สิ่งใด ๆ ที่เป็นมงคลหรือเป็นกุศลที่ผู้อ่านปรารถนา ขอให้สมปรารถนาในสิ่งนั้น ๆ ในปีหน้าฟ้าใหม่นี้
ผมเป็นคนหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งสหภาพเพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในเดือนพฤศจิกายน 2516 ซึ่งต่อมาได้จดทะเบียนเป็น สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) (Union for Civil Liberty) และมีกิจกรรมเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเรื่อยมาจนทุกวันนี้ หลายปีที่ผ่านมา สสส. (ชื่อย่อนี้สมาคมใช้มาก่อนที่จะมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ใช้ชื่อย่อเดียวกัน) ได้มีการเสนอรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ โดยใช้ชื่อรายงานว่า “10 เรื่องก้าวหน้า 10 เรื่องถดถอย : สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย ปี …” เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 สสส. ได้เผยแพร่รายงานปี 2567 จึงขออนุญาตนำมาเสนอโดยย่อดังนี้
ในการรวบรวมและจัดทำรายงานประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีความก้าวหน้า และส่งผลกระทบด้านบวกต่อประเทศโดยรวม สสส. ใช้กรอบคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 และอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้ง 9 ฉบับ (ซึ่งไทยรับรอง 7 ฉบับ) โดยพิจารณาถึงการออกกฎหมาย นโยบาย หรือมีคำพิพากษาของศาลที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือเป็นกรณีการพัฒนาสิทธิเสรีภาพโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือโดยประชาชน ความก้าวหน้าทั้ง 10 ประเด็นมีดังนี้
1.สมรสเท่าเทียม ได้เป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์
พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ปพพ.) ฉบับที่ 24 พ.ศ. 2567 ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้บุคคลทุกเพศสภาพ ทุกเพศวิถีจดทะเบียนสมรสกันได้ โดยมีสิทธิเท่าเทียมกัน เช่น ในการฟ้องหย่าและเรียกร้องค่าเสียหายจากบุคคลที่มีความ “ประพฤติทำนองชู้” (ยกเลิกคำว่า “ชู้สาว”) กับคู่สมรสได้ เดิม มาตรา 1523 ของ ปพพ. ระบุให้สามีฟ้องเรียกค่าทดแทนจากชายหรือหญิงซึ่งล่วงเกินภรรยาตนได้ ขณะที่ภริยาจะฟ้องเรียกค่าทดแทนได้เฉพาะกรณีมี “หญิง” ที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้กับสามีของตนโดยเปิดเผยเท่านั้น ทั้งนี้การจดทะเบียนสมรสภายใต้ ปพพ. แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 24 นี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นไป
2.นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่เป็นความก้าวหน้าด้านบริการสาธารณสุข
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประกาศความก้าวหน้านโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค รักษาทุกที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยไม่ต้องรอคิวและรอรับยานาน มีการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลระหว่างโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ครบทุกแห่งและทุกกองทุนสุขภาพ มีการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นและไลน์หมอพร้อมทั่วประเทศ มีการนัดหมายและดำเนินการบริการระบบการแพทย์ทางไกล ออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล และมีการจัดส่งยาและเวชภัณฑ์โดย Health Rider ที่ช่วยลดความแออัดในการรอรับยาที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอก
3.ศาลรับฟ้องคดีสลายชุมนุมตากใบ หลังผ่านมาเกือบ 20 ปี
ศาลนราธิวาสรับฟ้องคดีสลายชุมนุมตากใบที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2547 หลังเหตุการณ์ผ่านมาเกือบ 20 ปี โดยที่พนักงานสอบสวนไม่ดำเนินการ จนญาติผู้เสียชีวิตต้องฟ้องคดีเอง แต่จำเลยได้หลบหนี ทำให้คดีขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม การที่ศาลจังหวัดนราธิวาสประทับรับฟ้องคดีตากใบ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีในการยืนยันสิทธิของบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้ นอกจากนี้การรับฟ้องคดีตากใบแสดงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูง อาจถูกดำเนินคดีได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (กฎหมายห้ามการทรมานและอุ้มหาย)
