ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลกำลังพังพินาศด้วยมาตรา 69 พรบ.ประมง
หนึ่งในวิกฤตทางธรรมชาติของโลก 3 ประการ (Triple Planetary Crisis) ที่เชื่อมโยงกันแยกไม่ออกคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลภาวะจากอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม และความเสื่อมสูญของความหลากหลายทางชีวภาพ (ความสัมพันธ์ระหว่างความหลากหลายระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ พันธุกรรม) ที่สัมพันธ์กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม เกิดเป็น “ความหลากหลายชีววัฒนธรรม” (Biocultural Diversity) โดยทั้งหมดนี้ไม่เพียงกระทบต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ แต่ยังกระทบไปถึงสรรพชีวิตทั้งหมดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6
โดยเฉพาะในเรื่องความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมที่วิกฤตดำเนินไปอย่างรุนแรง แม้จะไม่เป็นกระแสเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะด้วยวิธีคิดเอามนุษย์และทุนนิยมเป็นศูนย์กลาง (Capitalocene) เราจึงไม่สนใจความอยู่รอดของสรรพชีวิตอื่นๆ ในความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงวัฒนธรรมพื้นบ้านในการดำรงชีพในความหลากหลายทางชีวภาพ และมองไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจทุนนิยมเท่ากับปัญหาคาร์บอนต่อสภาวะโลกร้อน และไม่สนใจวัฒนธรรมพื้นบ้าน
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เรากังวลต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอันดับแรกก็คือ การพังทลายของความหลากหลายทางชีวภาพสร้างวิกฤตเริ่มตั้งแต่วิกฤตอาหาร สุขภาพ การดำรงชีพ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมตามมาเป็นลูกโซ่ ดังนั้นปัญหาการพังทลายของความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องหลักที่เราต้องเผชิญและเปลี่ยนสังคมโดยด่วนเพื่อรักษา ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม และเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์ไปสู่การเอานิเวศกลับมาเป็นศูนย์กลาง (Ecocultural-centric) ให้ได้ ทั้งเพื่อฟื้นสุขภาวะของโลกให้กลับมารักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ เป็นบริการนิเวศทั้งด้านอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม เศรษฐกิจการดำรงชีพของสรรพชีวิตและมนุษย์ และสร้างภูมิคุ้มกันการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคมที่ซับซ้อน
และความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมที่สำคัญของโลกที่เป็นฐานที่มั่นต่อการรักษาสมดุลระบบนิเวศทั้งหมด สภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงอาหารก็คือ “ทะเล” ซึ่งกำลังถูกคุกคามหลายด้านทั้งมลภาวะอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และที่สำคัญมากคือ การประมงพาณิชย์
รายงานสถานการณ์ประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของโลก โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ปี 2020 ระบุว่า การประมงเกินขนาด ทำให้ประชากรปลาหลายชนิดลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2017 ประมาณร้อยละ 33.1 ของสต๊อกปลาทั่วโลกถูกประมงเกินขนาด สอดคล้องกับรายงานของ IUCN ปี 2019 ประเมินระดับโลกว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการระบบนิเวศ ระบุว่า การประมงเกินขนาดเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลลดลง อัตราสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์เพิ่มขึ้น 10 เท่าในช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมา โดยประมาณ 1 ล้านชนิดพันธุ์เสี่ยงสูญพันธุ์ไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า
ปัญหาของประมงเกินขนาดที่กระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ มีปัจจัยเกี่ยวข้องจากการลดลงของประชากรปลาที่จับได้ การจับสัตว์น้ำที่ไม่ใช่เป้าหมาย (เต่าทะเล โลมา ปลากระเบน ฉลาม เป็นต้น) การทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยด้วยอวนลาก การจับปลาตัวเล็กเกินไป ผลที่ตามมานอกจากสต๊อกปลาโดยรวมลดลงแล้ว ประชากรสัตว์น้ำหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ เช่น ฉลาม และปลากระเบน ที่ลดลงถึงร้อยละ 71.1 ประชากรเต่าทะเล 6 ใน 7 ชนิดใกล้สูญพันธุ์
