หน้าแรก บทความ ความมุ่งหวังใ...

ความมุ่งหวังในปีใหม่ 2568 นี้

5.01.25 | 18:00 น.

ความมุ่งหวังในปีใหม่ 2568 นี้

ถ้าใช้คำว่าปณิธานปีใหม่ (New Year Resolution) น่าจะหมายถึงความมุ่งมั่นที่เราตั้งใจว่าจะมีในปีใหม่นี้ ซึ่งอาจจะเจาะจงแต่ไม่กว้างนัก จึงขอเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ความมุ่งหวัง” แทนคำว่าปณิธาน เป็นความมุ่งหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ มนุษยชาติ และสรรพสิ่งธรรมชาติในโลกใบนี้ การเปลี่ยนแปลงย่อมมีอยู่แล้ว บ้างก็ว่าบางเรื่องดี บ้างก็ว่าบางเรื่องไม่ดี จึงขอเริ่มโดยอ้างถึงสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์ คิดว่าดี โดยเขาได้เขียนเป็นความเรียง (ดู https://www.linkedin.com/pulse/steve-jobs-last-words-before-death-should-read-every-watukara) ในช่วงสุดท้ายของชีวิตว่า

“ผมประสบความสำเร็จสูงสุดในโลกธุรกิจ ในสายตาของคนอื่น ชีวิตของผมคือแบบอย่างของความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม นอกจากงานแล้ว ผมมีความสุขเพียงเล็กน้อย ในท้ายที่สุด ความมั่งคั่งของผมเป็นเพียงความจริงของชีวิตที่ผมคุ้นเคย ในขณะนี้ ขณะนอนอยู่บนเตียงและหวนคิดถึงชีวิต ผมตระหนักว่าการได้รับการยอมรับและความมั่งคั่งทั้งหมดที่ผมภาคภูมิใจนั้นจางลงและไร้ความหมายเมื่อเผชิญหน้ากับความตาย … (ผมมาคิดว่า) แพทย์ที่ดีที่สุด 6 คนในโลก ได้แก่ แสงแดด การพักผ่อน การออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร ความมั่นใจในตนเอง และเพื่อน จงรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ในทุกขั้นตอนและใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี”

ความคิดที่สตีฟ จ็อบส์ทิ้งเป็นมรดกแก่เรานั้น เหมือนกับบอกให้รู้ว่าอะไรสำคัญในชีวิต และคงไม่สายที่จะยึดเป็นปณิธานปีใหม่ของเราได้

ผมถือว่าอาจารย์ชาญชัย ลิมปิยากร เป็นกัลยาณมิตรคนหนึ่งของผม ในโอกาสขึ้นปีใหม่ อาจารย์ชาญชัยส่งหนังสือที่อาจารย์เขียนมาให้อ่านเล่มหนึ่งทางอีเมล ชื่อ “สติปัฏฐาน 4 : ปัญญามนุษย์สปีชีส์โฮโมเซเปียนส์ ระลึกรู้ปัญญาตนเอง” ความเรียงของสตีฟที่กล่าวข้างต้นก็ได้มาจากหนังสือเล่มนี้

Advertisement

อาจารย์ชาญชัยเขียนไว้ในคำนำว่า “หนังสือเล่มนี้เขียนเมื่อผมอายุ 80 ปี เนื่องจากทราบดีว่า ผมคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจ สังคม นิเวศ และภูมิรัฐศาสตร์ของดาวเคราะห์ดวงนี้กำลังเข้าสู่สภาพไร้ระเบียบ (Chaos) ที่รุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความตั้งใจให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลานปู่ เป็นมรดกทางสติปัญญาที่อาจกินไม่ได้ แต่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเหล่านั้นดำรงชีวิตบนดาวโลกดวงนี้ได้อย่างไม่ทุกข์มากและไม่จนปัญญา”

เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน อาจารย์ชาญชัยชักชวนผมไปเจริญสติที่วัดป่าโสมพนัส อ. พรรณานิคม จ. สกลนคร กับหลวงตาสุริยา มหาปญฺโญ ซึ่งสอนเราให้เจริญสติตามคำสอนของหลวงพ่อเทียน จิตตสุโต คือให้นั่งทำมือเข้าจังหวะ 14 จังหวะ สลับด้วยการเดินจงกรม ผมไปฝึกครั้งแรก 7 วัน โดยไม่รู้เรื่องอะไรไปก่อน นอกจากคำบอกเล่าว่า เป็นการฝึกเพื่อลดกิเลส

