นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องมีสิทธิมนุษยชนเป็นฐาน
กรอบคิดเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ดังที่ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เวลาออกนโยบายหรือโครงสร้างกลไกต่างๆ มันไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของสิทธิมนุษยชน และนี่คือปฐมบทสำคัญที่ทำให้นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐในเวลานี้กำลังไปผิดทาง
ภาครัฐและเอกชนพยายามตอบคําถามเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหลายเรื่อง เช่น ปริมาณคาร์บอนจะลดยังไง จะจัดการถ่ายโอนกับมันยังไง จะค้าขายคาร์บอนอย่างไร จะสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจอย่างไรในภาวะที่นโยบายและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ การเมืองเริ่มถูกกำกับด้วยแนวนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่รัฐลืมถามไปคือ แล้วรากฐานของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคืออะไร
คำตอบคือ หลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights) และสิทธิของธรรมชาติ (Natural Rights) ในสถานการณ์ที่การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศกระทบกับความเดือดร้อนของประชาชน เราเป็นประเทศที่เดือดร้อนอันดับ 9 รายงานของ German Watch บอกว่ามีผลกระทบหลายอย่าง ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นในเชิงภูมิศาสตร์ แต่อีกส่วนสำคัญที่ไม่ค่อยได้พูดถึง แต่รายงานก็มีการอ้างถึงก็คือ ความพร้อมในการรับมือของประเทศไทยค่อนข้างอ่อนแอ ถ้ากล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คนไทยก็ถูกกระทบเรื่องสิทธิมนุษยชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้กระทบแค่ตัวภูมิอากาศ ยังมีรากฐานปัญหาจากโครงการการพัฒนามากมาย ดังที่ทราบอยู่แล้วว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงที่สุดขณะนี้คือภาคพลังงาน 70% พลังงานนี้โยงไปถึงฟอสซิล ปิโตรเคมี และอื่นๆ ตอนนี้กล่าวได้เลยว่าปัญหาการปนเปื้อนมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาลอยู่ในโครงข่ายของปิโตรเคมีจำนวนมากเช่นกัน
กล่าวได้ไหมว่าโครงการต่างๆ ที่กระทบต่อระบบนิเวศ ทำลายทรัพยากรอีกด้านหนึ่ง อย่างเช่นการสูญเสียป่าไม้ที่ดิน คือระบบเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ อย่างรายงานของทางนักวิทยาศาสตร์ด้านนิเวศวิทยาบ่งบอกว่า ขณะนี้ศักยภาพของป่า ของทะเล ของดิน ของเกษตรในการซับคาร์บอน ต่ำลงมากจนแทบจะดูดไม่ได้แล้ว นี่คือความเสียหายที่กระทบไปต่อระบบนิเวศ หมายถึง ธรรมชาติก็กำลังถูกละเมิดสิทธิด้วย
