หน้าแรก บทความ พลังงานแสงอาท...

พลังงานแสงอาทิตย์ไทยแพงกว่าประเทศอื่นจริงหรือ?

16.01.25 | 17:56 น.

พลังงานแสงอาทิตย์ไทยแพงกว่าประเทศอื่นจริงหรือ?

1.ข้อดีของการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ทำให้หลายประเทศมีนโยบายสนับสนุน

การใช้แสงอาทิตย์ไปผลิตพลังงานไฟฟ้า ไม่เพียงประหยัดค่าไฟมากขึ้นสำหรับบ้านเรือนทั่วไปเพราะสามารถติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ในบ้าน ยังช่วยลดโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย

อย่างที่รู้กันดีว่าแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมด ทำให้ทั่วโลกนิยมใช้กันแพร่หลาย และกลายเป็นเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่เติบโตเร็วที่สุด ตัวอย่างเช่น

จีน – มีแผนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ ที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในอวกาศแล้วส่งกลับมายังโลก โดยอยู่ในการทดสอบระบบตรวจสอบภาคพื้นดิน และจะเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2028

Advertisement

อินเดีย – สนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดของประเทศสู่ที่หนึ่งของโลกด้วยนิยาม “One Sun One World One Grid” และ “World Solar Bank” หรือพระอาทิตย์หนึ่งดวง โลกหนึ่งใบ หนึ่งกริด และธนาคารโซลาร์โลก

สหรัฐอเมริกา – ส่งเสริมนโยบายช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแผงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น เช่น เมือง Lancaster รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่กำหนดให้ผู้สร้างที่อยู่อาศัยใหม่ทุกหลังต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ โดยถือเป็นเมืองนำร่องการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เอง

ญี่ปุ่น – ออกระเบียบใหม่กำหนดให้บ้านในโตเกียวทุกหลังที่สร้างใหม่หลังเดือนเมษายน ปี 2025 จะต้องติดแผงโซลาร์เซลล์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในครัวเรือน

เยอรมนี – อนุมัติร่างกฎหมายส่งเสริมการขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี โดยลดขั้นตอนการออกใบอนุญาตและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้สามารถก่อสร้างได้เร็วขึ้น

ในส่วนของไทยก็ให้ความสำคัญกับการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ โดยได้พัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งเสริมประสิทธิภาพโซลาร์เซลล์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของประเทศ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างพลังงานสะอาดสู่โลกมากยิ่งขึ้น

2. ทำไมนักลงทุนต่างสนใจลงทุนพลังงานสะอาดในอินเดีย

ข้อได้เปรียบว่าทำไมนักลงทุนต่างสนใจโอกาสในอินเดีย ก็คือ 1. ฐานประชากรขนาดใหญ่ 2. เศรษฐกิจดี 3. กลุ่มวัยทำงานขนาดใหญ่ และ 4. ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์

– อินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
– เศรษฐกิจอินเดียปัจจุบันมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และจากพัฒนาการในหลาย ๆ ด้านทำให้เศรษฐกิจอินเดีย พร้อมขยับอันดับขึ้นไปอีกในเร็ว ๆ นี้
– ประชากรหนุ่มสาวของอินเดียที่อยู่ในช่วงวัยทำงาน มีจำนวนมากถึงเกือบ 300 ล้านคน (อายุเฉลี่ยของชาวอินเดียอยู่ที่ 28 ปี) ด้วยกำลังซื้อและการจับจ่ายของคนกลุ่มนี้ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจอินเดียเลยทีเดียว
– สภาพทางภูมิศาสตร์ที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจพลังงานสะอาด

แล้วโอกาสในอุตสาหกรรมพลังงานของอินเดียอยู่ตรงไหน?
อินเดียเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากจีนและสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศผู้ผลิตพลังงานทดแทนสูงสุดเป็นอันดับ 4 โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ที่นับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่พัฒนาเร็วที่สุดในอินเดีย

ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อินเดียตั้งอยู่ในเขตร้อน มีแดดจัดมากถึง 300 วันต่อปี !! เหมาะที่สุดสำหรับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์เนื่องจากได้รับแสงแดดโดยตรง

– รัฐบาลเสนอเครดิตภาษีให้กับผู้ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ทั้งการอยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์
– ความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์
– ด้วยการผลักดันของนโยบายรัฐ อินเดียกำลังก้าวสู่เส้นทางพลังงานสะอาดเต็มตัว กับเป้าหมายกำลังการผลิตพลังงานทดแทนในระดับ 500 กิโลวัตต์ ภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อีกด้วยและนั่นหมายถึง โอกาสในการเติบโตได้อีกมหาศาลในอุตสาหกรรมนี้

ข้อเท็จจริง
จากกรณีที่ Avaada Energy ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนชั้นนำในอินเดีย ที่ บริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถือหุ้นอยู่ 42.93 % ชนะการประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ในประเทศอินเดีย จำนวน 1,050 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 25 ปี ในราคา 0.032 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบเท่า 1.14 บาท ต่อหน่วย ซึ่งต่อมามีผู้นำราคาดังกล่าว ไปเปรียบเทียบกับราคารับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย ในราคา 2.17 บาทต่อหน่วย

ในประเด็นดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากมีปัจจัยที่มีความแตกต่างกันและมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของสองประเทศมาพิจารณาด้วย ประกอบด้วย

1. Economy of Scale หรือ การประหยัดจากขนาดในทางเศรษฐศาสตร์คือการผลิตสินค้าจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่า ผลิตจำนวนน้อย โครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของอินเดีย มีขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 150 -1,050 เมกะวัตต์ โครงการที่ Avaada ชนะประมูล มีกำลังการผลิต 1,050 เมกะวัตต์ สำหรับในประเทศไทยมีโครงการที่ผ่านการคัดเลือก 4 โครงการ มีกำลังผลิตตั้งแต่ 8 – 72 เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น 192 เมกะวัตต์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโครงการที่อินเดียโครงการเดียวมากกว่า 14 เท่าตัว

2. Capacity Factor คือ ไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง เทียบกับกำลังการผลิตตามสัญญา ซึ่งมีผลต่อราคา โรงไฟฟ้า capacity factor สูง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยถูกกว่า โรงไฟฟ้า capacity factor ต่ำ

3. ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างกัน ต้นทุนของอินเดียถูกกว่าของไทย เช่น ค่าแรงงาน และ ค่าเหล็กเส้น เนื่องจากอินเดีย เป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก

การนำราคาของการประมูลโครงการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ใน 2 ประเทศมาเปรียบเทียบกันเลยแล้วไประบุว่าของไทยแพงกว่าต่างประเทศจึงถึงว่าเป็นการคำนวนที่คลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริง เพราะไม่มีการนำปัจจัยการลงทุนอื่นๆ มาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้เกิดข้อมูลที่สร้างเข้าใจผิดต่อสาธารณะได้