อันที่จริง การเรียนฝึกสติควรต้องมีกัลยาณมิตรที่รู้วิธีเจริญสติตามหลักมหาสติปัฏฐานสูตร คอยช่วยสอบอารมณ์สติปัฏฐานของเรา เพราะการเข้าถึงอารมณ์สติปัฏฐานเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน จึงควรศึกษาจากพระสูตรก่อนการฝึกปฏิบัติเจริญสติทุกครั้ง แต่ปกติในระหว่างการฝึก หลวงตาให้ละเว้นการอ่าน ท่านทำเพียงการนำสวดบทในพระสูตรเพื่อให้ผู้รับการฝึกสติดูดซับเนื้อหาเอง โดยท่านก็ไม่ได้บอกอะไร

ผมได้เข้าฝึกการเจริญสติที่วัดป่าโสมพนัสครั้งละ 6 – 7 วันในปีถัด ๆ ไป ฝึกให้ “รู้สึกตัวซื่อ ๆ” ในทุกจังหวะที่ขยับมือ หรือทุกย่างก้าว เมื่อความคิดมา (หรือส่งความคิดออกไป) ให้กลับมาที่รู้สึกตัว ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางครั้งรู้สึกโล่ง ผ่อนคลาย ความง่วงมาแทรกน้อยลง จิตตั้งมั่นบ้าง หรือมีวลีที่พาย้อนไปถึงวัยเด็กผุดขึ้นมาบ้าง ผ่านไปหลายปี ผมเกิดความเข้าใจผิดว่า การฝึกสติเช่นนี้น่าจะทำให้จิตนิ่ง สงบ ผ่อนคลาย แต่บ่อยครั้งผมกลับเกิดอาการสะทกสะท้อน หายใจสะอึกสะอื้น เลยคิดว่ามาผิดทาง จึงเปลี่ยนมาฝึกแบบดูลมหายใจหรืออาณาปานสติ แต่ไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร แต่ก็ช่วยให้เกิดการรับรู้ใหม่ว่า การสะอึกสะอื้นเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม มาแล้วก็ไป ช่างมันปะไร ฝึกแบบหลวงพ่อเทียนหรือฝึกอาณาปานสติย่อมเหมือนกัน คือเป็นการฝึกสติปัฏฐาน 4 นั่นแหละ

กระนั้น เมื่ออาจารย์ชาญชัยมาเล่าว่า ในวันที่ห้าของการฝึกครั้งแรก อาจารย์ก็มีประสบการณ์ที่เรียกกันในหมู่ผู้ฝึกว่า “ได้รูปนาม” ผมเลยอึ้งไปเลย ผมฟังคำอธิบายเรื่องรูปนามหลายหน คิดเอาเองว่าผมควรจะได้รูปนามกับเขาบ้าง แต่ก็เปล่า คือยังคงไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว ยังดีที่ในหนังสือที่อาจารย์ชาญชัยเพิ่งส่งมา มีคำอธิบายเรื่องนี้ไว้ให้รับทราบว่า คำว่า “รูป-นาม” นั้น หมายถึงผู้ฝึกเจริญสติเกิดอาการที่ความคิดและสติแยกตัวออกจากกัน หรือสติเป็นอิสระจากความคิด ซึ่งผู้ฝึกที่เข้าถึงอารมณ์นี้ได้ จะเข้าใจว่าสติกับความคิดไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทั้งสติและความคิดก็คือจิตเหมือนกัน แต่อยู่ต่างโหมดกัน

ดังนั้น การฝึกสติไม่ใช่ฝึกการคิด ถ้าอยากฝึกการคิดก็ไปเรียนวิชาพุทธศาสนาที่สถาบันการศึกษาที่มีอยู่ในประเทศขณะนี้ ซึ่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาเอก แต่การเรียนฝึกสติคือการฝึกให้ออกจากโหมดความคิดไปอยู่ในโหมดสติหรือโหมดรู้สึกตัว ถ้าเจริญสติถูกวิธี การกำหนดรู้ในโหมดรู้สึกตัวที่ต่อเนื่องจะยาวขึ้น ๆ เมื่อฝึกเจริญสติใหม่ ๆ จะรู้สึกว่าทำจิตให้ลดการคิดทำได้ยาก ต้องทำความเพียรอย่างมาก คือทำบ่อย ๆ จึงเรียกว่าการฝึกสติ

ปัญญาในทางพุทธไม่หมายถึงความฉลาดที่เกิดจากการใช้ความคิดแก้ปัญหาทางโลก แต่ปัญญาหมายถึงความเข้าใจกระบวนการปรุงแต่งสัญญาณอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ เข้าใจว่าการปรุงแต่งสัญญาณที่เข้ามาสู่จิตเหล่านั้น แม้จะจำเป็นในทางโลกย์ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ แต่ก็ทำให้เกิดทุกข์ ทุกข์เช่นนี้ระงับได้ด้วยปัญญา ที่มาจากการฝึกสภาวะจิตให้ว่องไวในการเข้าถึงธรรมะ