4.สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
ศาลจังหวัดระยองพิพากษาให้ บริษัท ‘ทวิน โพรเสส’ ชดใช้เป็นเงิน 1,700 ล้านบาท เพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตามที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ยื่นฟ้องต่อศาลว่าบริษัทดังกล่าวรับจ้างขนย้ายกากของเสียอุตสาหกรรมจากโรงงานที่เป็นแหล่งผลิตหลายแห่ง เพื่อดำเนินการบำบัด/กำจัด แต่กลับนำมากองเก็บไว้และลักลอบฝัง หรือ เททิ้ง (กรณีเป็นของเหลว) ในพื้นที่โรงงานและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง นับตั้งแต่ประมาณปี 2554 เป็นต้นมา ในปี 2560 ชาวบ้านหนองหว้าได้ร้องเรียนต่อกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงาน และตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมหลายครั้งในปี 2563 พบว่าน้ำทิ้งจากโรงงานมีสภาพเป็นกรดเกินค่ามาตรฐาน พบการปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว สารหนูและโลหะหนักหลายชนิด อันเป็นผลจากการฝังกลบของเสียปนเปื้อนสารพิษภายในโรงงาน และมีการซึมสู่แหล่งน้ำสาธารณะ เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นสาเหตุให้พื้นที่การเกษตรบริเวณนั้นเสียหาย
5.ศาลสั่งให้นายกฯแก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือ โดยไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ปัญหาฝุ่นภาคเหนือ โดยไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นตามศาลปกครองเชียงใหม่ในกรณีที่มีคำพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใช้อำนาจหรือร่วมกันใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดให้มีมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อป้องกันควบคุม แก้ไข บรรเทา หรือระงับภยันตรายอันเกิดจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งเกินกว่าค่ามาตรฐานให้ทันท่วงที ภายใน 90 วัน
6.ลดขั้นตอนเพื่อแก้ปัญหาคนไร้สัญชาติกว่า 4.8 แสนคน
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติและสถานะบุคคลให้แก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นำเสนอ เพื่อใช้แทนหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ เพื่อให้บุคคลที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน และกลุ่มบุตรที่เกิดในราชอาณาจักร (ชนกลุ่มน้อย/กลุ่มชาติพันธุ์ 19 กลุ่ม) ที่รอการพิจารณากำหนดสถานะในปัจจุบัน จำนวน 483,626 คน ให้ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย (ใบสำคัญถิ่นที่อยู่ถาวร) หรือสัญชาติไทยอย่างรวดเร็ว
7.การถอนข้อสงวน ข้อ 22 ของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ในปี 2535 ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิเด็กที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้ ตั้งข้อสงวนต่อมาตราที่ 22 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย การถอนข้อสงวนในครั้งนี้หมายความว่าประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะคุ้มครองสิทธิของเด็กผู้ลี้ภัย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการปกป้องคุ้มครองสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศ โดยไม่คำนึงถึงสถานะของพวกเขา เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กทุกคน
8.ไทยร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้หายสาบสูญ
คณะรัฐมนตรี ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ได้เห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (ICPPED) ซึ่งจะมีผลผูกพันให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมายและแนวปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว ในการแก้ไขปัญหาการบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ ยกเว้นข้อบัญญัติที่ 42 ที่จะไม่มีผลผูกพัน โดยข้อบัญญัติดังกล่าวเป็นการนำข้อพิพาทระหว่างรัฐเข้าสู่การพิจารณาโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