แต่ทิศทางนโยบายของโลกและรัฐไทยกลับมองละเลยรากฐานปัญหาดังกล่าว นโยบายกระแสหลักขับเคลื่อนด้วยแนวคิดทุนนิยมสีเขียว เกิดเป็นข้อตกลงต่างๆ มากมาย ตั้งแต่พิธีสารเกียวโต (1997) ความตกลงปารีส (2015) แต่กรอบทุนนิยมสีเขียวไม่ได้ต่างไปจากทุนนิยมดั้งเดิมคือมุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่งคั่งของกลุ่มทุนอุตสาหกรรมด้วยการครอบครองทรัพยากรและผลักภาระผลกระทบสู่สังคมและธรรมชาติ ทุนนิยมสีเขียวที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีสีเขียว กลไกตลาดคาร์บอน การค้าเสรีที่มีมาตรการคาร์บอนต่ำยังคงทำลายทรัพยากร และละเมิดสิทธิชุมชนที่ต้องดำรงชีพในระบบนิเวศและฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน การส่งเสริมทุนนิยมสีเขียวด้วยเครื่องมือเทคโนโลยีและกลไกตลาด แต่ไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือการเปลี่ยนผ่านระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองที่ไม่ยั่งยืนและไม่เป็นธรรมไปสู่สังคมที่เกื้อกูลธรรมชาติและมีความเป็นธรรมทางสังคม จึงทำให้ทุนนิยมสีเขียวยังขยายความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม
รูปธรรมโครงการที่ปรากฏ เช่น เกิดโครงการเหมืองแร่มหาศาลที่กำลังจะผลิตแร่ลิเทียม กำลังมีเหมืองแร่ลิเทียมเกิดขึ้นที่พังงา แล้วจะมีแร่โปแตชที่อุดรธานี โคราชก็เป็นแหล่งสำคัญอันหนึ่ง รัฐและเอกชนมีโครงการปลูกป่าคาร์บอนเครดิตมากมายทั้งทางบกทั้งทางทะเล ผืนนาผืนไร่ที่เตรียมถูกตรึงด้วยระบบนาเปียกสลับแห้งบ้าง ระบบเกษตรแบบต่างๆ ที่จะต้องเข้าสู่การทำเกษตรพันธสัญญาภายใต้ข้อกำหนดว่าจะต้องตอบโจทย์คาร์บอนให้ได้ ทั้งหมดยังขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมคาร์บอน
แต่ถ้ารัฐและสังคมมองฐานคิดทางนโยบายด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิของธรรมชาติ ทั้งสิทธิในอัตลักษณ์ วิถี ความรู้ของชุมชนที่หลากหลาย ที่เข้าใจ เผชิญ ปรับตัว และมีแนวทางต่อภาวะโลกร้อนในหลากหลายบริบท จะทำให้เราขยายโลกทัศน์ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้มีแค่มิติคาร์บอนเพียงอย่างเดียว เราสามารถเข้าใจโลกร้อนผ่านมิติเชิงสังคม เชิงวัฒนธรรม เชิงแบบอื่น เชิงความเดือดร้อน เชิงเรื่องของการปรับตัวกับธรรมชาติในแบบต่างๆ ได้ หากแต่ในเวลานี้นโยบายรัฐและทุนยังอยู่บนกรอบทุนนิยมสีเขียวที่เอาวาทกรรมโลกร้อนมาส่งเสริมการเติบโตทางอุตสาหกรรม สิ่งที่เรามองข้ามคือ การผลิตซ้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำและปัญหาการทำลายทรัพยากรแบบเดิม และนี่คือ โจทย์ที่เป็นแกนกลางของการต่อสู้เรื่องความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ
ภาพนี้สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรมสภาพภูมิอากาศไว้หลายแง่มุม ถ้าดูจากฝั่งซ้ายจะเห็นพื้นที่ของคนยากจนที่ทรัพยากรของพวกเขาถูกสูบไปสู่ฝั่งขวาที่เป็นพื้นที่ของสังคมที่มีอำนาจนำทางเศรษฐกิจ สังคม แม้ในฝั่งคนจนฝั่งซ้ายจะมีแปลงผักที่ปลูก มีการผลิตอาหาร แต่ก็เพื่อป้อนให้กับฝั่งคนมั่งมี ทรัพยากรและโอกาสทางสังคมต่างๆ ทำให้สังคมฝั่งผู้มั่งมีสามารถมีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น มีระบบนิเวศ สุขภาพที่ดี มีชีวิตที่มีสุนทรียะ มีความมั่นคงอาหาร