อาจารย์ชาญชัยใช้ศัพท์สมัยใหม่ เช่น เรียกสัญญาณรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อารมณ์ ว่าสัญญาณนำเข้า (input) ผ่านทางอายตนะภายในทั้ง 6 ไปให้จิตทำการประมวลผล ภาษาคณิตศาสตร์เรียกขั้นตอนการประมวลผลนี้ว่า อัลกอริทึม (Algorithm) ส่วนภาษาพระสูตรสติปัฏฐาน 4 เรียกกระบวนการประมวลผลนี้ว่า ขันธ์ 5

แบบแผนการประมวลผลของขันธ์ 5 นี้ ทำให้มนุษย์เกิดความรู้ทางวิทยาการ และทักษะทางโลก มีความสามารถสร้างภาษาและระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ให้สามารถดำรงชีวิตเป็นสังคมและขยายเผ่าพันธุ์ บนดาวโลกดวงนี้ได้ ขันธ์ 5 จึงจำเป็นแก่การอยู่รอดของมนุษย์

เด็กแรกเกิดจะมีแต่ระบบประมวลผลทางกายภาพ แต่มีจิตที่ว่างเปล่ายังไม่รู้ความหมายสัญญาณที่ส่งเข้ามาทางอายตนะ การติดตั้งแอปภาษาหรือเรียกว่าเรียนภาษาท้องถิ่น คือการเรียนสัญญาณเสียงที่พ่อแม่เปล่งออกมา โดยทั่วไปเด็กจะเข้ารหัสภาษาคำแรกที่มีความหมายเมื่ออายุ 1 ขวบ แล้วจะเข้ารหัสเสียงได้ สองคำติดกันเมื่ออายุประมาณ 2 ขวบ

จิตเด็กเรียนรู้ที่จะใช้อัลกอริทึมขันธ์ 5 ในจิตของเขา ติดตั้งแอปภาษาด้วยรหัสเสียงในภาษาท้องถิ่น โดยเริ่มจากการถอดรหัสเสียงที่พ่อแม่เปล่งออกมา (ผ่านการได้ยิน) พร้อมภาษากายที่แสดงต่อเขา เมื่อเขาเข้าใจความหมายนั้น เขาก็เริ่มเลียนแบบพ่อแม่ด้วยการหัดเข้ารหัสเสียงด้วยการเปล่งสัญญาณเสียงที่มีความหมายเดียวกันกับที่พ่อแม่พูดกับเขา (หัดพูด) เมื่อโตขึ้นถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน การติดตั้งแอปภาษาคือการเข้ารหัสที่เป็นสัญลักษณ์ของตัวอักษร (หัดเขียน) และการถอดรหัสสัญลักษณ์ที่เป็นตัวอักษร (หัดอ่าน) ต่อไปจิตจะฝึกคิดโดยใช้อัลกอริทึมขันธ์ 5 เป็นสำคัญ

อย่างไรก็ดี จิตที่ผ่านแต่การฝึกคิด ใช้แต่อัลกอริทึมขันธ์ 5 ประมวลผล จะเกิดความเคยชินจนเกิดเป็นระบบอัตโนมัติ ที่จิตทำงานร่วมกับจิตไร้สำนึกอย่างขาดสติ ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะเป็นการดำรงชีวิตด้วยความไม่รู้ (อวิชชา) หมายถึงการใช้ชีวิตอย่างขาดสติที่มาควบคุมความอยาก (ตัณหา) การแสวงหาความสุข- ความทุกข์ (เวทนาขันธ์) และความพอใจ-ไม่พอใจ (วิญญาณขันธ์) เป็นการดำรงชีวิตในความทุกข์ ดังที่พระสูตรอธิบายความหมายของทุกข์ว่า

ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ;

ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์;

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์ ;

มีความปรารถนำสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นนั่น ก็เป็นทุกข์ ;

ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์ ;

อุปาทานคือการยึดมั่นถือมั่น การนึกเอาเองว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ; ขันธ์ 5 คือรูป เวทนา สังขาร สัญญา วิญญาณ ; การใช้แต่อัลกอริทึมขันธ์ 5 เพื่อถอดรหัสสัญญาณอายตนะเป็นความคิด คือการยึดมั่นที่ทำให้เกิดทุกข์