มีตัวอย่างของการเสื่อมสูญความหลากหลายทางชีวภาพทะเลจากประมงเกินขนาด เช่น การล่มสลายของการประมงปลาค็อดในแคนาดาลดลงร้อยละ 99 ตั้งแต่ปี 1992 ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษกว่าที่ประชากรปลาจะฟื้นตัว ประเทศสเปนที่ทำประมงมากที่สุดในยุโรป ด้วยประมงเกินขนาดทำให้ปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนลดลงกว่าร้อยละ 80 ตั้งแต่ปี 1950 เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่ประมงเกินขนาดทำลายปลาทูน่าสายพันธุ์ bluefin ลดลงกว่าร้อยละ 96 หรือประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ที่จับปลามากที่สุดในโลก ก็ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำต่างๆ ลดลงอย่างรุนแรงจนเจอมาตรการ IUU จากสหภาพยุโรปบังคับเช่นเดียวกับไทย หรือประเทศฟิลิปปินส์ที่ประมงเกินขนาดทำให้ปลาซาร์ดีนและทูน่าลดลงกว่าร้อยละ 30 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยภาพรวมแล้ว ในช่วงปี 1970-2012 การประมงพาณิชย์ที่จับปลาเกิดขนาด ทำให้ประชากรสัตว์ทะเลลดลงถึงร้อยละ 49 นอกจากนี้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้แนวปะการังฟอกขาว สรรพชีวิตในท้องทะเลสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย ความมั่นคงอาหารจากทะเลกำลังลดรวดเร็ว มีแนวโน้มว่าแนวปะการังจะหายไปจากทะเลทั่วโลกภายใน 20 ปีข้างหน้า
ด้วยวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลดังกล่าว ทำให้ที่ประชุมสหประชาชาติภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (COP15) จึงได้ทำความตกลงระดับโลกคุนหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพขึ้น เป้าหมายสำคัญที่เป็นกรอบนโยบายโลก โดยกำหนดเป้าหมายสำคัญคือ หยุดยั้งการกระทำของมนุษย์ที่เป็นสาเหตุการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ถูกคุกคาม ภายในปี ค.ศ.2050 รวมถึงลดอัตราและความเสี่ยงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตลงอย่างน้อย 10 เท่า และเพิ่มความสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นในธรรมชาติให้มีความชุกชุมในระดับที่สมบูรณ์และยืดหยุ่นคงทนต่อผลกระทบด้านลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีเป้าหมายรูปธรรมคือ
1) ทุกพื้นที่จะมีการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและทะเล ลดการสูญเสียพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพสูงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2030 โดยต้องให้ความเคารพในสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น
2) ภายในปี ค.ศ.2030 อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่บนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งที่มีระบบนิเวศเสื่อมโทรม จะได้รับการฟื้นฟู เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ บทบาทหน้าที่และบริการจากระบบนิเวศ รวมถึงเพิ่มความสมบูรณ์และการเชื่อมต่อทางนิเวศวิทยา
3) ภายในปี ค.ศ.2030 อย่างน้อยร้อยละ 30 ของพื้นที่บนบก พื้นที่แหล่งน้ำในแผ่นดิน พื้นที่ทะเลและชายฝั่งซึ่งมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จะได้รับการอนุรักษ์และจัดการในรูปแบบพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่ที่มีมาตรการอื่นๆ ด้านการอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพ ตระหนักถึงอาณาเขตของชนพื้นเมืองและประเพณี บูรณาการเข้าสู่ภูมิทัศน์ทางบก ทางทะเล และมหาสมุทรเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตามความเหมาะสมของพื้นที่นั้นๆ ตระหนักและเคารพสิทธิของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น รวมถึงอาณาเขตทางวัฒนธรรมของชุมชนเหล่านั้น
เป้าหมายสำคัญทั้งหมดกำลังพุ่งเป้าไปที่การหยุดการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพทุกรูปแบบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การทำประมงเกินขนาดให้เหลือศูนย์ และฟื้นฟูความหลากหลายชีวภาพ พร้อมกับสร้างพื้นที่คุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ โดยทางบกให้ได้ร้อยละ 30 และทางทะเลให้ได้ร้อยละ 30 ของพื้นที่โลก ทั้งหมดนี้มีเป้าอยู่ที่อีก 5 ปีข้างหน้าเท่านั้น (ปี 2030)