มีผักออร์แกนิคให้ปลูก มีระบบของการจัดการพลังงานที่ยั่งยืนเต็มไปหมด แต่ทั้งหมดนี้คือโลกที่เราดำรงอยู่ร่วมกัน และเป็นโลกที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความย้อนแย้งและแตกแยก เมื่อเราดูที่ปลายทาง จะพบปล่องควันอุตสาหกรรมจากพลังงานฟอสซิลไม่ได้หมดไป มันยังถูกปล่อย มันยังถูกเผาผลาญอย่างมหาศาล ผลกระทบก็กลับมาตกหนักที่คนจน ทำให้คนจนอยู่ฝั่งซ้ายเผชิญความเปราะบาง น้ำท่วมก็มา ภัยพิบัติ ความแห้งแล้ง ความอดอยากด้านอาหารต่างๆ และเมื่อเผชิญภาวะโลกรวน คนจนก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดเพราะสูญเสียสิทธิในการดำรงชีพและทรัพยากร
หากมองในมิติความเป็นธรรมระหว่างรุ่น สิทธิมนุษยชนของคนรุ่นใหม่ของคนจนฝั่งซ้ายจะเป็นอย่างไร พวกเขาจะมีสิทธิในชีวิตของคนรุ่นอนาคตได้อย่างไร
แม้ในเวลานี้ โลกจะมีกรอบข้อตกลงเพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น มีอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 1992 แต่เครื่องมือทางนโยบายเหล่านี้ดูจะไม่เกิดผลเท่าที่ควร ในปีที่กำเนิดอนุสัญญาฯ โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมประมาณ 22,000 ล้านตันคาร์บอนต่อปี แต่ในปีนี้โลกปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นเป็น 36,000 ล้านตันคาร์บอนต่อปี บ่งบอกว่าข้อตกลงต่างๆ ยังไม่มีผลของการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญคือความเปราะบางข้างซ้ายเกิดขึ้นมาก ขยายตัวอย่างรุนแรง
แล้วโลกแบบนี้จะหาทางออกร่วมกันได้อย่างไร นั่นจึงทำให้นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกต้องอยู่บนฐานสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม ยิ่งนานาชาติและรัฐไทยพยายามกำหนดนโยบายโดยไม่มีฐานคิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิของธรรมชาติมากเท่าใด เราจะเห็นความเดือดร้อน ความเหลื่อมล้ำ จนทำให้ผู้คนในสังคมไม่สามารถรวมพลังแก้ปัญหาใหญ่ๆ ด้วยกันได้
ดังนั้น หากรัฐบาลจะออกกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังผลักดันในเวลานี้ จึงต้องอยู่บนฐานสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางนิเวศและสังคม นำความยั่งยืนและเป็นธรรมกลับมา ทำอย่างไรให้คนยากคนจนฝั่งซ้ายจะมีสิทธิในทรัพยากร มีความมั่นคงได้วิถีชีวิต นั้นต้องมีกฎหมายไปคุ้มครอง ไม่ว่าตั้งแต่ชนเผ่าพื้นเมือง ชุมชนท้องถิ่น ประมงพื้นบ้าน ชุมชนชายฝั่ง เกษตรกรรายย่อย รวมไปถึงคนจนในเมือง เมื่อเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เขาจะต้องมีระบบการคุ้มครอง แต่ดูเหมือนว่าร่างกฎหมายโลกร้อนขณะนี้ไม่มีหลักการและระบบการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะคนเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนภัย ระบบกองทุนสนับสนุน การกระจายทรัพยากร จัดสรรทรัพยากรให้คนจนมีอำนาจในการตัดสินใจ สร้างทางเลือกการปรับตัว สร้างภูมิคุ้มกันได้ เพราะสภาพปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำสูง เกษตรที่มีชลประทานแค่ 26% เท่านั้น แต่ขณะเกษตรส่วนใหญ่ต้องจัดการน้ำตามธรรมชาติ เผชิญฟ้าฝน หาทางปรับตัวเอาเอง เกิดภาวะเปราะบาง และเมื่อเผชิญผลกระทบภาวะโลกรวน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และอื่นๆ ก็เกิดความสูญเสียและเสียหาย