เพื่อการพ้นทุกข์ จิตต้องละจากอัลกอริทึมขันธ์ 5 บ้าง โดยจิตพึงพยายามเปลี่ยนจากโหมดความคิดมาเป็นโหมดความรู้สึก เป็นการรู้ของจิตที่ไม่ใช้ ตรรกะ ไม่มีลักษณะที่เป็น คติทวินิยม คือไม่เป็นบวก-ลบ เช่น รัก-ชัง, ดี-ชั่ว, ถูก-ผิด, เป็นต้น แต่เป็นการรู้แบบเป็นกลาง อุเบกขา (Neutral)

พระสูตรสติปัฏฐาน 4 สอนให้ “เห็น” มากกว่าสอนให้คิด คือเห็นกาย, เวทนา, จิต, และ ธรรม ความโดยย่อว่า

กาเย กายานุปัสสี วิหะระติ ;

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา ;

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง;

เวทะนาสุ เวทะนานุปัสสี วิหะระติ ;

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา ; วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง ;

จิตเต จิตตานุปัสสี วิหะระติ ;

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา ;

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง ;

ธัมเมสุ ธัมมานุปัสสี วิหะระติ ;

อาตาปี สัมปะชาโน สะติมา ;

วิเนยยะ โลเก อะภิชฌาโทมะนัสสัง.

ภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้ เป็นหนทางเพียงทางเดียว ; เพื่อความบริสุทธิ์หมดจด ของสัตว์ทั้งหลาย ;

หนทางนี้คือสติปัฏฐานสี่ ; สติปัฏฐานทั้งสี่คืออะไรเล่า? ; ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ;

เป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ ; เธอมีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ; นำความพอใจและความไม่พอใจในโลก ออกเสียได้ เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ;

เป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ; เธอมีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ; นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ;

เป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ ; เธอมีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ; นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ;

เป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ ;

เธอมีความเพียรเครื่องเผาบาป มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ ; นำความพอใจและความไม่พอใจในโลกออก เสียได้ เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การฝึกให้เห็นที่พระสูตรสอนมีโดยย่อดังนี้

• ใช้ความรู้สึกตัวเฉย ๆ ดูอาการของกาย เรียกว่าเห็นกายในกาย

• เห็นการประมวลผล เวทนาขันธ์ หรือการเสวยอารมณ์ คือความรู้สึกที่เป็นขั้วได้แก่ สุข-ทุกข์-ไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่าเห็นเวทนาในเวทนา

• เห็นการประมวลผล วิญญาณขันธ์ หรือเรียกว่าการรู้แจ้งอารมณ์ คือความรู้สึก พอใจ-ไม่พอใจ ในอารมณ์ทางโลกและทางธรรม เรียกว่าเห็นจิตในจิต

เห็นด้วยธรรมที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ นิวรณ์ 5, ขันธ์ 5, อายตนะ 6, โพชฌงค์ 7, และ อริยสัจ 4 เรียกว่าเห็นธรรมในธรรม

อาจารย์ชาญชัยสรุปลงท้ายว่า สภาวะของจิตที่จะรู้ธรรมของตัวเองในแต่ละคน จิตต้องอยู่ในโหมดสติ จิตมีสภาวะตั้งใจมั่นชอบหรือสัมมาสมาธิ อารมณ์ขณะเจริญสติจะมีลักษณะตามที่ระบุไว้ในโพชฌงค์ 7 หรือองค์แห่งความรู้แจ้ง 7 อย่าง ขอให้เราตั้งใจฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ปัญญาของเราออกมาดับทุกข์ได้

หนึ่งในความมุ่งหวังสำหรับปีใหม่นี้คือความคืบหน้าในการรู้ธรรมในแต่ละคน

ถ้าขยับความมุ่งหวังไปสู่ระดับสังคมและประเทศชาติ แต่ละคนคงมีความมุ่งหวังต่าง ๆ กันไป กระนั้น ความมุ่งหวังน่าจะเป็นในทางบวก ในทางแห่งความรักและความกรุณาต่อกันและกัน โดยรู้จักเอาใจเขาใส่ใจเรา บางคนจะนึกถึงคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนพิการหรือคนชราที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยติดเตียง คนไร้บ้าน คนติดยาเสพติด นักโทษที่ล้นคุกหรืออยู่ในคุกที่แออัด คนไร้สัญชาติ คนที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ฯลฯ แล้วก็มุ่งหวังให้บุคคลที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา จากรัฐ จากวัด จากองค์กรเอกชน จากองค์กรธุรกิจ มากเท่าที่จะทำได้

