หน้าแรก บทความ ‘โดนัลด์ ทรัม...

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ส่งอักษรสาส์นเชิญ ‘สี จิ้นผิง’ ร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

31.12.24 | 13:15 น.

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ส่งอักษรสาส์นเชิญ ‘สี จิ้นผิง’ ร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี

แม้ยังไม่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็ได้โลดแล่นอยู่บนเวทีการเมืองต่างประเทศอย่างขะมักเขม้น และยังติดนิสัยแบบเดิมไม่แปรเปลี่ยนคือ พฤติกรรมไม่สอดคล้องกับตรรกะ เป็นต้นว่า ได้ส่งอักษรสาส์นเชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิงเข้าร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี อีกทั้งเสนอว่า จีนและสหรัฐสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งเคยขู่จะเรียกเก็บภาษีการนำเข้าสินค้าจีนในอัตราสูง ตลอดจนเรื่องเชิญผู้ที่ต่อต้านจีนหลายคนเข้าร่วมรัฐบาล สองกรณีย่อมมีความขัดแย้งแจ่มแจ้ง

ในความเป็นจริง ถ้าจีน-สหรัฐต่างมีความจริงใจต่อกันและร่วมมือกันจัดการธุรกรรมระหว่างประเทศ ก็น่าจะถือว่าเป็นการรังสรรค์ความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติ ทว่า คำพูดกับการกระทำมักไม่ตรงกันคืออุปนิสัยของทรัมป์ คำว่าจริงใจของทรัมป์น่าเชื่อขนาดไหน คงต้องรอด้วยความระทึกในดวงหทัย

ทรัมป์ยังได้เชิญผู้นำอีกหลายประเทศเข้าร่วมพิธี ซึ่งรวมทั้งพันธมิตรสหรัฐและประเทศที่มีอำนาจบารมีทางการเมือง วัตถุประสงค์คือต้องการแสวงหาความร่วมมือเกี่ยวกับธุรกรรมต่างประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

จากประวัติศาสตร์ ในระยะเวลา 150 ปี ยังไม่เคยปรากฏมีการเชิญประมุขต่างประเทศเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เพราะเป็นเรื่องภายในของสหรัฐ ไม่เกี่ยวกับต่างประเทศแต่อย่างใด หากการขัดขืนประเพณีของทรัมป์ได้ประสบความสำเร็จ ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางการเมืองระหว่างประเทศของทรัมป์ไม่ธรรมดา และยังเป็นการฉายภาพให้เห็นว่าทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศอย่างล้นหลาม แต่บรรดาผู้นำประเทศที่ได้รับเชิญจะเข้าร่วมพิธีหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องพินิจถึงความสมดุลทางอำนาจ ไม่เพียงแต่พิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี ยังต้องคำนึงถึงการเมืองภายในประเทศของตนจะได้รับผลกระทบหรือไม่ ตลอดจนประเด็นที่จะกลายเป็น “เครื่องประดับ” ของทรัมป์หรือไม่ เป็นเรื่องเปราะบาง

Advertisement

แม้ประเทศจีนให้ความสำคัญแก่ “การทูตของประมุข” แต่โดยประเพณีของจีน ผู้นำสูงสุดก็ไม่เคยไปร่วมพิธีเช่นนี้มาก่อน หากมองบนพื้นฐานแห่งอุเบกขา จีนอาจส่งข้าราชการระดับสูงไปร่วม เพื่อรักษาหน้าตาของทรัมป์ และแม้ว่าประเพณีสามารถขัดขืนได้ แต่ทั้งสองฝ่ายย่อมต้องธำรงไว้ซึ่ง “เกณฑ์วิธีทางการทูต” อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้ย่อมต้องถือเป็นพฤติกรรมที่ขาดความสง่างาม

บรรดาประมุขต่างประเทศที่ได้รับเชิญ “สี จิ้นผิง” ได้รับความสนใจมากที่สุด จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ซึ่งสามารถให้คุณให้โทษแก่นานาประเทศ

สหรัฐคือประเทศมหาอำนาจใหญ่สุด แผนการยุทธศาสตร์โลกย่อมมีส่วนกระทบต่อการเติบโตของจีน ขณะที่จีนเป็นประเทศใหญ่ที่กำลังโลดแล่นบนเส้นทางอันเกษม ความรุ่งเรืองย่อมมีบทบาทต่อนานาประเทศ จึงกลายเป็นการท้าทายสหรัฐในประการจัดระเบียบโลก ความขัดแย้งด้านองค์ประกอบได้กลายเป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ จึงไม่แปลกที่ Graham T Allison ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้แสดงความคิดเห็นว่า “กับดักทิวซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดเชิงทฤษฎีที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจีน-สหรัฐที่หลีกเลี่ยงมิได้ ขณะที่นักการเมืองสหรัฐมองว่า ความเสี่ยงในการปะทะกันย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน จึงได้สร้างความชอบธรรมขึ้นมาเพื่อทำการสกัดประเทศจีน

ส่วนรัฐบาลจีนได้ให้น้ำหนักกับข้อสรุปของศาสตราจารย์ Allison มากกว่าใครอื่น ครั้นเมื่อเขาได้เยือนปักกิ่งเมื่อกลางเดือนธันวาคม ได้พบกับกรรมาธิการถาวรเบอร์ใหญ่ของพรรค โดยแนะให้จีนและสหรัฐต้องร่วมมือกัน เพิ่มการสนทนา และธำรงไว้ซึ่งความเสมอภาค เพื่อร่วมการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และสำทับให้บริหารจัดการแบบพหุภาคีคือวิธีที่จะได้รับชัยชนะทั้งสองประเทศ

คำแนะนำของศาสตราจารย์ Allison เป็นเรื่องสร้างสรรค์ รัฐบาลจีนน้อมรับ ส่วนทรัมป์จะรับ
หรือไม่ ยังยากแก่การคาดเดา เพราะโดยนิสัยเป็นคนพูดอย่างทำอย่าง ฉะนั้น เมื่อทรัมป์พูด เราฟังเราจะเชื่อก็ต่อเมื่อเขาทำ พฤติกรรมใดที่ทรัมป์มีต่อจีนย่อมเป็นการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