9.สิทธิชุมชน : กรณีความก้าวหน้าของป่าชุมชน
วิวาทะ “คนอยู่กับป่าได้หรือไม่” เกิดขึ้นตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยรัฐมีนโยบายอพยพคนออกจากป่ามาโดยตลอด ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ป่าประมาณ 102 ล้านไร่ แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ 71.3% ป่าชุมชน 6.1% ป่าอื่น ๆ 22.6% อย่างไรก็ดี เพื่อพิสูจน์ว่าคนอยู่กับป่าได้ ภาคประชาชนและชุมชนได้ร่วมผลักดันให้เกิดป่าชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และต่อมารัฐได้ยอมรับการมีอยู่ของสิทธิชุมชนด้วยการบัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) มาตรา 46 อย่างไรก็ตาม วลี “ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ทำให้มาตรานี้ไม่สามารถทำให้เกิดผลขึ้นมาได้ในความเป็นจริง ต่อมารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2550) มาตรา 66 มาตรา 67 จึงได้ตัดถ้อยคำ “ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ออกไป แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2560) มาตรา 43 ได้ใส่กลับเข้าไปใหม่
ในปี 2567 ประเด็นนี้มีความคืบหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อื่นของรัฐ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยร่าง พ.ร.ฎ. ดังกล่าวได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดตั้งป่าชุมชน การจัดการป่าชุมชน การควบคุมดูแลป่าชุมชน การเพิกถอนป่าชุมชน และการอื่นที่จำเป็นในพื้นที่อื่นของรัฐ
10.ไทยเข้าสู่กระบวนการทบทวนรายงาน CAT อย่างเต็มภาคภูมิ
ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่น ๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2550 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ตามอนุสัญญา CAT ไทยจะต้องเสนอรายงานเกี่ยวกับมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการ ต่อคณะกรรมการ CAT ภายในหนึ่งปีหลังเข้าเป็นภาคี แต่รายงานฉบับแรกของประเทศไทยส่งให้คณะกรรมการ CAT เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 โดยล่าช้าไปกว่าห้าปี
การทบทวนรายงานสถานการณ์กับคณะกรรมการ CAT ครั้งที่ 2 ของประเทศไทยเกิดขึ้นในปีนี้ (2567) ในการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 81 ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 5-6 พฤศจิกายน 2567 แม้จะล่าช้าและห่างจากการทบทวนรายงานสถานการณ์ครั้งแรกถึงสิบปี แต่ประเทศไทยได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมการทบทวนรายงานสถานการณ์ฯอย่างเต็มคณะ ด้วยความตั้งใจที่จะนำเสนอความก้าวหน้าโดยเฉพาะเรื่องการออก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหายที่มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566
นอกจากจะพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีความก้าวหน้าแล้ว สสส. ยังนำเสนอประเด็น 10 ประเด็นที่มีการถดถอยด้วย ซึ่งเป็นประเด็นการออกกฎหรือระเบียบ นโยบายหรือแผนงานที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือมีคำพิพากษาของศาลที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเป็นกรณีการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งประเด็นการถดถอยมีโดยย่อดังนี้
1.สิทธิที่จะได้รับมาตรฐานการครองชีพที่เหมาะสมสำหรับตนเองและครอบครัว