การที่สังคมมีระบบสวัสดิการที่ดี ที่สามารถดูแลผู้ตกทุกข์ได้ยากเป็นเรื่องจำเป็น แต่คงไม่เพียงพอ สังคมควรมองภาพกว้าง มองทั้งระบบ มองถึงปัญหาระยะยาว มองการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างด้วย ผมขอเสนอตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่หลายคนคงมุ่งหวังให้เกิดขึ้นสัก 4 ตัวอย่าง ดังนี้

1) มีความจริงใจและความคืบหน้าในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นหลักการสำคัญของการได้มาและการใช้อำนาจรัฐ อันเป็นความเห็นพ้องต้องกันและมีความหยุ่นตัว (resilience)

2) มีความจริงใจและความคืบหน้าในการหยุดยิงและการรับหลักการของการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่เคารพบูรณภาพของดินแดนและอัตลักษณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้

3) มีความจริงใจและความคืบหน้าในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงการโอน “งาน คน เงิน” จากราชการส่วนกลางไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้น งานด้านความมั่นคง การคลัง และการต่างประเทศ

4) มีความจริงใจและความคืบหน้าในการลดความเหลื่อมล้ำและการผูกขาด โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจของชนบทและจังหวัดต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและทันสมัย

ขอลงท้ายบทความนี้ที่ความมุ่งหวังความคืบหน้าในระดับระหว่างประเทศและระดับโลก แน่นอนว่าเราคงมุ่งหวังให้สงคราม การสู้รบ การฆ่าฟันกันด้วยเหตุทางการเมืองคลี่คลายและยุติลง โดยเฉพาะสงครามปาเลสไตน์ – ยิว สงครามยูเครน สงครามกลางเมืองในซูดาน แน่นอนว่าเราคงมุ่งหวังให้ทุกประเทศดำเนินการตามข้อตกลงปารีส ที่เป็นผลจากการประชุม COP 21 ในปี 2558 เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในคริสต์ศตวรรษนี้ ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม หลายคนคงมุ่งหวังให้การค้าระหว่างประเทศเป็นการค้าที่เสรีและยุติธรรม เป็นต้น

เพื่อให้เกิดสันติภาพ เสรีภาพ และความยุติธรรมระหว่างประเทศ ขอนำข้อเสนอของโดนัลด์ นอร์มัน ที่เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “การออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า : ที่มีความหมาย, ความยั่งยืน, และมีมนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งอาจารย์วิภาดา กิตติโกวิท เป็นผู้แปล มากล่าวเพียงสั้น ๆ ดังนี้

ปัญหาสำคัญ ๆ ของเราวิวัฒน์ไปรอบ ๆ วิถีที่มนุษย์สร้างขึ้น ความเป็นสิ่งมนุษย์สร้างหมายความว่ามันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ออกแบบใหม่ได้ … เพียงแต่มนุษย์ต้องยอมเปลี่ยนพฤติกรรม จริงอยู่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอาจนำมาซึ่งความยากลำบากเฉพาะหน้า และประโยชน์ระยะยาวดูเหมือนอยู่ห่างไกล คนจำนวนมากจึงไม่เต็มใจละทิ้งชีวิตสุขสบายของตน เพื่อรักษาโลกไว้สำหรับลูกหลานในอนาคต

ในการประชุมระหว่างประเทศ เช่น COP คำแถลงต้องได้รับความเห็นชอบ 100% จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 194 คน ทำไมระเบียบที่ซับซ้อนจึงต้องถูกโหวตรวมทั้งหมด ทำไมไม่ทำกฎระเบียบเป็นโมดูล แต่ละประเทศโหวตให้แก่แต่ละโมดูลต่าง ๆ กันไป และเมื่อโหวตแล้วก็ต้องถือเป็นพันธะผูกพันอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของแต่ละประเทศที่พึงยอมรับขีดจำกัดของการเติบโต และควรมองการเติบโตในหลากหลายมิติ มิใช่มิติของ GDP มิติเดียวแล้ว เรายังต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งต้องการการบำบัด (healing) ให้เห็นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงนโยบายของตนด้วย เปลี่ยนจากการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง มาเป็นเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็ควรเอามนุษยชาติเป็นศูนย์กลางนั่นเอง

ที่กล่าวมานี้ คือความมุ่งหวัง ซึ่งหยิบยืมมาเท่าที่พอจะทำได้จากเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ ทั้งที่เป็นความมุ่งหวังของแต่ละคนที่พึงฝึกฝนสู่ความรู้แจ้ง ความมุ่งหวังให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้า และความมุ่งหวังในเชิงระบบโลก โดยหวังแบ่งปันให้ผู้อ่านพลอยมีความมุ่งหวังทำนองนี้ด้วย เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ตัวเรา สังคม และโลกที่ดีกว่า

โคทม อารียา