หน้าแรก บทความ ที่มาของผู้ว่...

ที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด ตอบโจทย์การเมืองหรือบริหารพัฒนาจังหวัด

17.01.25 | 12:22 น.

ที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด
ตอบโจทย์การเมืองหรือบริหารพัฒนาจังหวัด

ข่าวคราวการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละครั้งเพื่อให้ไปบริหารจังหวัดซึ่งถือเป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ หลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็น
ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งว่าเป็นคนของใคร เป็นคนของพรรคการเมืองใด หรือตั้งมาเพื่อให้ดูแลพื้นที่ตอบสนองทางการเมืองทั้งที่จะมีขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ในการนี้คนที่ถูกจับตาก็หนีไม่พ้นพรรคการเมืองที่คุมกระทรวงมหาดไทยและพรรคการเมืองที่เป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลหรือบุคคลในรัฐบาล

ยิ่งสื่อมวลชนที่เป็นพิธีกรทีวีมักมุ่งจะสร้างกระแสข่าวก็มักจะเชื่อมโยงการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกับการอธิบายว่าจังหวัดนั้นเป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองใด ก็ต้องแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นคนของพรรคการเมืองนั้น มาดูแลจังหวัดนั้นเป็นพิเศษจึงทำให้ภาพของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ตั้งมาเป็นการตอบสนองคนการเมืองและพรรคการเมืองมากกว่าการจะชวนกันคิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันก็คือ การให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาบริหารพัฒนาจังหวัดตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดนั้นๆ เพราะจังหวัดมีงานท้าทายผู้ว่าราชการมากมายไม่ว่าจะเป็นงานแก้ปัญหาความยากจน ความปลอดภัย ภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของจังหวัด

ผมจึงเข้าใจว่าการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละท่านต้องให้เป็นไปตามบริบทพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาจังหวัดที่ตรงตามความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญของผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดให้ตรงกับความรู้ความสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดให้สอดคล้องกับความสามารถ

ผมได้ทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบให้กลุ่มต่างๆ ในจังหวัดได้มีส่วนร่วมโดยใช้วิธีการเสวนารับฟังความคิดเห็น “ที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด” กับกลุ่มข้าราชการในจังหวัด กลุ่มผู้บริหารท้องถิ่นในจังหวัด กลุ่มธุรกิจเอกชน ผู้ประกอบการ กลุ่มภาคประชาสังคม และกลุ่มผู้นำชุมชนในจังหวัด จำนวน 12 จังหวัด กระจายไปทุกภูมิภาค

Advertisement

โดยก่อนที่จะเสวนาถึงรูปแบบที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ให้ที่ประชุมให้ความเห็นถึงผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทยว่า มีความคิดเป็นอย่างไรซึ่งความเห็นโดยสรุปหรืออาจเป็นข้อบ่น ดังเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดพบยาก ประชาชนไม่รู้จักผู้ว่าราชการจังหวัดดีพอ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ตอบโจทย์จังหวัด โดยเฉพาะไม่ทราบนโยบายผู้ว่าราชการจังหวัด คืออะไร

ที่น่ากังวลก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด จังหวัดนี้มาเพื่อเกษียณหรือบางท่านมาอยู่ 1-2 ปี ก็เกษียณหรือย้ายไปที่อื่นแล้ว และผู้ว่าราชการจังหวัดไม่แน่ใจว่าจะทำงานเพื่อใคร ทั้งนี้ เพราะการบริหารจังหวัดเพื่อแก้ไขปัญหาภายในจังหวัดไม่มีการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มีความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

ดังนั้นผลจากการเสวนารับฟังความคิดเห็นรูปแบบที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดและมีเอกภาพในการพัฒนาจังหวัดเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งการทำให้จังหวัดมีความเจริญก้าวหน้าไปได้นั้น มีข้อเสนอที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 รูปแบบดังนี้

รูปแบบที่ 1 ปรับเปลี่ยนวิธีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดรูปแบบใหม่โดยการวางหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน เช่น มีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า 3 ปีขึ้นไป ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องมีความเป็นมืออาชีพและความรู้ความสามารถตรงกับบริบทพื้นที่ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนจะได้พัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดนั้นๆ ได้ตรงเป้าหมายและที่สำคัญจะต้องมีการประเมินผู้ว่าราชการจังหวัดทุกปี โดยเปรียบเทียบกันทั้ง 76 จังหวัดแจ้งให้ประชาชนทราบ