กรณีคุณยายวัย 68 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่จังหวัดนครพนม ซึ่งต้องใช้เครื่องผลิตออกซิเจน และเครื่องช่วยหายใจ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ ได้เสียชีวิตลง เนื่องจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการให้พนักงานบริษัทเอกชนยกมิเตอร์ไปจากเสาไฟฟ้าหน้าบ้าน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เวลา 09.20 น. เนื่องจากมีการค้างชำระค่าไฟฟ้า ทั้งนี้ ก่อนการตัดไฟหลานสาวผู้ตายได้ขอเวลาเดินทางไปชำระที่สำนักงานการไฟฟ้า ระยะทางห่างจากบ้านประมาณ 10 กม. แต่พนักงานอ้างว่าทำตามหน้าที่ จนกระทั่งไฟฟ้าดับทั้งบ้าน และเจ้าหน้าที่มาติดตั้งให้ภายหลังจากไปชำระค่าไฟ รวมค้างชำระ 2 เดือน เป็นเงิน 1,155 บาท ทำให้ยายผู้ป่วยติดเตียงอาการทรุด เสียชีวิตในคืนวันเดียวกัน
2.สิทธิในการรวมตัวเป็นพรรคการเมือง
กรณีศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 เป็นคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย โดยมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตั้งแต่ปี 2549 ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยุบพรรคการเมืองรวม 34 พรรค ขณะที่สำนักข่าวไทยพับลิก้ารายงานว่า ในช่วงเวลา 22 ปี ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองไปแล้วกว่า 110 พรรค ซึ่งน่าจะขัดแย้งต่อการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้บุคคลมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง
3.สิทธิในชีวิตและร่างกาย
กรณีพลทหารศิริวัฒน์ ใจดี สังกัดค่ายทหารกองประจำการกองพันสารวัตรทหารเรือที่ 3 เสียชีวิตระหว่างเข้ารับการฝึก เหตุเกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 กองทัพเรือชี้แจงว่าพลทหาร ศิริวัฒน์เสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลว แต่มีพลทหารที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ญาติผู้ตายฟังว่า พลทหารศิริวัฒน์ถูกครูฝึกกระทำด้วยความรุนแรง ในรอบปี 2567 มีพลทหารใหม่ที่เข้ารับการฝึก เสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย ได้แก่พลทหารคมทัช พันฤทธิ์ กองบริการ กรมการทหารช่าง ช่วยราชการ (พันบร.กบร.กซ.ชรก.) เสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 มีนาคมในห้องน้ำ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี เสียชีวิต วันที่ 2 สิงหาคม 2567 โดยกลุ่มครูฝึกรุมทำโทษ และกรณีที่ 3 คือกรณี พลทหารศิริวัฒน์ ใจดี ดังกล่าว
4.สิทธิมนุษยชนของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
กรณีบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดำเนินคดีเลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เหตุจากการเผยแพร่ข้อมูลการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ
5.สิทธิที่จะไม่ถูกส่งกลับเพราะอาจถูกทรมาน
กรณีศาลสั่งควบคุมตัวนาย อี ควิน บดั๊ป (Y Quynh Bdap) ผู้ลี้ภัยและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวเวียดนาม เพื่อรอผลักดันกลับประเทศในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน นายบดั๊ปเป็นชาวเอดี ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาศัยในเขตภูเขา และได้ชื่อว่าเป็นชาวมองตาญาร์ด (Montagnard) เขาเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “มองตาญาร์ดสู้เพื่อความยุติธรรม” (Montagnards Stand for Justice) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ด้านกฎหมายและปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวมองตาญาร์ด เขาลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2561 และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เมื่อปี 2563 จนกระทั่งเมื่อ 11 มิถุนายน 2567 เขาถูกทางการไทยจับกุมที่กรุงเทพฯ ข้อหา “อยู่เกินกำหนด” ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 หนึ่งวันหลังจากที่สถานทูตคานาดาเรียกตัวเขาไปสัมภาษณ์กรณีคำขอไปตั้งถิ่นฐานใหม่ หลังจากนั้นทางการเวียดนามได้มีคำขอถึงทางการไทยให้ส่งตัวเขากลับในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน ในข้อหาว่า ‘อยู่เบื้องหลังและคอยควบคุมสั่งการ’ การก่อการร้าย
การจะส่งตัวนายบดั๊ปเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจึงเป็นบททดสอบสำคัญครั้งแรกต่อมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายของประเทศไทย ซึ่งห้ามการส่งตัวบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายจากการถูกกระทำทรมาน
6.สิทธิในการศึกษาของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 ศึกษาธิการ (ศธ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำป้ายประกาศไปติดที่หน้าศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ระบุว่า “ศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ จัดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ตาม พ.ร.บ. โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 จึงให้ยุติกิจการดังกล่าวทันที และปัจจุบัน อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน”
ศ
ูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ เป็นศูนย์ประสานงานจัดการศึกษาให้เด็กที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมามาอยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนักเรียนอยู่ร่วมพันคน แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ปัจจุบันมีศูนย์ประสานงานการศึกษาในลักษณะนี้อยู่ในประเทศไทย 63 แห่ง มีเด็กที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศเมียนมา กำลังศึกษาอยู่ไม่น้อยกว่า 20,000 คน
7.สิทธิทางการเมือง
กติกาและการดำเนินงานโดยอาศัยกลไกแอบแฝงของพรรคการเมือง ได้ทำให้การได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญ ไม่สอดคล้องกับสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
8.สิทธิในทรัพย์สิน
กรณีขบวนการ Call Center และแชร์ลูกโซ่ เป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 – 31 ตุลาคม 2567 ประชาชนหลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ถูกชักชวน โดยวิธีการต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบและมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการแจ้งความออนไลน์ ผ่าน https://www .thaipoliceonline.com รวม 708,141 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 74,893,134,395 บาท เฉลี่ย 77 ล้านบาทต่อวัน
9.สิทธิผู้ต้องกักกัน
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม สหพันธ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (FIDH) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ได้ออกรายงานชื่อ “นอกสายตา – การละเมิดสิทธิมนุษยชนในศูนย์กักตัวคนเข้าเมืองของไทย” “Out of sight – Human rights violations in Thailand’s immigration detention centers” เป็นรายงานสภาพความเป็นอยู่ของบุคคลในศูนย์กักกันคนเข้าเมือง มีความหนา 43 หน้า ที่ให้ข้อมูลสภาพรวมของศูนย์กักกันคนเข้าเมือง (IDC) ของประเทศไทย สังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่ามีลักษณะแออัด ห้องขังสกปรกไม่ถูกสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน อาหารคุณภาพต่ำ มีการปฏิบัติที่โหดร้ายต่อผู้ถูกกักกันคุมขัง ซึ่งถูกจํากัดการติดต่อกับโลกภายนอก และยังถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานซึ่งกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และกฎหมายในประเทศให้หลักประกัน
10.สิทธิได้รับการปล่อยชั่วคราว กรณีคดีการเมืองและคดีที่ส่งผลกระทบต่อสังคม
สิทธิได้รับการปล่อยชั่วคราวหรือได้รับการประกันตัว คือ ‘สิทธิมนุษยชน’ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ที่ระบุว่า “ในคดีอาญาให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้”
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ในปี 2567 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากการแสดงออกทางการเมืองหรือมีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการเมือง รวมจำนวนอย่างน้อย 35 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 25 คน) แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 22 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 16 คน) เยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำสั่งมาตรการพิเศษแทน