เช่นเดียวกัน แนวทางการแก้ปัญหาด้วยธรรมชาติ (Natural Based Solution) รูปธรรมได้แก่ การฟื้นฟูจัดการป่าที่ยั่งยืน แต่รัฐยังไม่ยอมรับและคุ้มครองสิทธิชุมชนในฐานทรัพยากร กฎหมายยังกำหนดให้พื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ตลอดจนกฎหมายด้านการใช้ประโยชน์ทรัพยากร เช่น ร่างพระราชบัญญัติกฎหมายประมงที่รัฐสภากำลังพิจารณาเปิดทางให้ประมงพาณิชย์ขูดรีดทรัพยากรจากทะเลอย่างรุนแรง แนวนโยบายเหล่านี้กำลังทำลายทรัพยากรที่ปิดกั้นการดำรงอยู่และสิทธิของชุมชน เช่นเดียวกันคนจนในเมืองที่ไม่มีทรัพยากรและอำนาจต่อรองในการด้านที่อยู่อาศัย การดำรงชีพ การทำงาน ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกรวนอย่างรุนแรงทั้งด้านชีวิต สภาพแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ แต่นโยบาย กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเวลานี้ไม่ได้ออกแบบมาคุ้มครองสิทธิของคนจนเหล่านี้
นโยบายและกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงต้องมุ่งปกป้องสิทธิชุมชนในด้านทรัพยากร เพิ่มขีดความสามารถการปรับตัว โดยดำเนินไปพร้อมกับการกระจายการผูกขาดทรัพยากร และเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบโลกร้อน เช่น อุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิล และเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความรับผิดชอบต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน ตรงไปตรงมา บนหลักผู้ก่อความเสียหายทางนิเวศ ภาวะโลกร้อนต้องรับผิดชอบโดยตรง ไม่เอากลไกตลาด หรือเลี่ยงกับมัน ไม่ต้องไปหา CCUF carbon capture and storage ไม่ต้องไปเอา Geoengineering ทุกประเภทที่พยายามอ้างเรื่องเทคโนโลยีซึ่งพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าลดคาร์บอนได้จริง รวมทั้งมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่มีการประเมิน รวมทั้งต้นทุนที่มหาศาลถ้าจะทดลอง ตอนนี้ได้ข่าวว่า ปตท.ก็กำลังทดลอง CCUF CCS อยู่ คําถามว่า โดยไม่เอากลไกตลาดคาร์บอนที่เป็นการเอาแรงจูงใจจากผลประโยชน์คาร์บอนเครดิตมาลดทอนความรับผิดชอบที่มีต่อโลกและประชาชน
ในด้านสิทธิในเชิงกระบวนการ ต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดข้อตกลง นโยบายทุกประเภทด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนา การกระจายอำนาจจัดสรรทรัพยากรต่างๆ ต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจัง สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราพลิกฟื้นแล้วคุณเห็นชีวิตของคน ประชาชนมีบทบาทในการฟื้นฟู งั้นสิทธิอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่สิทธิในเชิงผลกระทบเชิงลบอย่างเดียว