รูปแบบที่ 2 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนโดยทดลองเลือกตั้งในจังหวัดที่มีความพร้อม โดยเฉพาะความพร้อมทางด้านรายได้ หรือมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัดสูง (Gross Province Product : GPP) ซึ่งถือว่ามีขีดความสามารถที่จะเลี้ยงตนเองได้ เช่น จังหวัดระยอง ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี หรือจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว เช่น จังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น รวมทั้งอาจจะวางหลักเกณฑ์ด้านอื่นๆ ภายใต้การรับฟังความคิดเห็นความต้องการของประชาชน

รูปแบบที่ 3 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และยังคงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง โดยลดอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่แต่งตั้งลงไปให้ทำหน้าที่เพียงตัวแทนของรัฐบาล กำกับดูแลและสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่น และปกป้องผลประโยชน์ของชาติมีข้อเสนอแนะให้เปลี่ยนชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งเป็น “ตัวแทนรัฐบาลหรือตัวแทนส่วนราชการประจำจังหวัด”

รูปแบบที่ 4 ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่แทนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งในรูปแบบนี้จะต้องเพิ่มบทบาทและอำนาจหน้าที่ของนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) โดยการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่ภารกิจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งให้กับนายก อบจ.ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสาธารณะภายในจังหวัด ทั้งภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร ทั้งนี้บุคลากรของส่วนราชการที่ประจำในจังหวัดนั้นจะต้องถ่ายโอนโดยความสมัครใจมาสังกัด อบจ. ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งก็ให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐบาลกำกับดูแลและสนับสนุนงานของท้องถิ่นทำหน้าที่เหมือนรูปแบบที่ 3

รูปแบบที่ 5 การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงจากประชาชนถึงประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ในรูปแบบนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งจะไม่มี รูปแบบนี้ต้องมีการปรับให้บริหารราชการแผ่นดินจะมีเพียง 2 ระดับ ได้แก่ การบริหารราชการส่วนกลาง ได้แก่ รัฐบาล คณะรัฐบาล และกระทรวง กรมต่างๆ และการบริหารราชการท้องถิ่น ได้แก่ จังหวัดและเทศบาล โดยให้ยกฐานะ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นเทศบาลทั่วประเทศ ซึ่งงานทั้ง 5 รูปแบบ ผู้ช่วยเสวนาเสนอว่าสิ่งที่ควรทำและทำได้เลยนั่นก็คือ การปรับเปลี่ยนวิธีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดใหม่ โดยกระทำเพียงกำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งส่วนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการในจังหวัด ที่มีความพร้อมเป็นประเด็นที่ประชาชนอยากให้ทดลองมากที่สุด

อย่างไรก็ตามรูปแบบที่เสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และการปรับการเลือกตั้งนายก อบจ. ทำหน้าที่ทดแทนผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้ง ยังมีเงื่อนไขจะต้องเสนอกฎหมาย พ.ร.บ.การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและการปรับปรับปรุงกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 รวมทั้งการปรับปรุง พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ พ.ศ.2542 และยกเลิกและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท เป็นต้น

ผมเข้าใจว่า ข้อเสนอที่มาของผู้ว่าราชการจังหวัดของผู้ร่วมเสวนา มีความเห็นตรงกันว่าในปัจจุบันจังหวัดยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานจังหวัด และการพัฒนาจังหวัดที่ไม่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเผชิญรับมือกับการแก้ไขปัญหาไม่ทันการทันท่วงที ที่จะตอบสนองปัญหาของประชาชน ชุมชน เพราะโครงสร้างจังหวัดขาดการบูรณาการ และผนึกกำลังในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัด เพราะส่วนราชการที่ไปประจำจังหวัดปัจจุบันยังแยกส่วน ทั้งงบประมาณบุคลากรที่ต่างคนต่างทำ

ยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัดที่แต่งตั้งมาจากกระทรวงมหาดไทย ไปตอบโจทย์ทางการเมืองมากกว่าตอบโจทย์การพัฒนาจังหวัดก็ยิ่งขาดการพัฒนาจังหวัด ขาดโอกาสในการแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของประชาชนและความก้าวหน้าของจังหวัด ทำให้ประชาชน ชุมชน จังหวัด เสียโอกาสและประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาได้สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย