข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช โดยพบ 1 ใน 8 ของคนทั่วโลกมีปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือมีผู้ป่วยจิตเวชมากกว่า 970 ล้านคนทั่วโลก ในสถานการณ์ดังกล่าวมีการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยจิตเวชหลังจากสังคมโลกต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยด้วยวิกฤตโควิดระบาด (COVID-19) ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลของประชากรทั่วโลก ทำให้วันทำงานหายไป 12 พันล้านวัน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคนสหรัฐอเมริกามีสุขภาพจิตไม่ดีเพิ่มขึ้น 1 วันส่งผลให้รายได้ลดลงร้อยละ 1.84 ต่อปี ขณะเดียวกันในเมืองไทยเรามีผู้ป่วยจิตเวชเข้ารับบริการในโรงพยาบาลในปี พ.ศ.2558 จำนวน 1.3 ล้านคน ปี พ.ศ.2562 มีจำนวน 2.8 ล้านคน และปี พ.ศ.2566 หรือปีที่แล้วมามีในจำนวน 2.9 ล้านคนทั่วประเทศ จะเห็นได้ว่าสถานการณ์สุขภาพจิตต่อประชากรไทยคือ 1 ต่อ 24 ซึ่งมีความแตกต่างจากสัดส่วนในระดับโลกในระดับสูง…(www.nesdc.go.th)

ข้อมูลหนึ่งจากการสำรวจระบาดวิทยาของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ.2566 พบว่ามีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนกว่า 7 ล้านคน หรือคาดประมาณมีผู้ป่วยที่ยังไม่เข้าถึงระบบการดูแลรักษาถึง 10 ล้านคน และจากการประเมินสุขภาพจิตตนเอง (Mental Health Check In) ของกรมสุขภาพจิตปีที่แล้ว มีผู้เข้าประเมินกว่า 8.5 แสนคน พบว่ามีผู้ที่มีความเครียดสูงร้อยละ 4.5 เสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 5.8 เสี่ยงในการฆ่าตัวตาย ร้อยละ 3.2 และในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีผู้รับการประเมิน 7.5 แสนคน พบว่ามีผู้ที่มีความเครียดสูงร้อยละ 15.5 เสี่ยงซึมเศร้าร้อยละ 17.2 และเสี่ยงฆ่าตัวตายร้อยละ 10.6

โรงพยาบาลโรคจิตหรือโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกของเมืองไทยเรา หรือที่เรียกว่า “หลังคาแดง” ปัจจุบันมีชื่อเรียกสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 มีชื่อเริ่มแรกว่า “โรงพยาบาลคนเสียจริต” นายแพทย์ไฮเอ็ดเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรก ซึ่งเป็นเจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล กระทรวงนครบาล ต่อมามี ศ.นพ.ฝน แสงสิงแก้ว เป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ พ.ศ.2485-2502 และได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งจิตเวชศาสตร์ไทย  โดยใช้หลักการแห่งความรัก ความเอาใจใส่เสมือนพ่อแม่ดูแลลูก ปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาให้การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวช ประสาทวิทยา ประสาทศัลยศาสตร์ ประสาทจิตเวชศาสตร์ บริการด้านสุขภาพจิต และได้เปลี่ยนชื่อเป็น  สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา…

Advertisement

ผู้เขียนอาจจักรวมถึงท่านผู้อ่านหลายท่านคุ้นเคย พบเห็นกับผู้ป่วยโรคดังกล่าวมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ ที่ถูกผู้ปกครองหรือพ่อแม่ใช้เป็นกุศโลบายให้เกิดความเกรงกลัวที่ว่า “ต้องทำตัวให้เป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน หากทำตัวดังกล่าวอาจจะโดนคนบ้าจับไป…” หลังจากนั้นเป็นต้นมาเราท่านก็ได้พบเป็นผู้ป่วยจิตเวชทั้งเป็นญาติพี่น้อง  ผู้คนในหมู่บ้านชุมชน เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ตามถนนหนทาง หน้าร้านค้า ในพื้นที่สาธารณะทั่วๆ ไป หลายคนก็รู้สึกสงสารให้อาหาร เงิน เพื่อให้เขาสามารถยังชีพได้ แต่ถึงอย่างไรชีวิตของเขาดังกล่าว ผู้คนทั่วไปก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ส่วนหนึ่งก็ต้องเป็นคนไร้บ้าน ขาดยา ขาดการเอาใจใส่จากบ้าน ครอบครัว สิ่งสำคัญก็คือการขาดการติดต่อการรักษาจากโรงพยาบาล ใคร องค์กรใด ที่รับผิดชอบชีวิตเขาด้วยความจริงจังได้หรือไม่…

เมื่อเร็ววันมานี้มีข่าวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยจิตเวชที่นำเสนอในสื่อทีวีของบางช่องที่ว่า ญาติผู้หญิงคนหนึ่งครอบครัวไม่สามารถดูแลระบบการกินยาอย่างต่อเนื่องได้ อาการของเขาก็เป็นไปดั่งที่แพทย์พยาบาลที่ได้ให้คำแนะนำญาติที่อาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกันของการกินยาสม่ำเสมอและพฤติกรรมแสดงออก ที่เขาออกเดินทางไปตามถนนหนทางและมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของสังคม กรณีดังกล่าวมิใช่กรณีแรกของผู้ป่วยจิตเวช แต่เราท่านได้รับรู้รับทราบกันมาอย่างต่อเนื่อง ระบบการบริหารจัดการโดยตรงก็คือรัฐบาล เจ้ากระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง งบประมาณ การบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เหตุใดสังคมไทยเราจึงมีคุณภาพชีวิตเขาเหล่านั้นได้พบเห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง…

พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์ ผอ.กองบริหารระบบบริการสุขภาพจิตและโฆษกกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เสนอแนะถึงหลักการวิธีการที่จะช่วยชีวิตเขาเหล่านั้นคือ การสังเกตอาการ การพูดคุยเจรจาลดความรุนแรง แสดงอารมณ์ที่เหมาะสม มีความสงบนิ่งไม่หันหลังให้ผู้ป่วย ไม่เข้าไปจัดการกับผู้ป่วยเพียงลำพัง ไม่แสดงอาการท้าทายในสิ่งที่ผู้ป่วยหลงผิด ไม่โต้ตอบด้วยการด่าทอและอย่าโกหก ข้อเท็จจริงหนึ่งก็คือ เจ้าหน้าที่ที่ไปปฏิบัติงานกับเขาเหล่านั้นย้อนไปห้าปีที่แล้ว มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บประมาณเจ็ดพันคน ดังนั้น การดูแลชีวิตเขาเหล่านั้นต้องการวิชาชีพที่แท้จริง สิ่งสำคัญที่สุดก็คือศาสตร์สาขาที่ต้องเกี่ยวข้องกับเขาเป็นการเฉพาะ…(มติชนรายวัน 16 ธันวาคม 2567 หน้า 11)

อีกข้อมูลหนึ่งจาก นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต (สธ.) การซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตกับบริษัทเอกชน เพื่อการดูแลรักษาจิตเวช หนึ่งในเงื่อนไขก็คือกรมธรรม์ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของ สธ. โดยเห็นว่าโรคดังกล่าวเสมือนโรคเรื้อรังทางกาย หากได้รับการดูแลรักษาที่ดีคุณภาพก็จักดีไปด้วย ผู้ป่วยในตัวเลขสิบล้านคน ปี พ.ศ.2566 ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงระบบบริหารสุขภาพได้เพียงปีละ 2.9  ล้านคน โดยมีปัญหาสุขภาพจิตสามลำดับแรกคือ ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลหรือแพนิกและกลุ่มจิตเวช ทั้งโรคจิตเภท…

ครั้งสมัยพุทธกาลมีผู้หญิงคนหนึ่ง มีความเศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียมรดกทรัพย์สิน พ่อแม่ สามีและลูก จนกระทั่งสภาวะจิตใจป่วยเป็นจิตเวช ในที่สุดเขาได้รับธรรมโอสถจากพระพุทธองค์ ความเจ็บป่วยไข้ก็หายไปและบวชเป็นภิกษุณีจนกระทั่งบรรลุพระอรหันต์ในที่สุด มาถึงยุคสมัยนี้คนไทยเรามีผู้ป่วยดังกล่าวจำนวนสิบล้านคนเศษ จะมีใครสักคนไหมที่ได้รับดูแลรักษากาย ใจ จิตวิญญาณ ให้เขาเป็นปกติสุขในสังคมไทยเรา…