สิทธิที่ชาวบ้านจะลุกขึ้นทำอะไรแบบเข้มแข็งดีงาม เขาอยากจัดการทรัพยากร คุณไม่ต้องให้เอกชนมาล่อซื้อ Carbon Credit กับเขาหรอก คุณต้องมีกองทุนสนับสนุนให้เขาไปโดยตรง ถ้าชาวบ้านจะทำเกษตร เปลี่ยนมาสู่เกษตรนิเวศต้องมีระบบสนับสนุน ตั้งแต่งบประมาณกองทุนไปจนถึงตลาดให้เขา เพื่อให้ทำเกษตรแบบยั่งยืน เท่าทันภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริงให้ได้ ดังนั้น เมื่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยจะสามารถมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน สร้างพลังเชิงบวกเป็นสิทธิในเชิง Positive Live แบบนี้ ระบบกฎหมายนโยบายจะต้องคุ้มครองสนับสนุนเขา ไม่เช่นนั้น กฎหมายและกลไก รวมทั้งทรัพยากร มันจะกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มชนชั้นนํา แล้วเราก็ถูก Dominate ภายใต้วาทกรรมคาร์บอนนิยมแบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเราไม่สามารถหลุดออกจากบ่วงกรรมนี้
ขอไปภาพที่สองเป็นภาพสุดท้าย ผมกำลังทำฉากทัศน์ปัญหาของ Net Zero และคาร์บอนเครดิตให้พวกเราดู ถ้าเราดูฉากทัศน์แรก มองจากหนึ่งไปทางแนวนอน จากซ้ายไปขวา อันแรกคือเราเห็นโรงงาน จำลองภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานฟอสซิลและใช้ทรัพยากรเยอะ ในช่องซ้ายบนสุด และเขยิบมาภาพที่สอง อุตสาหกรรมจำนวนมาก ก็ยังปล่อยมลพิษ ปล่อยคาร์บอน ทำลายทรัพยากรเช่นเดิม แต่มาเพิ่มกิจกรรมการปลูกป่า การคุ้มครองพื้นที่ป่า รัฐเข้าไปช่วยสงวนพื้นที่เขตอนุรักษ์ต่างๆ มากมายเต็มไปหมด เราเห็นภาพที่ 3 ขยายต่อมาโรงงานอุตสาหกรรมก็ยังปล่อย เราเริ่มเอากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตเข้ามา เราอาจจะมีป่าเยอะ แต่เป็นป่าที่ห้ามประชาชนอยู่ ห้ามประชาชนเข้า คําถามว่าแล้วเราจะบรรลุความเป็นธรรมได้ยังไง แล้วคนเหล่านั้นจะมีส่วนร่วมได้ไง แล้วชีวิตของพวกเขาเป็นยังไง เราอยากเห็น Net Zero แบบนี้หรือครับ Net Zero ที่มีป่า แต่ว่าอุตสาหกรรมไม่ลดการปล่อยก๊าซ เพราะถือว่าเอาป่ามาชดเชยไปเรียบร้อยแล้ว ใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยกันไปเรียบร้อยแล้ว นี่คือ Net Zero แบบทุนนิยมที่เป็นฉากทัศน์แบบหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไป
ฉากทัศน์แบบที่สอง อุตสาหกรรมทำลายทรัพยากร ปล่อยคาร์บอน จากปล่องควันเริ่มหายไปสักหนึ่งปล่อง ลดการปล่อยคาร์บอนลง มีการปลูกป่า มีการชดเชย เอาธรรมชาติมาชดเชย แต่ก็ยังเป็นการผูกขาดทรัพยากรอยู่ดี ห้ามคนชุมชนต่างๆ มีสิทธิในทรัพยากร กิจกรรมคาร์บอนเครดิตต่างๆ ขยายตัว มีพื้นที่ป่า อาจจะลดคาร์บอนไปจากการลดการปล่อย เปลี่ยนชนิดพลังงานไปบ้าง ใช้เทคโนโลยีดักจับกันฝุ่นควันหรืออะไรต่างๆ ไปบ้าง แต่ปัญหาไม่หมดไป เพราะคาร์บอนก็ยังถูกปล่อย ชาวบ้านก็ยังถูกละเมิด อันนี้คือฉากทัศน์แบบกลางๆ แบบที่สอง
ฉากทัศน์ที่สาม อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอน ทำลายทรัพยากร มันคือคาร์บอนไม่ต้องไม่มีเครดิตก็ได้ ต้นไม้ดูดซับคาร์บอนได้ ชุมชนทำได้ ประชาชนทำได้ หรือกระทั่งเอกชนก็ทำได้ เพียงแต่ว่าอย่าบิดเบือนกลไกด้วยการเอาคาร์บอนเครดิตมาหักลบความรับผิดชอบ ตัดเรื่องแรงจูงใจกับความรับผิดชอบออกจากกัน ทำสองเรื่องนี้เป็นคนละเรื่อง ถ้าจะมีแรงจูงใจให้เอกชนลดปล่องควันลงมา ลดการปล่อยคาร์บอนลงมา ไม่ต้องใช้การชดเชยไปทำให้เขายังปล่อยคาร์บอนต่อไป เราเห็นชีวิตคน เขาก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ ใช้ทรัพยากรของเขาได้ พร้อมกับความที่ลดลง หรือเราอยากเห็นไปถึงขั้น Real Zero เลย อุตสาหกรรมบางประเภท ควรเลิกได้แล้ว ฟอสซิลยังมีอนาคตอีกต่อไปหรือครับ ผมคิดว่าคําถามนี้ทั่วโลกต้องตอบ ฟอสซิลยังมีอนาคตอีกต่อไปหรือ ต่อให้เราค้นพบก๊าซธรรมชาติระหว่างพื้นที่แย่งระหว่างไทยกับกัมพูชา ต่อให้เจอแหล่งโน้นแหล่งนี้ แต่โลกเราไม่พร้อมที่จะรับกับมันอีกแล้ว กับตัวผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้น งั้นภาวะ Real Zero คือการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ เปลี่ยนผ่านพลังงาน เปลี่ยนผ่านวิถีเกษตร เปลี่ยนผ่านอะไรก็แล้วแต่ เราอาจจะเกิดพลังงานทางเลือกขึ้นมาใหม่ เราจะเห็นการจัดการที่ชุมชนมีบทบาทจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน
คําถามคือถ้าเราอยากเห็นฉากทัศน์แบบที่สาม กฎหมายจะทำงานเรื่องนี้ได้ยังไง ตัวนโยบายจะทำงานเรื่องนี้ยังไง ถ้าเราไม่มีกรอบที่ชัดเจนว่าเรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน หรือสิทธิของธรรมชาติ ผมคิดว่าเราก็จะไปฉากทัศน์แบบที่หนึ่ง สุดท้ายเราจะอยู่ในโลกที่มีการอ้างสีเขียวเต็มไปหมด แล้วเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
อยากจะจบปิดท้ายด้วยแบบสอบถามนิดหนึ่ง เผอิญได้แบบสอบถามจากที่ศาลกับทางมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ไปจัดอบรมมา พวกเราลองช่วยกันตอบดู แค่สองข้อเท่านั้นเอง
ข้อแรก ถ้ามีคนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นฟ้องศาลว่ารัฐบาลละเมิดสิทธิของคนรุ่นใหม่ โดยยังปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทำลายระบบนิเวศและกระทบชีวิตของเขาในรุ่นต่อไป พวกเราคิดว่าประชาชนคนรุ่นใหม่มีสิทธิใช้ประเด็นเรื่องสิทธิของคนรุ่นใหม่หรือสิทธิคนรุ่นหลังฟ้องศาลได้ไหม คุณคิดว่าศาลจะรับไหม คําตอบที่หนึ่งได้ เพราะมันเป็นสิทธิสิ่งแวดล้อมที่ดี คําตอบที่สองไม่ได้ เพราะว่ารัฐธรรมนูญไม่เขียนแบบนั้น
นอกเหนือจากสิทธิทั้งหมดที่ผมพูดแล้ว มีเครื่องมือทางกฎหมายอะไร ที่ไม่เพียงให้ประชาชนปกป้องสิทธิตัวเอง แต่ต้องมีเครื่องหมายกฎหมายอะไรที่ประชาชนกำกับรัฐ เปลี่ยนรัฐให้ได้ด้วย
ข้อที่สอง เอกชนปล่อยก๊าซคาร์บอนเยอะ ทำลายระบบนิเวศสูง แต่เอกชนไม่ได้เป็นคนไปเจรจา ไปทำข้อตกลงกับ COP ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงปารีส เป็นหน้าที่ของรัฐ ตกลงเอกชนต้องมีหน้าที่ต่อข้อตกลงปารีสไหม
กฤษฎา บุญชัย