การมีคำพิพากษาของศาล นอกจากนี้ยังมีผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ จำนวนอย่างน้อย 12 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 9 คน) (ข้อมูลจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 สืบค้นที่ https://tlhr2014.com/archives/63015)
รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของ สสส. ได้กล่าวถึงความก้าวหน้าที่ให้ความหวัง และการถดถอยที่ทำให้ใจหดหู่ กระนั้น ในโอกาสการขึ้นปีใหม่ 2568 อยากลงท้ายบทความนี้ด้วยข้อความที่ให้ความหวังซึ่งเป็นบทความของนางสาวรุจิภา ยิ้มกล่ำ (เธอคงไม่ชอบให้ใช้คำนำหน้านาม แต่ขอดื้อใส่ไว้เพื่อเป็นการให้เกียรตินะครับ ไม่ใช่เพื่อแบ่งแยก) นักเรียนมัธยมของโรงเรียนสาธิต มศว. ประสานมิตร ที่เธอได้นำมาอ่านให้ผู้สูงวัย (กว่าเธอ) ในงานสังสรรค์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม มีข้อความที่ให้ความหวัง ในฐานะที่เธอเป็นเยาวชนผู้มีอุดมการณ์ของเธอเองอยู่ บทความมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The World We Want” และมีเนื้อหา ดังนี้
“ในยุคสมัยที่กาลเวลาเปลี่ยนผ่าน จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น แต่ความเป็นมนุษย์กลับลดลง ในยุคที่ โลกมองว่าความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากผลพวงของความเหลื่อมล้ำในสังคมเป็นเรื่องปกติ เสียงกู่ร้องตะโกนจากผู้มั่งคั่งในโลกกล่าวว่า โลกของเราจะพัฒนา คนจนจะมีกิน เจ้าของทุนทรัพย์โรงงาน อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่บอกว่า โลกจะสวยได้ด้วยมือเรา เหล่าบุคคลมากด้วยอำนาจ ห้อมล้อมไปด้วยอภิสิทธิ์มากมายกำลังบอกว่า โลกของเรานั้น เท่ากัน หากแต่ความจริง มีชาวนาชาวสวนและเกษตรกรมากมาย กำลังร่ำไห้เพราะราคาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ มีคนไร้บ้านมากมายที่กำลังนอนอยู่บนแผ่นหนังสือพิมพ์ มีเด็กและเยาวชนกำลังหมดศรัทธาในความฝัน จากคำถามที่ว่า “จะเลือกเรียนสิ่งที่ชอบหรือสิ่งที่ทำได้ดี” กลับกลายเป็น “จะเลือกเรียนในสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการหรือกลายเป็นคนตกงาน” เหล่าสตรียังคงต้องรับบทบาทความเป็นแม่ที่สังคมกำหนดมาให้ติดตัวพร้อมคำนำหน้า เพศหลากหลายกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการค้า หากโลกนี้มีตะเกียงวิเศษ สิ่งที่ดิฉันจะขอจะมีเพียงข้อเดียว คือ ‘ขอให้โลกนี้ได้เป็นโลกที่ความสงบสุขและสันติภาพมิใช่เพียงหนึ่งในเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่เกิดขึ้นได้จริง’ เพราะดิฉันเชื่อว่า ก่อนจะมีโลกที่เต็มไปด้วยความสุข สันติภาพและความสงบเป็นเรื่องสำคัญและเป็นพื้นฐานของทุกการพัฒนาและต่อ ยอด หากแต่ในชีวิตจริง โลกนี้ไม่มีตะเกียงวิเศษ การสู้รบ สงคราม การกดขี่ยังคงเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ทุกวัน ฉะนั้นแล้ว ในฐานะเด็กหนึ่งคนที่ยังคงต้องใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ต่อ ดิฉันจึงจะไม่หยุดเฉยและปล่อยให้ฟันเฟืองเขรอะสนิมนี้ยังขับเคลื่อนโลกต่อไป ดิฉันจะกู่ตะโกนออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ “The World We Want” จะสามารถกลายเป็น “The World We Change” เป็นโลกที่เราเปลี่ยนมันได้ มิได้ขึ้นอยู่กับพรมวิเศษ จากตะเกียงสีทอง แต่ขึ้นอยู่กับการไม่ยอมแพ้และการต่อสู้ของทุกคน โลกใบนี้จะกลายเป็นโลกในอุดมคติที่ทุกคนอยากอยู่ ต้องมาจากความร่วมมือ การกล้าคิดกล้าทำ การแสดงออกให้เหล่าฟันเฟืองเขรอะสนิมในสังคมได้เห็นถึงอุดมการณ์แรงกล้าของผู้คน เพราะโลกใบนี้เป็นของพวกเราทุกคน อย่าปล่อยให้คนไม่กี่คนมาทำลายมันทิ้ง อย่ายอมให้โชคชะตาที่แท้จริงเป็นเพียงความเหลื่อมล้ำที่คนไม่กี่คนในสังคมกำหนดขึ้นมาทำลายชีวิตของตัวเราเอง โลกที่ทุกคนต้องการอาจแตกต่างกัน แต่โลกของพวกเราทุกคน โลกที่ควรจะเป็น จะเป็นโลกที่สามารถแบกรับและโอบอุ้มทุกความฝันของทุกคนเอาไว้ได้ เพราะนั่นคือโลกที่ควรจะเป็น และโลกที่เราควรจะได้รับมาตลอด”
ขอส่งความสุข (สคส.) แด่ทุกคน
โคทม อารียา