สำหรับประเทศไทย ที่เคยเป็นประเทศที่อุดมด้วยความหลากหลายทางชีววัฒนธรรมแห่งท้องทะเลเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็เผชิญการทำลายล้างทะเลอย่างรุนแรงตลอดมา กิจกรรมที่สร้างความเสียหายในทะเลมากมาย เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเล ที่ทำลายระบบพื้นที่ป่าชายเลน หญ้าทะเล และนิเวศชายฝั่ง การปล่อยมลพิษ สารเคมี พลาสติก การรื้อถอนแท่นปิโตรเลียมที่หมดสัมปทานในอ่าวไทย และการทำประมงพาณิชย์เกินขนาด ทั้งหมดนี้ทำให้ท้องทะเลไทยตายไปหลายส่วน ที่เหลืออยู่ก็เสื่อมโทรมอย่างรุนแรง
ตัวเลขจากกรมประมงระบุชัดเจนว่า ผลผลิตประมงทะเลช่วง 2554-2563 ลดลงร้อยละ 0.78 ต่อปี โดยปัจจุบันจับสัตว์น้ำได้ 1,445,005 ตันต่อปี ถ้าเทียบย้อนหลังกลับไปกว่านั้นให้เห็นชัด เช่น ปี 2504 เรืออวนลากจับสัตว์น้ำได้ 298 กิโลกกรัมต่อ 1 ชั่วโมง มาในปี 2555 จับได้เพียง 18.2 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ปัญหาสำคัญมาจากการประมงเกินขนาดอย่างต่อเนื่องด้วย ด้วยจำนวนประมงอวนลากที่แม้จะลดลงจาก 10,743 ลำในปี 2551 เหลือ 8,073 ลำในปี 2562 แต่น้ำหนักตันกรอสของเรืออวนลากกลับเพิ่มขึ้นจาก 154,972 ตันในปี 2551 เป็น 201,426 ตันในปี 2562
นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ประเทศไทยถูกบีบด้วยความตกลง IUU (การประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม) จากสหภาพยุโรป จนต้องมีกฎหมายควบคุมการประมงจนเกิดเป็น พ.ร.บ.ประมง 2558 มาบังคับใช้
เพราะทิศทางของโลกตามกรอบข้อตกลงคุนหมิง-มอนทรีออลที่ประเทศไทยร่วมลงนาม และร่วมประชุม COP ต่อเนื่องมา มีข้อผูกพันที่ประเทศสมาชิกจะต้องหยุดยั้งการทำลายล้างทางชีวภาพให้ได้
แต่แล้วการที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเมื่อ 25 ธันวาคม 2567 รับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 พ.ศ. … โดยมีมติเห็นชอบให้แก้ไขมาตรา 69 เพื่ออนุญาตให้ทำประมงอวนตาถี่ขนาด 3-6 มิลลิเมตร (ตามุ้ง) ทำการประมงแบบ ล้อมจับ ในเวลากลางคืนประกอบ แสงไฟล่อ ในระยะห่างจากชายฝั่ง 12 ไมล์ทะเล ที่ทางวิชาการสำรวจพบลูกปลาวัยอ่อนอย่างน้อย 65 วงศ์
โดย 50 ปีที่ผ่านมาแม้อุตสาหกรรมประมงพาณิชย์จะทำประมงเกินขนาด แต่วิธีการทำประมงด้วยการ ตีวงล้อมจับ ด้วยอวนประเภทนี้ถูกห้ามมาตลอด เพราะการใช้แสงไฟล่อ แล้วล้อมจับ ด้วยอวนตาถี่ความยาว 1,000-2,000 เมตร จะจับเอาสัตว์น้ำวัยอ่อนในสัดส่วนสูง แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้เกิดการกวาดล้างชีวภาพทางทะเล (Bio Cleansing) ครั้งใหญ่ ที่ทำให้ทะเลไทยที่วิกฤตอยู่แล้วถึงขั้นพังพินาศ อันส่งผลต่อการกวาดล้างทางวัฒนธรรม (Cultural Cleansing) คือ กวาดล้างวิถีวัฒนธรรมประมงพื้นบ้านของไทยให้หมดไปในเวลาไม่นาน เพราะเมื่อทะเลตายกลายสภาพเป็นทะเลอันเงียบงัน ชุมชนประมงพื้นบ้านจะมีวัฒนธรรมดำรงชีพกับท้องทะเลต่อไปได้อย่างไร
หากประชาชนไทยปล่อยให้รัฐไทยดำเนินการไปเช่นนี้ คือ การเปิดฉากละเมิดสิทธิต่อชีวิตของธรรมชาติ (Right of nature) ครั้งใหญ่ พร้อมไปกับละเมิดสิทธิชุมชนต่อนิเวศและทรัพยากรฯ ด้วยการถอนรากวิถีประมงพื้นบ้าน ทลายความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจชีวภาพทางทะเล เป็นการละเมิดความตกลงคุนหมิง-มอนทรีออล ซึ่งแม้จะไม่มีผลบังคับทางกฎหมาย แต่รัฐไทยจะสูญเสียความชอบธรรมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในฐานะผู้ร่วมสร้างวิกฤตธรรมชาติโลก
ทั้งหมดเพียงเพื่อแลกกับคะแนนเสียงจากผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์บางกลุ่มด้วยการทำลายทรัพยากรของคนทั้งชาติและทั้งโลก จนยอมเป็นรัฐเผด็จการทางนิเวศและชีวภาพเช่นนั้นหรือ
แล้วก็จะมา “ขายผ้าเอาหน้าไม่รอด” ที่ไม่เพียงแต่เจอมาตรการ IUU จากยุโรปอีกรอบ ยังเจอการบีบจากความตกลงระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทุกผลประโยชน์ระยะสั้นของกลุ่มทุนก็จะไม่มีอนาคตทางเศรษฐกิจ ที่เรื่องการปกป้องนิเวศได้เป็นแกนกลางของนโยบายและความสัมพันธ์ของการเมืองระดับโลกไปแล้ว
กฤษฎา บุญชัย

